ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 242 หลี่หานเยว่และกวนชิ่งอวิ๋นมีเรื่องอื้อฉาว!
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 242 หลี่หานเยว่และกวนชิ่งอวิ๋นมีเรื่องอื้อฉาว!
บทที่ 242 หลี่หานเยว่และกวนชิ่งอวิ๋นมีเรื่องอื้อฉาว!
หลี่เยว่หานที่กำลังกินข้าวอยู่ในครัวพลันรู้สึกขบขัน เมื่อได้ยินผู้คนที่อยู่หน้าประตูจินตนาการกันไปไกล
แม้ว่าทุกคนข้างนอกจะพูดถึงนาง แต่นางไม่ได้รู้สึกโกรธเลย กลับเป็นมู่ชวนที่เมื่อกินข้าวเสร็จและเช็ดปากเรียบร้อย เขาก็กระโดดลงจากเก้าอี้แล้วเดินออกไปจากห้องครัว
“เจ้าจะทำอะไร?” หลี่เยว่หานเอ่ยรั้งมู่ชวนไว้ทัน
“พวกเขากำลังดูหมิ่นท่านแม่อยู่ข้างนอก ข้าจะไปชี้แจงให้พวกเขาทราบว่าทุกอีแปะเป็นเงินของท่านแม่ หาใช้ท่านกวนอะไรนั่น เป็นเงินที่พวกเรามีอยู่ก่อนแล้ว!” แม้ว่ามู่ชวนจะอายุไม่มาก ทว่าเขาเก่งเกินอายุไปมากโข หลังจากมาอยู่ที่หมู่บ้านจางหนิง หลี่เยว่หานก็มอบสมุดบัญชีค่าใช้จ่ายของครอบครัวให้มู่ชวนเป็นคนจัดการ มู่ชวนย่อมรู้ดีว่าเงินของครอบครัวมาจากไหน
“พี่ทึ่มเอ๊ย หากพี่ไปพูดเช่นนั้น ทุกคนก็จะรู้ว่าครอบครัวเรามีเงิน” หลิงซีปริปากเอ่ยด้วยเสียงแบบเด็ก ๆ “หากเป็นอย่างนั้นแล้วทุกคนพากันมาขอยืมเงิน เราจะทำอย่างไร? จะไล่พวกเขาออกไปทีละคน ๆ เหมือนตอนท่านแม่ไล่พวกที่อยากมาขายตัวอย่างงานปักให้อย่างนั้นหรือไง”
เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้ มู่ชวนก็หยุดฝีเท้าลง ก่อนจะถอยกลับมา
หลี่เยว่หานเห็นดังนั้นก็มองมู่ชวนด้วยความสนใจ ด้วยต้องการได้ยินว่าเขาจะว่าอย่างไรต่อ
“ข้ามีวิธีแล้ว” มู่ชวนกลอกตา แล้วกล่าวขึ้นทันทีว่า “ไม่ใช่ว่าเราบอกคนอื่น ๆ ข้างนอกว่าพี่ตวนอู่และพี่จงเป็นพี่น้องของท่านแม่หรอกหรือ เช่นนั้นก็บอกไปว่าพวกเขาเป็นคนให้ตำลึงเงินมา”
“พี่แสนจะทึ่ม ถ้าพูดไปแบบนั้น พี่ตวนอู่และพี่จงชิวคงพูดถึงเรื่องภรรยาไม่ได้อีก” หมู่บ้านจางหนิงนั้นแตกต่างจากหมู่บ้านไป๋อวิ๋น ทุกคนล้วนร่ำรวย สามารถคิดสิ่งต่าง ๆ ได้มากมายและรวดเร็ว เนื่องจากถูกอิทธิพลพวกนี้กลืนกินเข้าไป ทำให้หลิงซีเข้าใจหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่เคยเข้าใจเมื่อตอนอยู่ที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋น
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็บอกวิธีมาสิ” แม้ว่ามู่ชวนจะฉลาด ทว่าเมื่อต้องเผชิญกับการพลิกผันเช่นนี้ เขาก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าต้องทำอย่างไร ในหัวของเขามีเพียงความคิดอยากจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของอาสะใภ้เท่านั้น
“ฮึ่ม” หลิงซีมุ่ยปากของนางอย่างอวดดี ก่อนเอ่ยขึ้นอย่างไม่เต็มใจ “ข้าคิดว่าปล่อยให้ตระกูลจ้าวพูดกันไป อย่างไรเสีย ท่านแม่นั้นตัวตรงย่อมไม่หวั่นเงาเฉเฉียง*[1]”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มู่ชวนก็หัวเราะด้วยความโกรธเคือง “ข้าก็คิดว่าเจ้าจะคิดอะไรดี ๆ ออกมาได้บ้างเสียอีก”
“เอาล่ะ กินข้าวให้เรียบร้อยก่อน พวกเรามาฟังสิ่งที่จ้าวโหย่วเฉียนอยากพูดกันต่อดีกว่า” หลี่เยว่หานพูด แล้วลุกขึ้นดึงมู่ชวนกลับไปนั่งที่โต๊ะกินข้าว ตักข้าวให้เขาอีกชาม จากนั้นจึงคีบขาหมูชิ้นใหญ่ให้เขาอีกขา พลางเอ่ยว่า “หลายวันมานี้ พวกเขาอยากให้พวกเราเปิดประตูให้นักไม่ใช่รึ อย่างนั้นปล่อยให้เขาพูดคุยอย่างสนุกปากไปอีกสักพัก แล้วข้าจะไปเปิดประตูให้เขา”
เมื่อได้ยินวาจาของหลี่เยว่หาน มู่ชวนพลันตกตะลึง ก่อนจะหัวเราะออกมา “ยังคงเป็นท่านแม่ที่เยี่ยมยอด!”
หลิงซี “???” เด็กน้อยเต็มไปด้วยเครื่อหมายคำถาม และไม่รู้ว่าควรจะถามสิ่งใด
ในยามนี้ เรื่องระหว่างหลี่เยว่หานและกวนชิ่งอวิ๋นที่ผู้คนหน้าประตูพากันคาดเดาไปต่าง ๆ นานา ลอยฟุ้งอยู่เต็มอากาศ
จ้าวโหย่วเฉียนผู้ปั่นเรื่องซุบซิบนินทาทั้งหมดนี้ นั่งอยู่หน้าประตู กินเมล็ดแตงโมไปพลาง ฟังเรื่องราวที่ทุกคนคิดขึ้นไปพลาง ในใจเปี่ยมล้นไปด้วยความสนุกจนไม่อาจอธิบาย
หลังจากรอมาหลายวัน แม่ม่ายสาวก็ยังไม่โผล่หน้ามาให้เห็น ทว่าครอบครัวของพวกเขาต้องส่งยาและของบำรุงกำลังไปที่บ้านหัวหน้าหมู่บ้านทุกเช้า จากนั้นหัวหน้าหมู่บ้านจะส่งของพวกนั้นไปให้แม่ม่ายสาวเป็นการส่วนตัว เขาเคยมาด้วยตัวเอง แต่เด็กเหลือขอสองคนที่อยู่ข้างในปฏิเสธที่จะเปิดประตู จำต้องวุ่นวายให้หัวหน้าหมู่บ้านมาก่อน พวกเขาจึงยอมเปิดประตูเพื่อมารับของไป หลังจากกล่าวขอบคุณหัวหน้าหมู่บ้านก็ปิดประตูทันที
ตอนนี้จ้าวโหย่วเฉียนอยากรู้จริง ๆ ว่าแม่ม่ายหานเยว่นางนี้ตายไปแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่
หากนางยังมีชีวิตอยู่ นางยอมสงบสติอารมณ์อยู่เฉยได้อย่างไร ในเมื่อเขาเล่าเรื่องฉาวโฉ่ของแม่มายอยู่ที่หน้าประตูบ้านมาหลายต่อหลายวัน
หากนางตายไปแล้ว เด็กสองคนนั้นหาญกล้าพอที่จะคอยเฝ้าร่างไร้วิญญาณอยู่ตลอดทั้งวันเชียวหรือ? ศพนั้นจะไม่เน่าเปื่อยได้อย่างไร?
หากไม่ใช่เพราะกำแพงบ้านสูงเกินไป จ้าวโหย่วเฉียนก็อยากจะปีนเข้าไปดูด้วยตัวเองนัก
ไม่กี่วันต่อมา ความอดทนของจ้าวโหย่วเฉียนก็หมดลง เขาถือโอกาสพูดวกไปวนมาให้สับสนงุนงงให้รู้แล้วรู้รอด และปล่อยให้ชาวบ้านคิดกันต่อเอง เขาไม่เชื่อว่าแม่ม่ายสาวนางนี้จะยังซ่อนตัวอยู่ข้างในโดยที่ไม่ออกมาในวันนี้ได้
แม้ว่านางจะไม่ได้ออกไปข้างนอก ทว่าน้ำถังใหญ่สองใบในบ้านของนางก็คงใกล้จะหมดแล้ว นางย่อมต้องออกมาตักน้ำ!
“จ้าวโหย่วเฉียน จ้าวโหย่วเฉียน คิดอะไรอยู่ พวกเรากำลังถามเจ้าอยู่นะ!” มีคนตะโกนเรียกจ้าวโหย่วเฉียนหลายครั้งติดต่อกันเพื่อเรียกเขาออกจากความคิด
จ้าวโหย่วเฉียนดึงสติของตัวเองกลับมา ก่อนจะมองไปยังทุกคนด้วยใบหน้างงงวย “ถามข้าว่าอะไรนะ?”
“เรื่องที่เจ้าพูดเป็นเรื่องจริงหรือ?” คนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น
“เรื่องอะไร?” จ้าวโหย่วเฉียนยังคงสับสนงุนงง
“ก็ที่เจ้าบอกว่าแม่นางหานเยว่เป็นชู้กับท่านกวนแห่งหอสุรามัจฉา!” มีคนกล่าวอย่างหนักแน่น “ข้าบอกเจ้าไว้เลยว่าหากแม่นางหานเยว่มีความสัมพันธ์กับท่านกวนแห่งหอสุรามัจฉาจริง พวกเราย่อมไม่อาจเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับนาง นายท่านเวินผู้นั้นที่มาที่นี่เมื่อไม่นานนี้ก็เป็นผู้มั่งคั่ง ทว่าเขาเป็นคนมีเหตุผล มารดาของเจ้าก็กลับมาอย่างปลอดภัยไม่ใช่รึ แต่หากหานเยว่มีความสัมพันธ์กับท่านกวนแห่งกอสุรามัจฉาแล้วละก็ ตระกูลจ้าวของเจ้าก็โชคร้ายแล้ว”
“เพราะอะไร?” จ้าวโหย่วเฉียนไม่เข้าใจ การที่หลี่เยว่หานมีความสัมพันธ์กับกวนชิ่งอวิ๋น ไม่ใช่ว่าหลี่เยว่หานนั้นไร้ยางอายหรอกหรือ? ทำไมตระกูลจ้าวของพวกเขาถึงโชคร้าย?
“เฮอะ ในเมื่อเจ้ามีพี่น้องที่ทำงานอยู่ที่ท่าเรือ เจ้าจะไม่รู้จักชื่อเสียงอันโหดร้ายของท่านกวนได้อย่างไร? เขาได้ชื่อว่าเป็นนายโจรผู้ไร้เหตุผล!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ จ้าวเฉียนก็ชะงัก
ทำไมเขาถึงลืมคิดประเด็นนี้ไปได้!
แย่แล้ว แย่แล้ว ตอนนี้ข่าวซุบซิบได้แพร่กระจายออกไปแล้ว หากถึงหูของท่านกวนเข้า ตระกูลจ้าวของเขาได้ซวยจริง ๆ แน่!
“ดูใบหน้างุนงงเป็นไก่ตาแตกของจ้าวโหย่วเฉียนสิ ไม่แน่ใจว่าเจ้าไปได้ยินข่าวลือมาจากที่ไหน หากการที่แม่นางหานเยว่ขายตะกร้าถักไม่กี่ใบให้ท่านกวนก็นับว่ามีเป็นชู้กันแล้ว เช่นนั้นหอสุรามัจฉาของเขาก็คงไม่ต้องทำมาค้าขายกันแล้ว อีกทั้งเราทุกคนเองก็เห็น ๆ กันอยู่ว่าแม่นางหานเยว่มีฝีมือในการทำงานถัก ท่านกวนก็เต็มใจที่จะซื้อของของนาง นั่นก็ย่อมเป็นเพราะเห็นถึงชมชอบฝีมือของนาง แล้วเหตุใดในสายตาของตระกูลจ้าวเช่นพวกเจ้าจึงกลายเป็นการเล่นชู้ไปได้ หน้าเนื้อใจเสือเสียจริง!”
สะใภ้โจวกลอกตาอย่างดูถูกดูแคลนโดยพลัน
ตั้งแต่สองพี่น้องจ้าวโหย่วเฉียนมา ‘รายงานตัว’ ที่หน้าประตูบ้านของหลี่เยว่หาน สะใภ้โจวไม่รู้ว่าตนนั้นก่นด่าสาบแช่งทั้งต่อหน้าและลับหลังพวกเขาไปกี่ครั้งแล้ว แต่สองพี่น้องจ้าวโหย่วเฉียนหน้าหนา พูดอะไรไม่มีขอบเขต ยิ่งพูดยิ่งน่ารังเกียจ พูดตามตรงว่าสะใภ้โจวนั้นอึดอัดเกินกว่าจะทนฟังได้
เป็นเหตุให้มีคนถือชามข้าวมารอฟังเรื่องเล่าของพวกจ้าวโหย่วเฉียน แต่ทุกคนล้วนเป็นผู้เฒ่าผู้แก่ เมื่อสะใภ้โจวได้ยินว่าจ้าวโหย่วเฉียนเอ่ยชื่อหลี่เยว่หานออกมาโดยตรง นางจึงอดรนทนไม่ไหวต้องออกมาเย้ยเยาะเหน็บแนม
“เจ้ารู้เรื่องอีกแล้วหรือ?” จ้าวโหย่วเฉียนไม่สบอารมณ์ “ดูเจ้าสิ วัน ๆ เอาแต่คลุกคลีอยู่กับแม่ม่ายหานเยว่ หรือว่าเจ้าเองก็มีความสัมพันธ์กับท่านกวน?”
เมื่อได้ยินวาจาเช่นนี้ อารมณ์โกรธเกรี้ยวของสะใภ้โจวก็ปะทุขึ้นมาทันควัน ชามในมือของนางกระแทกเข้าที่หัวของจ้าวโหย่วเฉียนด้วยความแม่นยำ ทำให้อาหารที่เหลือในชามอยู่บนหัวของเขา ก่อนที่สะใภ้โจวจะเท้าเอวก่นด่าต่อทันที “จ้าวโหย่วเฉียน ระวังปากของเจ้าไว้เสียบ้าง! ตลอดทั้งวัน เจ้าไม่ทำอะไรเลยนอกจากนั่งยอง ๆ อยู่หน้าประตูบ้านน้องหานเยว่ คนที่รู้ก็จะรู้ว่าตระกูลจ้าวของเจ้านั้นเกี่ยวพันกับน้องหานเยว่ ส่วนคนที่ไม่รู้ก็คงคิดว่าเจ้ามาคำนับยายทวดของเจ้า! เอาแต่จุดธูปไหว้พระกับน้องชายของเจ้าทั้งวี่วัน พระยังไม่ขยันเท่าพวกเจ้าเสียด้วยซ้ำ!”
[1] ตัวตรงย่อมไม่หวั่นเงาเฉเฉียง หมายถึง ไม่ได้กระทำเรื่องผิดมโนธรรมย่อมไม่กลัวผีสางเคาะประตู