ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 238 ทฤษฎีว่าด้วยเรื่องผู้ชายสารเลว
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 238 ทฤษฎีว่าด้วยเรื่องผู้ชายสารเลว
บทที่ 238 ทฤษฎีว่าด้วยเรื่องผู้ชายสารเลว
เห็นหลี่เยว่หานนิ่งเงียบไม่ปริปาก เวินเทียนเหล่ยก็สะบัดพัดด้วยสีหน้าพึงพอใจ “เช่นนั้นสุราของเจ้านี้ ข้าจะซื้อมันทั้งหมดแล้วนำไปไปขายต่อ กำไรเช่นเดียวกับถานไคว่ เป็นอย่างไร?”
เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้ หลี่เยว่หานก็ดื่มชาหมดจอกในคราวเดียว แล้วเอ่ยว่า “ตกลง อย่างไรก็พูดตกลงกันเรียบร้อยแล้วก็ไม่จำเป็นต้องเขียนสัญญาอะไร ลำบากเสียเปล่า ๆ ข้าเชื่อเจ้า”
หลังจากจัดการเรื่องการขายเหล้าองุ่นได้แล้ว หลี่เยว่หานก็ไม่มีอะไรจะพูดกับเวินเทียนเหล่ยอีก แต่เวินเทียนเหล่ยกลับเป็นฝ่ายสนอกสนใจเรื่องของนาง “ที่เจ้าไม่อยู่บ้านหลายวันมานี้ ไปเมืองหลวงมาหรือ?”
“ใช่” หลี่เยว่หานพยักหน้ารับอย่างไม่ปิดบัง “ช่างบังเอิญนัก วันแรกที่ข้าไปถึงเมืองหลวงก็พบเมิ่งฉีฮ่วนในขบวนรับตัวเจ้าสาวแทนที่จอหงวน ทั้งยังโยนข้าไปนอนในคุกเพราะคิดว่ามาก่อความวุ่นวาย”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ เวินเทียนเหล่ยก็รวบเก็บพัดของเขาทันทีด้วยสีหน้าตกตะลึง “เช่นนั้นแล้วข่าวลือก็เป็นจริง เจ้าไปสร้างความวุ่นวายฉากใหญ่จริง! มิน่าเล่าข่าวที่ว่าเสนาบดีกรมกลาโหมแต่งภรรยาเข้าบ้านและสตรีที่แต่งงานด้วยนั้นเป็นสตรีชนบทหยาบกระด้างถูกแพร่กระจายไปทั่วอำเภอหวาซีแล้ว!”
“???” ใบหน้าของหลี่เยว่หานเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม “ข้าไม่ได้ทำนะ ในตอนนั้นข้าเพียง… คนอื่นล้วนคุกเข่า ตัวข้าไม่รู้เรื่องราวที่แท้จริงก็พาลโกรธจึงลุกขึ้นยืน แล้วเอ่ยกระซิบเบา ๆ ว่า ‘ผู้ชายสารเลว’ เมื่อหันไปก็โดนจับแล้ว ไม่ทันได้มีเวลาสร้างสถานการณ์อะไรเสียด้วยซ้ำ”
“นี่น่ะถูกแล้ว!” สีหน้าเวินเทียนเหล่ยดูเจ็บใจที่ไม่อาจหลอมเหล็กให้กลายเป็นเหล็กกล้าได้ “ให้ทุกคนรู้ว่าเมิ่งฉีฮ่วนก็เป็นคนสารเลวคนหนึ่ง!”
“อะไรนะ?” ใบหน้าของหลี่เยว่หานสับสนงุนงง “ทำไมต้องบอกให้ทุกคนรู้ว่าเมิ่งฉีฮ่วนเป็นคนสารเลวกัน? เขาไม่ใช่คนเช่นนั้น เขาอธิบายให้ข้าฟังในภายหลังว่าเขาส่งเกี้ยวไปรับเจ้าสาวแทนจอหงวนผู้นั้น เป็นข้าเองที่เข้าใจเขาผิดไป”
“เจ้าฟังคำพูดเหลวไหลของเขางั้นรึ!” เวินเทียนเหล่ยรู้สึกตื่นเต้นมากจนตบโต๊ะ “เจ้ารู้ไหมว่าองค์หญิงหล่านเยว่แอบมีใจให้เมิ่งฉีฮ่วนตั้งแต่คราแรกที่นางได้พบเขา!”
“ข้ารู้” เมิ่งฉีฮ่วนบอกหลี่เยว่หานว่าถึงเรื่องที่ทั้งสองรู้จักกันที่ละเรื่อง ๆ ตั้งแต่แรกเพื่อป้องกันไม่ให้นางเข้าใจผิด
เวินเทียนเหล่ย “…”
“แล้วเขาจะเป็นผู้ชายสารเลวได้อย่างไร? เขาไม่ได้หยอกเย้ากับองค์หญิงหล่านเยว่ และเขาพูดตรง ๆ อีกทั้งในวันที่ข้าโดนจับ เขาก็เปิดเผยออกไปตามตรงว่าข้าคือฮูหยินของเขา สิ่งที่เขาทำล้วนถูกต้อง” ใบหน้าของหลี่เยว่หานเต็มไปด้วยงุนงง
เวินเทียนเหล่ยไม่รู้ ใจของเวินเทียนเหล่ยว้าวุ่นอย่างยิ่ง เวินเทียนเหล่ยอยากอยู่เงียบ ๆ คนเดียว อย่าถามเวินเทียนเหล่ยว่าจิ้งจิ้งคือใคร*[1]…
เมื่อเห็นสีหน้าที่แปลกไปของเวินเทียนเหล่ย หลี่เยว่หานก็เอ่ยกลั้วหัวเราะด้วยความขี้เล่นว่า “คงไม่ใช่ว่าเจ้ามีใจให้ข้าหรอกนะ?”
“ฝันไปเถอะ!” เวินเทียนเหล่ยปฏิเสธโดยไม่ลังเล “มีเพียงเจ้าคนตาบอดอย่างเมิ่งฉีฮ่วนเท่านั้นแหละที่จะชอบเจ้า นายน้อยเช่นข้าย่อมมีสาวใช้สวย ๆ มากมายในจวน สาวชนบทอย่างเจ้าไหนเลยจะเข้าตาข้าได้!”
“เช่นนั้นการที่เจ้ากล่าวหาว่าเมิ่งฉีฮ่วนเป็นผู้ชายเลวก็ยิ่งผิดนัก” หลี่เยว่หานเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้าได้ไปพักอยู่ที่จวนของผู้บัญชาการทหารสองวัน จวนนั้นกว้างขวางใหญ่โตอย่างยิ่ง คนรับใช้ในจวนส่วนใหญ่นั้นเป็นผู้ชาย ส่วนสาวใช้ก็เป็นสตรีใช้แรงงานหนัก ทำงานไร้ฝีมือ บางทีอาจเป็นเพราะความเคยชินตอนที่อยู่ที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋น เมิ่งฉีฮ่วนไม่มีแม้กระทั่งคนช่วยดูแลเรื่องอาหารการกินในแต่ละวัน ทุกอย่างต้องทำเองทั้งสิ้น ข้างกายก็มีผู้ติดตามเพียงสองคนเท่านั้น เวลาเดินทางก็จะใช้เงินฟุ่มเฟือยไม่ได้ ทั้งยัง…”
“หยุด หยุด หยุด!” เมื่อได้ยินหลี่เยว่หานชื่นชมเมิ่งฉีฮ่วนอย่างน้ำไหลไฟดับ เวินเทียนเหล่ยก็ยิ่งอึดอัดใจ “เจ้ากลับมาที่นี่แล้วยังเอาแต่พูดพร่ำถึงเมืองหลวง ดูสิ เมิ่งฉีฮ่วนอาศัยอยู่ในจวนผู้บัญชาการทหารที่หรูหราโอ่อ่า แต่เขากลับทิ้งเจ้าและลูกอีกสองคนไว้ที่ชนบทอย่างไม่สนใจใยดี นี่ยังไม่ถือว่าเป็นผู้ชายสารเลวอีกหรือ!”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ หลี่เยว่หานก็หยุดคุยโวโอ้อวดเมิ่งฉีฮ่วน ก่อนจะแสดงสีหน้าเคร่งขรึมจริงจังในแบบที่ไม่ได้มีให้เห็นบ่อยนักออกมา
เวินเทียนเหล่ยคิดว่าเขาพูดถูก ในขณะที่คิดจะซ้ำเติมเสริมมีดเข้าไปอีกก็ได้ยินเสียงกระซิบของหลี่เยว่หาน “เวินเทียนเหล่ย เจ้ามาตีสนิทกับสามีของข้าเพื่ออะไรกัน?”
เมื่อเห็นว่าอยู่ดี ๆ หลี่เยว่หานก็จริงจังขึ้นมา เวินเทียนเหล่ยพลันชะงัก “ก็เพื่อมิตรภาพของสัตบุรุษอย่างไรเล่า จะเพื่ออะไรได้อีก?”
“เจ้าคิดอย่างไรกับสามีของข้า รวมถึงรัชทายาทพระองค์ก่อนด้วย?” หลี่เยว่หานถามอีกครั้ง
“เจ้าหยุดเรียกว่าสามีของเจ้า สามีของเจ้าทุกครั้งที่ปริปากเถอะ…”
“เจ้าก็บอกข้ามาหน่อยสิ ไม่ต้องยุ่งหรอกว่าข้าจะเรียกอย่างไร”
“… ” เวินเทียนเหล่ยเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจแล้วเอ่ยขึ้น “เขาบอกกับเจ้าแล้วใช่หรือไม่ว่าจะมารับเจ้าและลูก ๆ ไปอยู่เมืองหลวงด้วยกันเมื่อไหร่?”
“….” หลี่เยว่หานไม่ตอบ เพียงมองตรงไปที่เวินเทียนเหล่ย
หลังเงียบไปอีกพักใหญ่ เวินเทียนเหล่ยก็ถอนหายใจอีกครั้ง “ดูเหมือนว่าเขาจะยังเดินบนเส้นทางนี้ต่อ”
“ดูเหมือนว่าเจ้าเองจะมีสิ่งที่ปกปิดข้าไว้ไม่น้อย” หลี่เยว่หานกล่าว
“ไม่ได้ต้องการจะปกปิดเจ้า แต่ถึงเจ้ารู้ไปก็ไม่ได้ช่วยอะไร” สีหน้าของเวินเทียนเหล่ยนั้นจริงจัง “บอกตามตรง ทั้งข้าและเหล่าเมิ่งต่างก็รู้สึกว่าเมื่อครั้งที่เกิดเรื่องกับรัชทายาทพระองค์ก่อน องค์ชายสามเป็นผู้ลงมือ เพราะไม่ใช่เพียงแค่ตำแหน่งรัชทายาทเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องอื่นด้วย”
“เรื่องอะไร?”
”ข้าไม่รู้ แต่ดูเหมือนว่าเหล่าเมิ่งจะรู้ เขาบอกว่ามันเป็นสมบัติแห่งแคว้น ทว่าข้าไม่เคยได้ยินเรื่องสมบัติแห่งแคว้นของแคว้นตงฮั่นมาก่อนเลย”
ได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็พยักหน้า “เมิ่งฉีฮ่วนบอกว่าหลังจากฤดูร้อนนี้ผ่านไป เขาจะพาข้าและลูก ๆ ไปเมืองหลวง”
ดูเหมือนจะเป็นคำตอบดั่งที่เขาคาด เวินเทียนเหล่ยไม่ได้แสดงความประหลาดใจ แต่กลับแนะนำอย่างใจเย็นแทน “ข้าคิดว่าเจ้าไม่ไปจะดีกว่า แม้ว่าเมื่อถึงเวลานั้นพายุในเมืองหลวงคงจะสงบลงแล้ว ทว่านิสัยของเจ้าไม่ใช่คนที่จะถูกบีบบังคับให้เป็นสตรีในห้องหอ การได้อยู่ท่ามกลางภูผานทีนั้นคือตัวเจ้ามากกว่า”
“ข้าเองก็บอกเขาเช่นนี้” หลี่เยว่หานเอียงศีรษะพร้อมยกยิ้ม “แต่เขาสัญญากับข้าไว้ว่าหลังจากที่ข้าไปถึงเมืองหลวงแล้ว ข้ายังสามารถใช้ชีวิตแบบเดียวกับที่ทำในหมู่บ้านได้ จะไม่มีการใช้กฎบังคับผูกมัดว่าข้าจะต้องอยู่แต่ในบ้านเท่านั้น”
“เขาเหลวไหลไปเรื่อยเลยจริง ๆ มีหรือที่ฮูหยินของผู้บังคับบัญชาทหารจะสามารถเอื้อนเอ่ยสิ่งใดก็ได้ตามใจคิด มีหรือที่อยากตบตีกับใครก็ทำได้ดั่งใจหวังเหมือนเช่นสตรีชนบท!” เวินเทียนเหล่ยสบถก่นด่าออกมาด้วยความโกรธ
“ข้าก็พูดแบบนั้น แต่เขาบอกข้าว่าข้าสามารถทำเช่นนั้นได้” หลี่เยว่หานมองเวินเทียนเหล่ยอย่างจริงจัง “ข้าว่าเจ้าคงไม่ได้ชอบข้าจริง ๆ สินะ?” ประโยคครึ่งหลังของหลี่เยว่หานเป็นเพียงมุกตลกขำขัน
“ไม่หลงตัวเองแล้วจะตายหรืออย่างไร?” เวินเทียนเหล่ยสะบัดพัดของเขาอย่างหงุดหงิด แล้วมองไปที่หลี่เยว่หาน “หน้าอกก็ไม่มี สะโพกก็หามีไม่ ก็แค่ถั่วแขกแบนลีบเม็ดหนึ่งเท่านั้น มีเพียงเมิ่งฉีฮ่วนเท่านั้นแหละที่จะมองเจ้า”
แน่นอนว่าหลี่เยว่หานไม่ได้ขุ่นเคืองในวาจาของเวินเทียนเหล่ย แต่ก็ทำท่าตบเข้าไปที่หน้าอกด้วยความหวาดกลัว แล้วแสร้งทำเป็นโล่งใจพร้อมกล่าวคำ “ดีแล้ว ดีแล้ว เมื่อครู่ข้าเพียงคิดว่าหากเจ้ามีใจให้ข้าขึ้นมาและข้าปฏิเสธเจ้า ทำให้เจ้าเศร้าโศกเสียใจ ไม่ขายเหล้าองุ่นของข้าแล้ว ข้าจะทำเช่นไร”
ได้ยินดังนี้ เวินเทียนเหล่ยก็พลันหัวเสียไม่น้อย “หลี่เยว่หาน! ในสายตาของเจ้ามีแต่เรื่องเงินหรือไงกัน!”
“ใช่!” หลี่เยว่หานพยักหน้าอย่างหนักแน่น “นอกจากลูกสองคนและสามีของข้าแล้ว ก็มีแต่เรื่อเงินจริง ๆ”
เวินเทียนเหล่ยสูดหายใจเข้าลึกพลางบอกตัวเองว่าอย่าคิดเล็กคิดน้อยกับสตรี อย่าลดตัวไปทะเลาะกับสตรี หลังจากปลอบโยนตัวเองอยู่ครู่หนึ่งจึงเริ่มสงบสติอารมณ์นั้นลง แล้วปริปากเอ่ยช้า ๆ “ตั้งใจจะรอให้ฟ้ามืดแล้วจึงกลับไปหรือ?”
“เช่นนั้น ข้าไม่อาจที่จะเดินวางมาดเต๊ะท่าเข้าไปที่หมู่บ้านในเวลานี้ได้ เช่นนั้นคงเป็นการเรียกให้ผู้คนมารุมล้อมกันอย่างสนุกสนาน” หลี่เยว่หานพยักหน้า
“ค่ำ ๆ ข้าจะไปส่งเจ้า สตรีเดินกลับบ้านตอนกลางคืนคนเดียวนั้นไม่ปลอดภัย” เวินเทียนเหล่ยพูดพลางมองไปยังหลี่เยว่หาน เมื่อเห็นว่านางไม่ได้ขัดขืน เขาจึงแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เขากลัวจริง ๆ ว่าหลี่เยว่หานจะเอ่ยขึ้นมาว่า “หญิงชายมิควรถูกเนื้อต้องตัวกัน อย่างไรเสีย ข้าก็มีสามีแล้ว” หากเป็นเช่นนั้น เวินเทียนเหล่ยเดาว่าเขาคงจะบ้าดีเดือดขึ้นมาเสียตรงนี้
[1] ประโยคภาษาจีนคือ 温天磊想静静 แปลออกมาได้สองความหมายคือเวินเทียนเหล่ยอยากอยู่เงียบ ๆ คนเดียว และ เวินเทียนเหล่ยคิดถึงจิ้งจิ้ง จึงนำมาใช้เป็นมุกตลก