ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 240 ตาน้ำ
บทที่ 240 ตาน้ำ
“ด้วยเหตุนี้ เจ้าจึงไม่ควรตัดสินคนอื่นจากรูปลักษณ์ภายนอกของพวกเขา ต่อจากนี้ไป อย่าได้ตัดสินใครจากคำพูดเพียงไม่กี่คำอีก” หลี่เยว่หานกล่าวพร้อมตบไหล่เวินเทียนเหล่ย ก่อนจะหันหลังกลับเพื่อเข้าไปในห้องส่วนตัว
หลังจากคุยกับเวินเทียนเหล่ยมาครึ่งค่อนวัน นางก็รู้สึกหิวขึ้นมา จึงตะโกนสั่งอาหารจานเด็ดกับคนงาน แต่ไม่ได้สั่งหม้อไฟ ซึ่งทำให้เวินเทียนเหล่ยฉงนไปเล็กน้อย
หลังจากทานอาหารแล้ว หลี่เยว่หานก็งีบหลับอยู่หลังฉากบังตาและตื่นขึ้นมาในช่วงบ่าย ทว่าหอสุรามัจฉายังคงคึกคัก
เมื่อคำนวณเวลาดูแล้ว หากเดินทางอย่างช้า ๆ ไปยังหมู่บ้านจางหนิง กว่าจะเข้าใกล้หมู่บ้านก็คงมืดค่ำพอดี หลี่เยว่หานจึงไม่รอช้า รีบขึ้นรถม้าของเวินเทียนเหล่ย
ก่อนออกเดินทาง หลี่เยว่หานอยากจะบอกลากวนชิ่งอวิ๋น แต่กลับพบว่ากวนชิ่งอวิ๋นไม่รู้หายไปอยู่ที่ใด นางไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากฝากให้ผู้ดูแลร้านกล่าวบอกกวนชิ่งอวิ๋นว่านางกลับบ้านแล้ว จากนั้นหญิงสาวจึงลุกขึ้นและออกมาจากหอสุรามัจฉา
ระหว่างทาง หลี่เยว่หานซื้อของติดไม้ติดมือเพิ่มไปด้วย ก่อนที่รถม้าจะเคลื่อนตัวออกจากอำเภอหวาซี
เวินเทียนเหล่ยพูดจ้อตลอดทางอย่างไม่รู้จบ หลังจากพูดอยู่นานก็พลันตระหนักได้ว่าหลี่เยว่หานไม่สนใจ เขาเองก็รู้สึกว่าไม่มีประโยชน์ที่จะพูดต่อ จึงพิงตัวกับรถม้า และผล็อยหลับไปในเวลาไม่นาน
รถม้าโคลงเคลงไปมาตามถนน เมื่อตะวันลาลับฟ้า ความมืดเข้ามาแทนที่ ปากทางแยกเข้าหมู่บ้านจางหนิงก็อยู่ตรงหน้าแล้ว
หลังจากฉงหยางและเวินเทียนเหล่ยช่วยหลี่เยว่หานขนของทั้งหมดแล้ว พวกเขาก็บอกลานางพร้อมเฝ้ามองหลี่เยว่หานเดินเข้าไปยังหมู่บ้านจางหนิง ก่อนที่ร่างนั้นจะหายไปในความมืด
“นายท่าน หลายวันมานี้ท่านเป็นห่วงนางมาก เหตุใดถึงไม่บอกนางไปล่ะขอรับ?” ฉงหยางมองดูท่าทางจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวของนายท่านของตนแล้ว ก็อดที่จะปริปากขึ้นมาไม่ได้ “ไม่แน่ว่านางอาจรับรู้ถึงจิตใจของท่าน และยินยอมกลับบ้านไปกับนายท่าน!”
เช่นเดียวกับตวนอู่และจงชิว ฉงหยางคิดว่าหลี่เยว่หานเป็นสตรีในดวงใจของเวินเทียนเหล่ย ดังนั้นพวกเขาจึงปฏิบัติต่อหลี่เยว่หานเป็นอย่างดี ด้วยไม่แน่ว่าวันใดวันหนึ่งนางจะกลายมาเป็นนายหญิงของพวกเขา
“เจ้าพูดส่งเดชอะไร” เวินเทียนเหล่ยใช้พัดเคาะไปที่ศีรษะของฉงหยาง “นางมีสามีแล้ว!”
“…” ฉงหยางพลันน้อยใจ ที่ปริปากพูดขึ้นมาก็เพื่อเวินเทียนเหล่ย ทว่าเขาไม่กล้าเอื้อนเอ่ยอะไรออกไป
หลังจากสั่งสอนอีกฝ่ายแล้ว เวินเทียนเหล่ยก็ขึ้นไปบนรถม้า ฉงหยางไม่รอช้า รีบจุดโคมไฟที่มุมทั้งสี่ของรถม้า ก่อนจะขับรถม้ามุ่งหน้าไปยังอำเภอหวาซี
หลี่เยว่หานคลำทางกลับภายใต้ความมืดจนมาถึงหน้าประตูบ้าน
ในยามนี้ แม้ว่าท้องฟ้าจะมืดมิดแต่ก็ดูเหมือนจะเป็นเวลาราวสองทุ่มกว่า ๆ หลี่เยว่หานเกรงว่าจะรบกวนเพื่อนบ้าน จึงทำได้เพียงหยิบหินแล้วเขวี้ยงเข้าไปยังลานบ้านของตน
ยอดเยี่ยมเสียจริง กำแพงลานบ้านนั้นสูงมาก หลี่เยว่หานเขวี้ยงหินอยู่นานแต่กลับมีหินเพียงไม่กี่ก้อนเท่านั้นที่ตกลงสู่ลานบ้าน
ทว่าในไม่ช้าก็มีการเคลื่อนไหวมาจากด้านใน หลี่เยว่หานจึงกระซิบว่า “ใหญ่แค่ไหนก็ต้องฟังคำราชา! ไก่ตุ๋นเห็ดหอม!”
เด็กน้อยได้ยินรหัสลับนี้ก็รีบเปิดประตูอย่างรวดเร็ว และเมื่อเห็นหลี่เยว่หานที่ไม่ได้พบหน้าคร่าตามาหลายวัน ดวงตาของหลิงซีก็พลันแดงก่ำ
หลี่เยว่หานรีบเข้าประตูไป หลังจากปิดประตูแล้ว หญิงสาวก็ย่อตัวลงแล้วกอดเสี่ยวหลิงซีเพื่อปลอบประโลม “เด็กดี ไม่ร้องนะ พวกเราเข้าไปคุยกันข้างในเถอะ”
“ฮึก ฮึก อืม!” แม้ว่าอยากจะร้องไห้มากแค่ไหน ทว่าหลินซีก็พยายามอดกลั้นเอาไว้ เด็กน้อยในวัยสี่ขวบนั้นแตกต่างไปจากในวัยสามขวบมากทีเดียว
หากคนที่อยู่ตรงนี้เป็นหลิงซีในวัยสามขวบคงร้องไห้เสียงดังจนเพื่อนบ้านได้ยินไปแล้ว
เมื่อกลับเข้ามาในห้อง หลี่เยว่หานวางตะกร้าหนัก ๆ ที่นางแบกไว้บนหลังลง แล้วหยิบของขวัญออกมาวางลงบนเตียงพลางเอ่ยว่า “เพื่อเป็นรางวัลให้กับมู่ชวนและหลิงซีที่คอยดูแลบ้านในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ อาสะใภ้จึงตั้งใจซื้อของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ มาอย่างมากมายจากเมืองหลวง ทั้งยังซื้อติ่มซำ รวมถึงของกินอื่น ๆ จากอำเภอหวาซีมาให้ พวกเจ้าเลือกได้เองตามใจชอบเลย!”
เมื่อได้ยินว่ามีของอร่อย หลิงซีก็เบิกตากว้างทันที “แล้วอาสะใภ้ได้พบท่านอาหรือไม่?”
“ได้พบสิ ท่านอาของพวกเจ้าสบายดี มีชีวิตที่ดีกว่าพวกเราเสียอีก” หลี่เยว่เอ่ยพร้อมกับหักแบ่งถังเกา*[1] ในมือ ก่อนจะป้อนใส่ปากหลิงซี และเอ่ยต่อด้วยรอยยิ้ม “อาของเจ้าบอกว่าเมื่อฤดูร้อนนี้สิ้นสุดลง เขาจะมารับพวกเราเพื่อพาไปอยู่ด้วยกันที่เมืองหลวง เสี่ยวหลิงตังอยากไปเมืองหลวงหรือไม่?”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ หลิงซีพลันลังเล หลังจากคิดอยู่พักใหญ่ก็ไม่สามารถคิดออกมาได้ เด็กหญิงจึงมองไปยังมู่ชวนที่อยู่ข้าง ๆ
“ท่านแม่ พวกเราไม่อยากไปเมืองหลวง” มู่ชวนดูสงบสุขุมอย่างยิ่ง “ข้ากับน้องสาวยังเด็กนัก หนทางในการไปเมืองหลวงนั้นก็ยาวไกล พวกเราไม่อยากไป”
“เจ้ากังวลงั้นหรือ?” หลี่เยว่หานมองเห็นความกังวลของมู่ชวนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
ด้วยวัยเพียงเจ็ดปี เขาก็รู้วิธีชั่งน้ำหนักข้อดีและข้อเสียแล้ว นางไม่รู้จริง ๆ ว่านี่เป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี
“ขอรับ” มู่ชวนยอมรับอย่างไม่ลังเล “อย่างไรเสีย ข้ากับน้องสาวก็ยังเด็กและอ่อนแอนัก แม้ว่าข้าเชื่อว่าท่านอาเมิ่งจะสามารถลงหลักปักฐานที่มั่นคงในเมืองหลวงได้เป็นแน่ ทว่าองค์รัชทายาทในตอนนี้คือเสด็จอาองค์ชายสาม ถึงแม้ท่านอาเมิ่งจะกุมอำนาจไว้ในมือ แต่ก็ไม่อาจต่อกรกับองค์รัชทายาทได้ และข้าไม่ต้องการให้ตัวข้าและน้องสาวกลายเป็นภาระของท่านอาเมิ่ง”
เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ หลี่เยว่หานพลันถอนหายใจ
เด็กสองคนนี้รู้ความเป็นอย่างยิ่ง ตัวยังไม่ทันได้ไปแต่กลับคิดล่วงหน้าไปมากมายแล้ว
เมื่อลองคิดดูอีกครั้ง มู่ชวนเกือบได้เห็นพ่อแม่ของเขาตายไปต่อหน้าต่อตา การที่เขาโตเกินกว่าวัยเช่นนี้ก็นับว่าสมเหตุสมผล
เมื่อคิดถึงจุดนี้ หลี่เยว่หานก็รู้สึกร้าวรานใจ จึงเอื้อมมือไปลูบหัวของมู่ชวนแล้วเอ่ยว่า “ความกังวลของเจ้าไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผล แต่ในเมื่อท่านอาเมิ่งของเจ้ากล่าวบอกเช่นนี้ เมื่อถึงเวลานั้น เขาย่อมต้องเตรียมการไว้อย่างดีแน่นอน ถึงอย่างไร ตอนนี้ยังเป็นเพียงช่วงต้นฤดูร้อนเท่านั้น เรายังมีเวลาอีกนานในการอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านจางหนิง เรื่องพวกนี้เราจะพับเก็บไว้ก่อนชั่วคราว”
หลังเอ่ยจบ หลี่เยว่หานก็มองไปยังหลิงซีซึ่งอยู่ข้าง ๆ แล้วกล่าวว่า “ในช่วงที่แม่ไม่อยู่ มีใครนำเรื่องวุ่นวายมาให้หรือไม่?”
“มีเจ้าค่ะ” ใบหน้าเล็กของหลิงซีฉายถึงความขุ่นเคืองออกมา “หลังจากที่ท่านลุงหัวหน้าหมู่บ้านไม่อนุญาตให้จ้าวซินเอ๋อร์ออกไปข้างนอก ทั้งพี่ใหญ่และพี่รองของจ้าวซินเอ๋อร์ก็มาที่บ้านของเราทุกวันราวกับการนับขานชื่อขุนนางอย่างไรอย่างนั้น ในตอนแรก พวกเขามาเคาะประตูแล้วบอกว่าอยากดูว่าท่านแม่เป็นอย่างไรบ้าง ต่อมา เมื่อเห็นว่าเราไม่ได้เปิดประตูก็เลยเริ่มเล่านิทานที่หน้าประตู!”
“โอ้? เล่าเรื่องอะไรบ้าง?” หลี่เยว่หานอดไม่ได้ที่จะสงสัย ต้นฤดูร้อนก็เป็นฤดูทำนาที่ยุ่งวุ่นวาย ตระกูลจ้าวของพวกเขาว่างถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
“ท่านแม่ สิ่งที่พวกเขาพูดล้วนเป็นเรื่องราวของหญิงม่ายในชนบทที่มักทำตัวสอพลอไม่เหมาะสม” สีหน้าของมู่ชวนเต็มไปด้วยความไม่พอใจ “ทุกครั้งที่พวกเขาจะมาในช่วงเวลากินข้าว ราวกับว่าต้องการจะกล่าวบอกให้ทุกคนได้ฟังเป็นพิเศษ ท่านแม่ พวกเขากำลังทำให้ชื่อเสียงของท่านเสื่อมเสีย”
เมื่อได้ยินเรื่องราวนี้ หลี่เยว่หานก็พยักหน้า “ไม่เป็นไร ก่อนหน้านี้แม่เองไม่ได้อยู่บ้าน ปล่อยให้พวกเขาได้เปรียบไปก่อน หากพรุ่งนี้พวกเขาจะมาอีก แม่มีวิธีจัดการกับเรื่องนี้”
เมื่อเอ่ยจบ หลี่เยว่หานก็ลุกขึ้นและไปยังห้องครัวเพื่อไปตักน้ำ หลังจากล้างหน้าล้างตาบ้วนปากให้เด็กทั้งสองคนแล้ว หลิงซีก็ยืนกรานที่จะนอนกับหลี่เยว่หาน หลี่เยว่หานไม่มีทางเลือกจึงทำได้เพียงอุ้มหลิงซีที่ง่วงนอนจนลืมตาไม่ขึ้นกลับไปที่ห้อง แล้วล้มตัวลงนอน
เป่าตะเกียงน้ำมันเพื่อดับไฟ หลี่เยว่หานนอนอยู่บนเตียง และเมื่อคำว่า ‘ลัญจกรหยก’ สี่พยางค์นี้แวบขึ้นมาในใจ หญิงสาวก็ตระหนักได้ทันทีว่าจิตสำนึกของนางได้เข้าสู่มิติหยกแล้ว
สถานที่ที่บังเอิญเข้ามาอยู่บนขอบของน้ำพุจิตวิญญาณ
น้ำพุจิตวิญญาณที่หลี่เยว่หานเคยเห็นมาก่อนนั้นล้วนแล้วแต่สงบนิ่ง แต่ในยามนี้ นางรู้สึกประหลาดใจไม่น้อยเมื่อพบว่าน้ำพุจิตวิญญาณยังคงมีอยู่จริง ๆ ไม่เพียงแต่ยังดำรงอยู่เท่านั้น แต่ยังเป็นเหมือนตาน้ำที่เปล่งแสงวาวโรจน์ออกมารอบ ๆ น้ำพุจิตวิญญาณอยู่ตลอดเวลา
แม้ว่านางจะรู้มาจากเมิ่งฉีฮ่วนว่ามีสระน้ำพุจิตวิญญาณจำนวนนับไม่ถ้วนในพื้นที่หลิงฉวน แต่หลี่เยว่หานก็ตกตะลึงเมื่อได้เห็นตาน้ำของน้ำพุจิตวิญญาณเป็นครั้งแรก!
ด้วยเหตุว่าเมิ่งฉีฮ่วนได้สำรวจพื้นที่หลิงฉวนมาหลายปีแล้ว แต่นางกลับไม่เคยได้ยินเขาพูดถึงตาน้ำของน้ำพุจิตวิญญาณเลย!
[1] เป็นขนมชนิดหนึ่งทำจากแป้งและน้ำตาล คล้ายปาท่องโก๋สอดไส้น้ำตาล