ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 245 นางเฉาตกที่นั่งลำบากอีกครั้ง!
บทที่ 245 นางเฉาตกที่นั่งลำบากอีกครั้ง!
หลังจากที่เหยียนจื่อเซียงและหลิงซีเริ่มคุ้นเคยกันแล้ว ขณะที่พวกนางกำลังทานข้าวด้วยกัน พลันประตูลานบ้านของหลี่เยว่หานก็ถูกเตะให้เปิดอ้าออกอีกครั้ง
“ใครกันที่มาทำหยาบคายเช่นนี้!” เหยียนจื่อเซียงขมวดคิ้วมุ่น ขณะที่นางกำลังจะวางชามและตะเกียบลงเพื่อออกไปดู หลี่เยว่หานพลันห้ามปรามเสียก่อน
“เจ้าอยู่ทานอาหารเถอะ ข้าจะออกไปเอง” หลี่เยว่หานรู้ว่าอีกฝ่ายจะต้องเป็นตระกูลจ้าว จึงไม่ควรลากเหยียนจื่อเซียงผู้บริสุทธิ์เข้ามาข้องเกี่ยว
“เช่นนั้นเจ้าต้องเรียกหาข้าหากเกิดเรื่องอันใดขึ้น” ท้ายที่สุดเหยียนจื่อเซียงเพิ่งมาถึงและไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ โดยรู้เพียงว่าหลี่เยว่หานคล้ายกับกำลังจะออกไปเผชิญหน้ากับใครบางคน นางจึงไม่ถามสิ่งใดอีกและเริ่มทานอาหารอย่างเชื่อฟัง
ดวงตาทั้งสองของเหยียนจื่อเซียงพลันเปล่งประกายทันทีที่คีบเนื้อเข้าปาก กระทั่งลืมว่าจะต้องลดน้ำหนัก และเริ่มทานเร็วขึ้น
พี่น้องมู่ชวนและหลิงซีทานอาหารเสร็จแล้ว เดิมทีพวกเขาต้องการตามหลี่เยว่หานออกไป แต่ถูกหลี่เยว่หานหยุดไว้ก่อน
“หานเยว่! นังสารเลว! ออกมาข้างนอกเดี๋ยวนี้!” บางทีอาจเป็นเพราะเตะประตูให้เปิดสักพักแล้ว แต่กลับไม่เห็นหลี่เยว่หานเดินออกมา ในที่สุดเสียงนางเฉาก็ดังขึ้นจากด้านนอกประตู
หลังได้ยินเสียงตะโกนดังกล่าว หลี่เยว่หานหรี่ตาลง มันเป็นนางเฉาผู้ปากคอเราะร้ายอีกแล้ว ดูเหมือนว่าตระกูลจ้าวจะอยากสู้กับนางจนตายไปข้างจริง ๆ
“นางเฉา เพลิดเพลินกับการถูกคุมขังในคุกคราวก่อนหรือไม่?” ครั้งนี้หลี่เยว่หานไม่ใช้จอบ ทว่ากลับหยิบมีดปังตอที่อยู่ใกล้มือขึ้นมาแทน โดยกวัดแกว่งมันไปมาขณะที่เดินไปยังประตูลาน
ฐานบ้านของนางค่อนข้างสูง และมีบันไดจากทางเดินด้านนอกราวสี่ถึงห้าขั้น
หลี่เยว่หานเอนพิงกรอบประตู โดยมองลงไปที่นางเฉาด้วยท่าทีที่เหนือกว่า
นางเฉาเตรียมคำสบถสาปแช่งมากมาย แต่เมื่อหลี่เยว่หานถามขึ้น นางกลับไม่สามารถโต้ตอบคำใด
นางยังคงจดจำได้อย่างชัดเจนว่า ผู้ที่มัดนางและพาไปหาเจ้าหน้าที่นั้นอยู่ภายใต้คำสั่งของนายน้อยเวิน ในระหว่างการพิจารณาคดี เขาบอกผู้พิพากษาโดยตรงว่าเป็นความตั้งใจของนายน้อยเวินที่จะลงโทษนางอย่างรุนแรง!
หากไม่ใช่เพราะสามีและลูกสาวของนางไปอ้อนวอนขอร้องนังสารเลวหานเยว่ไว้ นางคงถูกส่งไปยังกองทัพแล้ว!
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ นางเฉาจึงตะคอกด้วยความเคืองขุ่น “เหตุใดเจ้าถึงพยายามสร้างปัญหาให้กับตระกูลจ้าวของข้านัก!”
รับฟังถ้อยคำดังกล่าว หลี่เยว่หานระเบิดหัวเราะออกมา “หมายความว่าอย่างไรที่บอกว่าข้าสร้างปัญหาให้ตระกูลจ้าว ทั้งที่สถานการณ์ปัจจุบันเห็นอยู่ทนโท่ว่าตระกูลจ้าวที่พยายามหาเรื่องข้าก่อน!”
“หนแรกข้าได้รับบาดเจ็บสาหัสเพราะเจ้า จากนั้นสามีของเจ้าก็มาที่บ้านพร้อมบุตรสาวเพื่อรังแกข้า หากหัวหน้าหมู่บ้านไม่ให้ความยุติธรรมแก่ข้า เกรงว่าตอนนี้ข้าคงเหลือเพียงกระดูกให้ตระกูลจ้าวขัดถู!”
“ในช่วงที่พักฟื้น เจ้าไม่สงสัยเลยหรือว่าบุตรชายทั้งสองของเจ้าทำสิ่งใดไปบ้าง?”
“ข้าที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะ และเกือบกลายเป็นคนพิการหูหนวกก็เพราะเจ้า แล้วเจ้ายังมีหน้ามาหาว่าข้าพยายามสร้างปัญหาให้กับตระกูลจ้าวอีกเหรอ? นี่เจ้าสติฟั่นเฟือนหรือไง?”
นางเฉาไม่คาดคิดว่าคำพูดของนางจะถูกหลี่เยว่หานโต้กลับได้อย่างทันควัน นางตะลึงงันและไม่สามารถสงบสติอารมณ์ได้ระยะหนึ่ง
“จะ… เจ้าจะพูดถึงเรื่องไร้สาระไปทำไม!” นางเฉาพูดตะกุกตะกักเล็กน้อย “ก็หากว่าเจ้าไม่ได้มีปัญหากับเรา แล้วทำไมถึงยังมาตีลูกข้าอยู่อีก!”
“ถามว่าข้าตีเขาทำไมน่ะหรือ?” หลี่เยว่หานมองนางเฉาด้วยรอยยิ้มมุมปาก มีดปังตอที่แกว่งไปมาในมือหยุดลงเมื่อนางเฉาพูด ทันใดนั้นมันก็ถูกยกขึ้นมาและชี้ไปทางนางเฉา “ลูกชายของเจ้า จ้าวโหย่วเฉียน จงใจว่าร้ายข้าต่อหน้าธารกำนัล โดยหาว่าข้ามีความสัมพันธ์ชู้สาวกับท่านกวนจากอำเภอหวาซี แล้วเจ้าคิดว่าข้าสมควรทุบตีเขาไหม!”
หลังได้ยินถ้อยคำนี้ นางเฉาหันมองไปรอบ ๆ อยู่สองถึงสามหน และเห็นว่าชาวบ้านต่างมามุงดูเรื่องสนุก นางจึงกล่าวคำอย่างมั่นใจว่า “บุรุษเพียงกล่าวคำเรื่อยเปื่อยเพื่อความสนุกปาก หากเจ้าถือสาถ้อยคำเหล่านั้น แสดงว่าเจ้ากำลังเดือดเนื้อร้อนใจ!”
“โอ้ บุรุษเพียงกล่าวคำเพื่อความสนุกปาก” หลี่เยว่หานยิ้ม “เช่นนั้นก็หมายความว่าบุตรของเจ้าเดือดเนื้อร้อนใจจนฉี่ราดต่อหน้าธารกำนัลเพราะเขายังไม่หย่านมงั้นสินะ?”
รับฟังถ้อยคำของหลี่เยว่หาน ผู้ชมรอบด้านต่างพากันหัวเราะเยาะ นางเฉาอับอายจนอยากแทรกแผ่นดินหนี
“หานเยว่ฟังคำของข้าให้ดี!” นางเฉาโพล่งออกมาขณะวางมือเท้าสะโพก “เจ้าระวังเนื้อระวังตัวเองไว้เถอะ จากนี้ไปข้าจะคอยจับตาดูอย่างใกล้ชิด ยามใดที่เจ้าพลาดพลั้งทำเรื่องฉาวโฉ่ ข้าจะจับเจ้าโยนเข้าเล้าหมูทันที!”
“นางเฉา ช่างพูดจาวางอำนาจบาตรใหญ่” เสียงอันคมชัดของเหยียนจื่อเซียงดังออกมา ชาวบ้านมองตามด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก่อนเห็นร่างหญิงสาวอวบอ้วนนางหนึ่งยืนด้านหลังหลี่เยว่หาน ตามมาด้วยเด็กสองคนที่ยืนประกบซ้ายขวา
ขณะที่ทุกคนกำลังคาดเดาถึงตัวตนของเหยียนจื่อเซียง ใบหน้านางเฉาซีดเผือดด้วยความตกใจ “คุณหนูเหยียน เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่?”
“ข้ามาพักที่บ้านพี่หญิงสักระยะ แล้วเหตุใดข้าต้องรายงานเรื่องนี้กับเจ้าด้วย?” เหยียนจื่อเซียงกล่าวคำด้วยท่าทียโส “เมื่อไม่นานมานี้ข้าได้ยินมาว่าพี่หญิงถูกหญิงชั่วตีหัว เพียงเพราะนางไม่เต็มใจช่วยลูกสาวหญิงชั่วขายงานปักของนางในนามของผู้อื่น ข้านึกสงสัยว่าเป็นผู้ใด แต่กลับกลายเป็นเจ้านี่เอง”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ นางเฉารีบกล่าวคำปฏิเสธ “ไม่มีเรื่องพรรค์นั้นเลยนะเจ้าคะ! คุณหนูเหยียน ท่านเองก็รู้ว่างานปักของซินเอ๋อร์ถูกขายให้กับร้านขายผ้าตระกูลเหยียนมาโดยตลอด แล้วจะหางานของคนอื่นมาขายในนามของเราได้อย่างไร!”
ด้วยคำพูดเหล่านี้ หลี่เยว่หานจึงเข้าใจแล้วว่า เหตุใดตระกูลจ้าวถึงยืนกรานให้นางช่วยขายงานปักในคราวนั้น
ปรากฏว่าลายปักของจ้าวซินเอ๋อร์ถูกขายให้กับร้านขายผ้าตระกูลเหยียนมาโดยตลอด และเพื่อหลีกเลี่ยงการดึงดูดความสนใจ นางเฉาจึงไม่สามารถนำผ้าปักของจ้าวซินเอ๋อร์ไปยังร้านขายผ้าอวี้เยว่ ภรรยาในหมู่บ้านที่สามารถปักผ้าได้ก็คงจะรู้เรื่องนี้ดี จึงปฏิเสธที่จะช่วยเหลือ อย่างไรก็ตามหลี่เยว่หานไม่ใช่คนพื้นเพเดิมในหมู่บ้านจางหนิง นางจึงไม่ทราบเรื่องดังกล่าว
และพี่สะใภ้โจวซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับหลี่เยว่หานไม่จำเป็นต้องขายงานปักเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว นางจึงไม่ทราบว่านางเฉาติดต่อกับร้านขายผ้าตระกูลเหยียนอยู่ และแน่นอนว่าไม่มีใครแจ้งเรื่องนี้ให้หลี่เยว่หานทราบ
“เช่นนั้นก่อนหน้าที่พยายามรบเร้าข้าให้ช่วยขายผ้างานปัก นั่นเป็นเพราะเกรงกลัวร้านผ้าของคุณหนูเหยียนจะค้นพบความจริงที่ว่าเจ้าไม่พอใจราคาที่พวกเขามอบให้สินะ?” หลี่เยว่หานพูดตรงประเด็นจนทำให้สีหน้านางเฉาซีดเซียว
“ไร้สาระ!” นางเฉารีบปฏิเสธ “คุณหนูเหยียน ท่านอย่าไปฟังเรื่องไร้สาระจากปากพล่อย ๆ ของนังสารเลวคนนี้ นางเก่งเรื่องการใช้คำพูดลวงหลอก! สิ่งที่นางพูดล้วนไม่ใช่ความจริง!”
เหยียนจื่อเซียงไม่ใช่คนเขลา นางรู้ดีว่านางเฉาเป็นคนเช่นไร นางมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นเยือก “หากข้าไม่เชื่อคำพี่หญิง แล้วคิดว่าข้าจะเชื่อคำของเจ้าหรือ? พี่หญิงของข้ากลายเป็นนังสารเลวตัวน้อยยามเมื่อออกจากปากเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าเห็นข้าเป็นตัวอะไร?”
สตรีที่ได้รับการเลี้ยงดูในครอบครัวร่ำรวยนั้นแตกต่างออกไป เหยียนจื่อเซียงที่ดูธรรมดาตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่ยามเมื่อปริปากกล่าวคำ ท่าทีสูงส่งของนางกดทับลงบนร่างกายนางเฉา กระทั่งไม่อาจเงยหน้าขึ้นประจันหน้า
นางเฉายกมือตบใบหน้าตัวเองอย่างรุนแรงแล้วกล่าวคำอ้อนวอน “ข้าผิดเองที่เป็นหญิงชราปากพล่อย คุณหนูเหยียน โปรดอย่าเก็บสิ่งนี้ไปใส่ใจเลยนะเจ้าคะ! หานเยว่… พี่สะใภ้หานเยว่ เรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตเป็นความผิดข้าเอง ล้วนเป็นความผิดของครอบครัวเรา เจ้าเป็นคนมีน้ำใจกว้างขวาง โปรดพูดกับคุณหนูเหยียนแทนข้าด้วยเถิด!”
หลังได้ยินเช่นนี้ หลี่เยว่หานหันไปถามเหยียนจื่อเซียง “ครอบครัวเจ้าขาดแคลนงานปักหรือ?”
“เปล่า!” เหยียนจื่อเซียงโคลงศีรษะ “จ้าวซินเอ๋อร์ขายงานปักให้ร้านขายผ้าครอบครัวเราตั้งแต่ปีก่อน ทุกครั้งที่ข้าไปตลาด นางจะส่งงานปักมาให้ราวสิบชิ้น อย่างไรก็ตามงานปักเหล่านั้นไม่ค่อยประณีตและไม่เรียบร้อยนัก เพียงใช้มือขยี้แรง ๆ ด้ายปักก็หลุดลุ่ยแล้ว”
“โอ้ เจ้าควรบอกข้าก่อนหน้านี้” หลี่เยว่หานชี้ไปทางครอบครัวโจวที่อยู่ใกล้เคียง “พี่สะใภ้โจวมีฝีมือการปักผ้ายอดเยี่ยมมาก! งานปักรูปบุปผานั้นงดงามเสมือนของจริง! หากเจ้าต้องการผ้างานปักจริง ๆ เจ้าสามารถสั่งซื้อจากพี่สะใภ้โจวได้! นางทำงานรวดเร็วและยังประณีตอย่างยิ่ง!”
“จริงหรือ!” ดวงตาเหยียนจื่อเซียงเปล่งประกาย “ถ้าเช่นนี้รีบพาข้าไปเยี่ยมเยียนพี่สะใภ้โจวโดยเร็ว!”
“ไปกันเถอะ” หลี่เยว่หานกล่าวตอบรับก่อนหันไปอุ้มหลิงซี ขณะที่เหยียนจื่อเซียงจับมือของมู่ชวน จากนั้นกลุ่มคนก็เดินตรงไปยังบ้านตระกูลโจว ราวกับพวกเขาไม่เห็นนางเฉาในสายตา