ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 244 กลัวจนฉี่ราด
บทที่ 244 กลัวจนฉี่ราด
“ข้ารู้ถึงความผิดของตัวเองแล้วจริง ๆ ข้าไม่กล้าทำอีกแล้ว!” จ้าวโหย่วเฉียนกลัวจอบของหลี่เยว่หานมาก เพราะเมื่อใดก็ตามที่นางขยับจอบเข้ามาข้างหน้าอีกนิด สมองของเขาได้ระเบิดออกมาเป็นแน่!
และหลี่เยว่หานเองก็เป็นแม่ม่าย ทุกวันนี้สิ่งที่แม่ม่ายให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือชื่อเสียงของตัวเอง หลายปีที่ผ่านมามีข่าวลือว่ามีหญิงม่ายจำนวนไม่น้อยที่ถูกทำลายชื่อเสียง และเพื่อเป็นการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองจึงลากคน ๆ นั้นให้พินาศไปด้วยกัน!
“ไม่กล้าทำอีกแน่หรือ?” หลี่เยว่หานเอ่ยถามพร้อมส่งเสียงฮึดฮัด
“ไม่กล้า ข้าไม่กล้าอีกแล้ว!” จ้าวโหย่วเฉียนรีบเอ่ยบอก
หลี่เยว่หานยกเท้าที่เหยียบอยู่บนหลังของเขาออก ความกดดันบนหลังของจ้าวโหย่วเฉียนพลันคลายลง และทันทีที่จอบตรงหน้าถูกยกออกไป เขาก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ทว่ากลับรู้สึกขึ้นมาในทันทีว่ามีบางอย่างผิดแปลกไป
“ให้ตายเถอะ จ้าวโหย่วเฉียนกลัวแม่นางหานเยว่จนฉี่ราด!” ไม่รู้ว่าเสียงตะโกนร้องบอกนี้เป็นของใคร
หัวใจของจ้าวโหย่วเฉียนบีบรัด ก่อนจะรู้สึกถึงความอุ่นบนกางเกงของเขา พร้อมกับกลิ่นฉี่ที่ลอยฟุ้งไปทั่ว สีหน้าพลันแดงก่ำด้วยความอับอาย เขารีบดันตัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะโกยแนบตรงไปที่บ้าน
วันนี้เป็นวันที่แสนจะอับอายขายหน้า!
เขาจากไปแล้ว แต่ทุกคนต่างพากันส่งเสียงหัวเราะเมื่อมองไปยังพื้นที่เปียกหลังจากที่เขาลุกขึ้น
“พี่สะใภ้โจว” หลี่เยว่หานเดินไปหาสะใภ้โจวพร้อมกับจอบในมือ และเอ่ยว่า “ขอบคุณที่ลำบากเพื่อข้าตลอดหลายวันที่ผ่านมา เมื่อไม่กี่วันก่อน กำลังวังชาของข้าไม่ค่อยดีนัก ด้วยเหตุนี้ ในยามที่ตระกูลจ้าวเข้ามาเอะอะโวยวายอยู่หน้าบ้าน ข้าจึงทำได้เพียงบอกลูก ๆ ว่าไม่ต้องไปสนใจ ทว่าข้าได้ยินที่ท่านช่วยพูดให้ข้า ขอขอบคุณท่านด้วยใจจริง”
เมื่อได้ยินดังนี้ สะใภ้โจวพลันโบกมือ “จะต้องขอบคุณอะไร เราเพื่อนบ้านกัน ข้าเองก็รู้ว่าเจ้าไม่ใช่คนทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง” สะใภ้โจวกล่าวพลางมองไปรอบ ๆ ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยดีนัก “ไม่รู้ว่าบางคนคิดอะไรขึ้นมา หลังจากฟังจ้าวโหย่วเฉียนพล่ามเรื่องชู้รักของแม่ม่ายอยู่สองสามวัน กลับเอาบันไดมาพาดไว้นอกกำแพงบ้านของเจ้า หากไม่ใช่เพราะสามีของข้าตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วได้ยินเสียงบางอย่างก็ไม่รู้เลยว่าเขาจะทำเรื่องเสียสติไปมากเพียงใด”
หลังเอ่ยจบ สายตาของสะใภ้โจวก็มองไปยังร่างของคนที่รีบหนีออกไป
เมื่อเห็นสถานการณ์นี้ หลี่เยว่หานก็อดไม่ได้ที่จะประหลาดใจขึ้นมา “ข้าไม่รู้เรื่องนี้เลยจริง ๆ ต้องขอบคุณพี่สะใภ้โจวและพี่ใหญ่โจวแล้ว!”
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ได้เห็นว่าตอนนี้เจ้าสบายดี ข้าก็ดีใจ!” สะใภ้โจวพูดพร้อมจับมือของหลี่เยว่หานไว้ จากนั้นจึงเดินกลับบ้าน
นางไล่ตามจ้าวโหย่วเฉียนมาไกลพอสมควร
ตอนนี้ พี่สะใภ้โจวคล้องแขนกับหลี่เยว่หานเอาไว้ หลี่เยว่หานก็ทำตามพร้อมพูดคุยกับสะใภ้โจวขณะที่เดินกลับบ้าน
“หานเยว่! หานเยว่!” ก่อนที่จะถึงประตูบ้านของนาง หลี่เยว่หานได้ยินเสียงที่คุ้นเคยตะโกนขานชื่อของนางอย่างตื่นเต้น และเมื่อมองไป หญิงสาวก็พลันชะงักเล็กน้อย
เหยียนจื่อเซียง?
“ดูเหมือนว่าที่บ้านของเจ้าจะมีแขก เช่นนั้นข้าไม่รั้งเจ้าไว้พูดคุยด้วยแล้ว” สะใภ้โจวเป็นคนช่างสังเกตอย่างยิ่ง เมื่อเห็นเหยียนจื่อเซียงที่แม้ร่างกายจะอวบอ้วน แต่นางก็แต่งตัวอย่างคนมีอันจะกิน ทั้งยังมีรถม้าจอดอยู่ข้าง ๆ นางจึงรู้ว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดคุยต่อ จึงเป็นฝ่ายกล่าวลาหลี่เยว่หาน
“นี่ พี่สะใภ้โจว วันนี้ข้าตุ๋นขาหมู อีกเดี๋ยวข้าจะแบ่งไปให้ท่าน” หลี่เยว่หานกล่าวบอก
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของสะใภ้โจวพลันแสดงถึงอาการประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่นางจะพยักหน้ารับ
ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ก่อนหน้าพากันแยกย้ายออกไปในตอนที่หลี่เยว่หานและสะใภ้โจวเดินกลับมา ด้วยเพราะพวกเขาล้วนหวาดกลัวหลี่เยว่หาน กลัวว่านางไม่พอใจแล้วจะเหวี่ยงจอบมาตรงหน้าพวกเขา
“หานเยว่ ข้ากลับบ้านไปปรึกษากับพ่อแม่ว่าข้าอยากลดน้ำหนักมาแล้ว ทำเอาข้าอดใจไม่ไหวจึงมาหาเจ้า!” เมื่อเอ่ยจบ เหยียนจื่อเซียงก็โบกมือไปข้างหลัง สาวใช้สองคนก็ยกหีบลงมาจากด้านหลังของรถม้า “ข้าคิดว่ากว่าน้ำหนักจะลดลงคงไม่เร็วนัก ข้าก็เลยตระเตรียมสัมภาระมาด้วย เจ้าวางใจได้ ข้าไม่มาอยู่แบบงอมืองอเท้าแน่นอน!”
แม้ว่าหลี่เยว่หานจะพูดไม่ออกที่เหยียนจื่อเซียงมาที่บ้านรวดเร็วถึงเพียงนี้ ทว่าเมื่อได้ยินว่านางไม่ได้อยู่แบบงอมืองอเท้า หญิงสาวก็ไม่ได้เอ่ยอะไรให้มากความ เอ่ยเพียงว่า “เจ้าต้องคิดให้ดี หากอยากจะลดน้ำหนัก เจ้าจำเป็นต้องทนทุกข์ ยิ่งกว่านั้นผิวของเจ้าก็จะหย่อนคล้อยไปหมด อีกทั้งหลังจากน้ำหนักลดลงไปแล้วก็อาจจะมีรอยแผลเป็นด้วย เจ้าไม่กังวลหรือ?”
“ข้าอ้วนมาสิบกว่าปีแล้ว ไหนเลยจะกลัวแผลเป็นเล็ก ๆ พวกนั้น!” เหยียนจื่อเซียงตบหน้าอกแล้วกล่าวว่า “ข้าเข้าใจแล้ว ข้าสัญญาว่าจะไม่แตะต้องของที่ท่านไม่อนุญาตให้ข้ากินแม้แต่คำเดียว!”
เมื่อเห็นท่าทางของนาง หลี่เยว่หานก็รู้สึกว่าเหยียนจื่อเซียงคนนี้เป็นคนที่มีนิสัยตรงไปตรงมาจริง ๆ จึงไม่ต้องพูดอะไรให้มาก นางสั่งให้สาวใช้สองคนขนย้ายของเข้าไปไว้ในบ้าน ก่อนที่สาวใช้ทั้งสองคนจะนั่งรถม้ากลับไปในตัวอำเภอ
“ไม่ได้นะ พวกนางสองคนไปแล้วก็ไม่มีใครคอยดูแลเรื่องอาหารการกิน รวมถึงชีวิตประจำวันของข้า ข้าจะไม่เป็นภาระให้เจ้าหรอกหรือ!” เหยียนจื่อเซียงตื่นตระหนกทันที
“เจ้าเองมีแขนมีขาสมบูรณ์ ย่อมสามารถจัดการเรื่องอาหารการกินและชีวิตประจำวันของตัวเองได้” หลี่เยว่หานกล่าวอย่างหนักแน่น
“แต่…” เหยียนจื่อเซียงอยากจะกล่าวบอกว่าตอนที่ไปเมืองหลวงนั้นมีคนคอยดูแลนาง นางไม่สามารถแม้แต่จะแต่งตัวและผูกเสื้อผ้าอาภรณ์ด้วยตัวคนเดียวได้
ทว่าหลี่เยว่หานไม่ให้โอกาสนางพูดต่อ “ตั้งแต่ที่เจ้าก้าวผ่านธรณีประตูนี้ไป เจ้าจะต้องฟังข้าทุกอย่าง” หลี่เยว่หานเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “แต่อย่าได้เป็นกังวล ข้าไม่ได้จะทำอะไรเลวร้ายกับเจ้า ขอเวลาให้ข้าสองเดือน ข้ารับประกันว่าเจ้าจะลดน้ำหนักลงได้กว่าครึ่ง”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ ดวงตาของเหยียนจื่อเซียงเป็นประกายขึ้นในทันใด
ทุกวันนี้นางมีน้ำหนักเกือบสองร้อยจิน! หากลดน้ำหนักลงได้ครึ่งหนึ่งก็เท่ากับว่าลดลงไปหนึ่งร้อยจินไม่ใช่หรือ!
เวลาสองเดือน! ถือว่าคุ้มค่า!
เมื่อคิดถึงจุดนี้ เหยียนจื่อเซียงจึงเป็นฝ่ายเร่งให้สาวใช้ทั้งสองคนขึ้นไปบนรถม้า จากนั้นจึงปิดประตูแล้วพ่นลมหายใจออก ท้องของหญิงสาวก็ร้องประท้วงขึ้นมาทันควัน ใบหน้าเหยียนจื่อเซียงพลันแดงก่ำ “คือ… ข้าแค่หิวเร็วก็เท่านั้น”
“ข้ารู้” หลี่เยว่หานกล่าวบอก “ไปเถอะ ไปกินข้าวกัน!”
“ฮะ?” ดวงตาเหยียนจื่อเซียงเบิกกว้าง “ไม่ใช่ว่าต้องลดน้ำหนักหรอกหรือ? ทำไมเจ้าถึงยังลากข้าไปกินข้าวอีก?”
“หากเจ้ากินไม่เพียงพอย่อมไม่มีแรงลดน้ำหนัก” หลี่เยว่หานเอ่ยพร้อมพยายามดึงเหยียนจื่อเซียงไปที่ห้องครัวอย่างเหนื่อยล้า “อีกทั้งโรคของเจ้าหากไม่ได้รับเกลือในปริมาณที่เหมาะสม เจ้าก็ไม่สามารถลดน้ำหนักได้เช่นกัน!”
ทันทีที่ดึงเหยียนจื่อเซียงเข้าไปในครัว ทั้งมู่ชวนและหลิงซีก็เต็มไปด้วยความสับสนงุนงง
มาจากไหนกัน… พี่สาวอวบอ้วนผู้นี้…
“เอ่อ…” เหยียนจื่อเซียงรู้เพียงว่าหลี่เยว่หานมีลูกสองคน แต่นางไม่คาดคิดว่าเด็กทั้งสองคนจะน่าเอ็นดูถึงเพียงนี้ ทันทีที่ได้พบหน้ากัน เหยียนจื่อเซียงก็รู้สึกชอบพวกเขาแล้ว “สวัสดีเด็ก ๆ ข้าชื่อเหยียนจื่อเซียง เป็นเพื่อนกับท่านแม่ของพวกเจ้า ข้าจะมาอาศัยอยู่ที่นี่สองเดือน ข้ามาเพื่อลดน้ำหนัก!”
หลิงซีมองไปยังพี่ชายของนางหลังจากได้ยินถ้อยคำของเหยียนจื่อเซียง
เมื่อเห็นว่ามู่ชวนก็มองเหยียนจื่อเซียงด้วยสีหน้างุนงง หลิงซีจึงหันไปหาหลี่เยว่หานอีกครั้ง “ท่านแม่…”
“เรียกนางว่าพี่สาวเหยียน” หลี่เยว่หานคลี่ยิ้ม
“ไม่ได้!” เหยียนจื่อเซียงปฏิเสธทันควัน “ข้าเรียกท่านว่าพี่สาวหานเยว่ แล้วลูก ๆ ของท่านจะมาเรียกข้าว่าพี่สาวได้อย่างไร ต้องเรียกข้าว่าท่านน้าสิ!”
“น้าเหยียน!” หลิงซีเอ่ยเรียกเสียงหวานทันที
“เยี่ยม!” เหยียนจื่อเซียงตอบอย่างร่าเริง ก่อนจะค้อมตัวลงไปคุยกับหลิงซี
มู่ชวนนั้นสงบเยือกเย็น เขาเดินเข้ามาหาหลี่เยว่หานแล้วเอ่ยเบา ๆ “ท่านแม่ คนผู้นี้ไว้ใจได้หรือไม่? นางจะทรยศเราหรือเปล่า?”
เมื่อได้ยินวาจานี้ หลี่เยว่หานก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ “วางใจเถอะ” หลังจากเอ่ยจบ นางก็ใช้มือสางผมของมู่ชวน
อืม… รู้สึกดีจริง ๆ