ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 239 เรื่องเหลือเชื่อ!
บทที่ 239 เรื่องเหลือเชื่อ!
หลังจากที่ทั้งสองคุยกันเรื่องธุรกิจเสร็จสิ้น พวกเขาก็เริ่มพูดคุยเรื่องสัพเพเหระกันไปเรื่อย ๆ
ทว่าในใจของกวนชิ่งอวิ๋นเต็มไปด้วยความกังวล เขาแอบเอาหูแนบฟังข้างกำแพงอยู่หลายครั้งว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นภายในห้องจึงค่อยวางใจ
เวลาดำเนินมาถึงตอนเที่ยงวัน จำนวนคนที่มากินหม้อไฟก็เริ่มเพิ่มขึ้น
หลี่เยว่หานออกมาจากห้อง ก่อนจะเอนตัวพิงราวบันไดเพื่อมองลงไปด้านล่าง เมื่อเห็นว่าภายในหอสุรานั้นคึกคักไปด้วยผู้คนดั่งที่เวินเทียนเหล่ยกล่าวบอกก็พลันยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว
“เมื่อเห็นว่าธุรกิจเฟื่องฟู กลิ่นเหม็นของทองแดง*[1]ในดวงตาของเจ้าก็แทบจะคละคลุ้งออกมาเชียว” เวินเทียนเหล่ยซึ่งเดินตามหลังมา มองลงไปด้านล่างแล้วเอ่ยอย่างเดียดฉันท์อย่างยิ่ง
“เจ้ากล่าวผิดแล้ว กลิ่นของเงินตรานั้นหอมยิ่ง ไม่เหม็นเลยสักนิด” หลี่เยว่หานมองไปยังเวินเทียนเหล่ยพร้อมรอยยิ้ม “แล้ววิธีที่ข้าบอกเจ้าเมื่อคราวก่อนว่าให้นำขนมของหวานไว้ให้ลูกค้าที่มารอโต๊ะว่างเป็นอย่างไร? มีร้านอื่นใดคิดค้นหม้อไฟขึ้นมาบ้างหรือไม่?”
“จริงอยู่ที่มีร้านอาหารหลายแห่งที่เปิดตัวหม้อไฟ อีกทั้งวัตถุดิบก็มีราคาถูก ราคาเปิดหม้อและน้ำซุปเพียงหนึ่งร้อยอีแปะเท่านั้น มีคนจำนวนไม่น้อยที่หาโต๊ะว่างในหอสุรามัจฉาไม่ได้จึงไปกินหม้อไฟที่ร้านอื่น ๆ พวกนั้น ทว่าน้ำซุปของพวกเขาราคาถูก แต่รสชาติไม่ดีนัก ผู้คนจำนวนมากที่ไปเพื่อลองสิ่งแปลกใหม่กลับต้องผิดหวังตาม ๆ กัน”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เวินเทียนเหล่ยก็สะบัดพัดด้วยท่าทางภูมิใจ “น้ำซุปหลักของเราเต็มไปด้วยส่วนผสมมากมาย แม้ว่าราคาของพวกเขาจะต่ำ แต่เราชนะด้วยความใส่ใจ อีกทั้งกระดูกหมูหนึ่งชิ้นก็สามารถต้มซุปใสได้หลายหม้อ คนครัวของเราก็ล้วนเซ็นสัญญาผูดมัดกันแล้วทั้งสิ้น อยากไปก็ไปไม่ได้ สูตรลับนี้จะไม่มีทางรั่วไหลไปสู่ภายนอก เจ้าสามารถมั่นใจในเรื่องนี้ได้”
เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้ หลี่เยว่หานก็พยักหน้า “เรื่องส่วนผสมของน้ำซุปหลักจะรั่วไหลนั้นข้าไม่กลัวหรอก ปรมาจารย์แฝงตัวอยู่ท่ามกลางผู้คน แม้ว่าสูตรหม้อไฟของเราจะซับซ้อน แต่ทุกคนก็ไม่ได้โง่ ค่อย ๆ ลอง ค่อย ๆ พยายามไปทีละน้อยก็ย่อมหารสชาติของตัวเองบนถนนสายนี้ได้เสมอ เมื่อถึงเวลานั้น การที่หอสุรามัจฉาจะยังคงรักษาลูกค้าไว้ได้หรือไม่ ล้วนขึ้นอยู่กับการบริการโดยสิ้นเชิง”
“การบริการงั้นหรือ?” นี่เป็นคำใหม่ซึ่งเวินเทียนเหล่ยไม่เคยได้ยินมาก่อน
“คือทัศนคติที่คนงานมีต่อลูกค้า” หลี่เยว่หานอธิบายต่อว่า “คนงานต้องคอยสังเกต แก้วน้ำของแขกโต๊ะไหนว่างเปล่า น้ำซุปในหม้อเดือดไปกว่าครึ่งแล้ว ไม่ว่าจะเอ่ยตะโกนเรียกจากทางไหนก็ต้องโต้ตอบในทันที รินชาเติมน้ำ และบริการด้วยรอยยิ้ม ด้วยวิธีนี้เท่านั้น ลูกค้าที่ยอมเสียเงินมากินหม้อไฟจึงจะรู้สึกเบิกบานใจ และเมื่อนำมารวมกับรสชาติที่ดีและวัตถุดิบสดใหม่ ลูกค้าก็จะยิ่งชอบหอสุรามัจฉามากขึ้น”
เมื่อได้ฟังถ้อยคำของหลี่เยว่หานแล้ว เวินเทียนเหล่ยก็สนใจขึ้นมา “มาตรฐานของหอสุราอย่างหอสุรามัจฉานี้มักจะมีคนงานบริการอยู่สามคน บริการในระดับที่เจ้ากล่าวบอกข้างต้นนั้นจะมีเฉพาะในห้องส่วนตัวเท่านั้น คนงานหนึ่งคนต่อห้องส่วนตัวสองห้อง ซึ่งก็ค่อนข้างจะงานล้นมือ หากต้องการทำอย่างที่เจ้าว่า ต้องใช้คนงานทั้งหมดเท่าไหร่?”
“ยึดหอสุรามัจฉาเป็นตัวอย่าง ที่ห้องโถงใหญ่มีโต๊ะทั้งหมดห้าสิบโต๊ะ แต่มีคนงานคอยบริการเพียงสามคนเท่านั้น แน่นอนว่าย่อมต้องไม่เพียงพอ” หลี่เยว่หานกล่าวพลางใช้มือเปล่าวาดเส้นขึ้นมาในอากาศ ก่อนที่จะพลันชะงักค้างไป
“ไม่สิ เมื่อครู่มีแสงออกมาจากนิ้วของเจ้างั้นหรือ?” เวินเทียนเหล่ยก็ตัวแข็งค้างเช่นกัน แต่ก็ตอบสนองอย่างรวดเร็ว เมื่อครู่นี้ หลี่เยว่หานลากเส้นสีขาวบาง ๆ กลางอากาศจริง ๆ หรือ?
“ข้าก็งงเหมือนกัน ข้าคิดว่าตาของข้าพร่ามัวเสียอีก…” หลี่เยว่หานพึมพำ
“หลี่เยว่หาน เจ้าแอบฝึกตนเป็นเซียนลับหลังข้าใช่หรือไม่?” เวินเทียนเหล่ยคว้าไหล่ของหลี่เยว่หาน “รีบสอนข้าเร็ว สิ่งที่เจ้าทำเมื่อครู่เรียกว่าเซียนชี้ทางใช้หรือเปล่า? รีบสอนข้าเร็วเข้า รีบสอนข้าเร้ว!”
หลี่เยว่หานถูกเวินเทียนเหล่ยเขย่าตัวไปมาจนปวดเศียรเวียนเกล้า นางจึงรีบยกมือเวินเทียนเหล่ยออก ก่อนเอ่ยว่า “ข้าบอกไปแล้วนี่ว่าข้าเองก็ยังงุนงงอยู่ ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น หากไม่ใช่เพราะเจ้าเองก็เห็น ข้าก็คงคิดว่าเป็นเพราะสายตาของข้าพร่ามัว”
เมื่อเห็นว่าหลี่เยว่หานดูไม่เหมือนว่ากำลังเสแสร้งแกล้งทำ เวินเทียนเหล่ยก็ยกมือขึ้นลูบหลังศีรษะของตนด้วยความอาย “ขอโทษที ข้าตื่นเต้นไปหน่อย”
“ไม่เป็นไร… หากข้าเป็นเจ้า ก็คงไม่เชื่อเช่นกัน” หลี่เยว่หานกล่าวเช่นนั้น แต่ในใจของนางกลับมีคำตอบ
ทุกวันนี้ ลัญจกรหยกแทบจะไม่เคยห่างกายนางเลย นางเคยคิดที่จะมอบมันให้กับเมิ่งฉีฮ่วน ทว่าเมิ่งฉีฮ่วนกล่าวบอกว่ามันจะปลอดภัยกว่าหากสิ่งนี้อยู่บนร่างกายของนาง ด้วยเหตุนี้ หลี่เยว่หานจึงกลับมาพร้อมกับลัญจกรหยกที่ถูกซ่อนไว้ในเสื้อ
และนางเองก็รับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงอันพิศวงในตัวเอง
ในช่วงแรกที่หญิงสาวเริ่มเชื่อมโยงกับลัญจกรหยก ทุกครั้งที่นางเข้าไปในห้วงมิติในลัญจกรหยกก็จะเห็นภาพจากศตวรรษที่ 21 อีกทั้งยังไม่เหมือนกับเมิ่งฉีฮ่วนที่สามารถเลือกได้ว่าจะเข้าไปด้วยกายเนื้อหรือจิต
แต่ในช่วงเวลานี้ นางแทบจะสามารถมองเห็นภาพภายในลัญจกรหยกได้ด้วยความคิดเดียวเท่านั้น และยังสามารถมองเห็นได้ทุกที่ที่นางต้องการด้วย
นางถามเมิ่งฉีฮ่วนถึงเรื่องนี้ เมิ่งฉีฮ่วนก็ตอบตามตรงว่าเขาไม่สามารถมองเห็นภาพภายในลัญจกรหยกได้ด้วยความคิดเดียว หากเขาต้องการจะไปสำรวจสถานที่ในลัญจกรหยกจะต้องเข้าไปด้วยการใช้จิต
หลี่เยว่หานพลันสงสัยว่าเป็นเพราะในช่วงหลังมานี้ ตัวนางและลัญจกรหยกแทบจะไม่พรากจากกันจึงทำให้นางและลัญจกรหยกประสานกันลึกซึ้งยิ่งขึ้นอย่างนั้นหรือ
เดิมทีก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรนัก ทว่าเมื่อครู่ที่นางทำท่าทางวาดด้วยมือเปล่าแล้วปรากฏเป็นเส้นบาง ๆ ขึ้นมานั่นทำเอานางตกใจอย่างยิ่ง
และเมื่อครู่นี้ที่หลี่เยว่หานวาดมือ จุดที่นิ้วของนางลากเส้นนั้นบังเอิญอยู่เหนือราวบันไดพอดิบพอดี หลังจากปริปากรับมือกับเวินเทียนเหล่ยแล้ว หลี่เยว่หานจึงเหลือบมองที่ราวบันได
ก็ต้องยิ่งประหลาดใจมากขึ้นเมื่อเห็นคราบน้ำบาง ๆ บนนั้น
“เยว่หาน? หลี่เยว่หาน?” เวินเทียนเหล่ยเห็นหลี่เยว่หานยืนเหม่อ เขาจึงตะโกนเรียกนางหลายครั้ง “ข้าเดาว่าคงเป็นเพราะเจ้าเหน็ดเหนื่อยเกินไปในช่วงสองวันที่ผ่านมา อีกทั้งข้าเองก็ตาลายนิดหน่อย ดังนั้นเราทั้งคู่จึงมองผิดไป เจ้าไม่ต้องกลัว หากร้ายแรง ข้าจะเชิญนักพรตมาจัดการให้เจ้า!”
เมื่อเอ่ยจบ เวินเทียนเหล่ยก็ตบเข้าทีหน้าอกของเขาด้วยใบหน้าที่ฉายชัดให้เห็นวาตนนั้นร่ำรวยและมีอิทธิพล
“ข้าไม่เป็นอะไร” หลี่เยว่หานกล่าว ก่อนจะจงใจตัดความคิดที่เชื่อมโยงกับลัญจกรหยกออก จากนั้นจึงยกมือขึ้นอีกครั้ง ดั่งคาด นิ้วนั้นไม่มีแสงใดส่องออกมาอีก “สิ่งที่ข้าจะบอกเมื่อครู่ก็คือให้หอสุรามัจฉาจ้างคนงานบริการเพิ่มอีกสองคน เมื่อรวมแล้วจะมีคนงานห้าคน มีทั้งหมดห้าสิบโต๊ะ หนึ่งคนรับผิดชอบสิบโต๊ะ ในยามที่พื้นที่ในส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบไม่ยุ่งนัก ก็สามารถช่วยสังเกตให้มากและเข้าไปช่วยในบริเวณรอบ ๆ ได้”
“ในส่วนของผู้ดูแลร้านก็ไม่ใช่แค่คอยเก็บเงินเท่านั้น แต่ยังต้องรับหน้าที่ดูแลลูกค้าที่มารอด้วย ทว่าหากยุ่งมาก ติดพันจนผละตัวออกมาไม่ได้ ก็ให้กวนชิ่งอวิ๋นออกมาช่วยต้อนรับลูกค้าที่มารอก็ได้”
เมื่อได้ยินถ้อยคำทั้งหมดนี้ เวินเทียนเหล่ยก็ลืมเรื่องสถานการณ์แปลก ๆ เมื่อครู่ไปโดยพลัน เขาพยักหน้าอย่างเห็นด้วยพลางกล่าว “ข้าคิดว่าแผนนี้ดีมาก หากแต่การจะให้กวนชิ่งอวิ๋นไปคอยต้อนรับขับสู้ลูกค้าที่มารอนั้นเห็นทีจะไม่ได้ ชื่อเสียงของเขาค่อนข้างฉาวโฉ่ว ในวันปกติที่หอสุรามัจฉากิจการเป็นไปด้วยดี เขาจะซ่อนตัวสับฟืนอยู่หลังครัว ส่วนเรื่องบนโต๊ะคิดเงินนั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ดูแลร้านอย่างเต็มกำลัง”
“การมีนายจ้างเช่นนี้ก็นับว่าเป็นโชคร้ายของผู้ดูแลร้านเช่นกัน” หลี่เยว่หานเอ่ยกลั้วหัวเราะ “เอ๊ะ ไม่ใช่ว่าเจ้าบอกว่ากวนชิ่งอวิ๋นจะไม่ออกมาในเวลาที่ธุรกิจเป็นไไปด้วยดีหรอกหรือ?”
“ใช่ มีอะไรหรือ?”
“เจ้าดูซิว่าคนที่ต้อนรับลูกค้าอยู่ที่หน้าประตูนั่นใช่เขาหรือไม่?”
ได้ยินดังนั้น เวินเทียนเหล่ยจึงเพ่งมองไป ก่อนจะอุทานว่า “ให้ตายสิ วันนี้กวนชิ่งอวิ๋นกินยาผิดไปหรืออย่างไรถึงได้วิ่งโร่ไปเป็นเด็กต้อนรับอยู่หน้าประตู?”
[1] ในสมัยโบราณ เงินตราส่วนใหญ่ทำจากทองแดง และทองแดงในที่นี้แต่เดิมหมายถึงเงินและความมั่งคั่ง ด้วยเพราะคนทำมาค้าขายที่ธุรกิจเฟื่องฟูมักต้องสัมผัสกับเหรียญเงินตราอยู่ตลอด ทำให้ตัวมีกลิ่นของทองแดง ต่อมาใช้พูดถึงคนที่บูชาเงิน นักธุรกิจไร้จรรยาบรรณที่สนใจแต่กำไร เหม็นกลิ่นทองแดงในปัจจุบันจึงบ่งบอกถึงผู้ที่สนใจแต่เงินทองหรือผลประโยชน์ที่ได้มาโดยมิชอบ