ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 249 เหนื่อยล้าแสนสาหัส
บทที่ 249 เหนื่อยล้าแสนสาหัส
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ หลี่เยว่หานก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ “วันนี้เจ้าพักผ่อนให้เพียงพอ ให้ร่างกายและจิตใจได้ฟื้นตัวสู่สภาวะที่สมบูรณ์ที่สุด พรุ่งนี้จะได้เป็นวันที่ดีสำหรับเจ้า”
“เฮ้อ…” เหยียนจื่อเซียงถอนหายใจ “ข้าอยากจะลดน้ำหนักได้ในคราวเดียวเสียจริง”
“เจ้าจะใจร้อน กินเต้าหู้ร้อนไม่ได้” เมื่อเอ่ยจบ หลี่เยว่หานก็บีบเข้าที่รอบเอวที่เหมือนห่วงยางของเหยียนจื่อเซียงอย่างไร้ความปรานีพร้อมเอ่ยถาม “อีกทั้งร่างกายอวบแน่นไปด้วยเนื้อของเจ้านั้น เจ้ากินทุกอย่างในคราวเดียวมันจึงออกมาแบบนี้ไงล่ะ”
เหยียนจื่อเซียงเองมีนิสัยดีที่หาได้ยาก เมื่อถูกหลี่เยว่หานหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา นางก็ไม่ได้แสดงร่องรอยของความรำคาญเคืองโกรธใด “ข้ารู้แล้ว”
ต้องขอบคุณใบหน้าของนาง แม้จะอวบอ้วนทว่าก็ยังสวยสดงดงาม หน้าตาที่น่ารักไร้เดียงสานี้ทำให้นางดูน่ารักอย่างยิ่ง
สำหรับมื้อเย็น หลี่เยว่หานไม่ได้ทำให้เหยียนจื่อเซียงผิดหวัง หญิงสาวทำหมูตุ๋นหนึ่งหม้อ หลังจากกินข้าวกินปลาแล้ว เหยียนจื่อเซียงก็เสนอตัวช่วยทำความสะอาด มู่ชวนกับเสี่ยวหลิงซีจึงกลับไปยังห้องของพวกเขา
เดิมทีบ้านหลังขนาดเล็กแห่งนี้ มีเพียงสามห้องเท่านั้น โดยพวกเขาหนึ่งครอบครัวอาศัยกันหนึ่งคนต่อหนึ่งห้อง
ตอนนี้เหยียนจื่อเซียงมาอยู่ที่นี่ด้วย หลี่เยว่หานทำได้เพียงยกห้องของนางให้กับเหยียนจื่อเซียง ส่วนตัวนางเองนั้นไปนอนกับหลิงซีแทน
เมื่อเหยียนจื่อเซียงรู้เรื่องนี้ ก็พลันเสียใจอย่างมาก เอาแต่โทษตัวเองที่ไม่เอ่ยถามถึงสถานการณ์ครอบครัวของอีกฝ่ายก่อนก็รีบตรงมาเคาะประตูบ้านเสียแล้ว หลังจากทำความสะอาดห้องครัวเสร็จ หญิงสาวก็ไปนั่งร้องไห้โฮอยู่ที่ลานบ้าน
หลี่เยว่หานต้องชักแม่น้ำทั้งห้ามาพูดเพื่อโน้มน้าวนาง
หลิงซีนั้นสนิทชิดเชื้อกับหลี่เยว่หานอยู่พอตัวแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงไม่ได้โต้แย้งคัดค้านที่จะนอนด้วยกัน
เช้าวันรุ่งขึ้น ในตอนที่พ่อไก่ตัวใหญ่ของตระกูลโจวข้างบ้านเพิ่งโก่งคอขัน เหยียนจื่อเซียงแอบย่องเข้าไปในห้องของหลี่เยว่หานและหลังซีอย่างเงียบ ๆ แต่พบว่ามีเพียงหลิงซีที่กำลังนอนกรนอยู่เท่านั้น ทว่าไร้เงาของหลี่เยว่หาน
เมื่อออกจากห้อง เหยียนจื่อเซียงก็เห็นร่างของหลี่เยว่หานปรากฏขึ้นในห้องครัว
ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
“พี่สาวหานเยว่ ทำไมท่านถึงตื่นเช้าเพียงนี้ ข้ามั่นใจว่าวันนี้ข้าจะตื่นเร็วกว่าท่านเสียอีก” เมื่อพูดอย่างนั้น เหยียนจื่อเซียงก็ไม่ได้ติดใจอะไรนัก หญิงสาวตักน้ำขึ้นมาเพื่อล้างหน้าบ้วนปาก
“ล้างหน้าล้างตาแล้วมากินอะไรรองท้องสักหน่อย” หลี่เยว่หานเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม “หลังพวกเรากลับมาจากไปวิ่งแล้ว เด็กทั้งสองก็คงตื่นพอดี”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เหยียนจื่อเซียงก็หยิบผ้าขึ้นมาเช็ดหน้าแล้วพูดว่า “พี่สาวหานเยว่ มู่โทวถึงวัยศึกษาเล่าเรียนแล้ว อีกทั้งเขาเองยังอ่านตำราได้อย่างคล่องแคล่ว ท่านไม่คิดส่งเขาไปร่ำเรียนที่สำนักศึกษาของอำเภอหรือ?”
คำพูดของเหยียนจื่อเซียงอาจกล่าวได้ว่าทิ่มแทงหัวใจของหลี่เยว่หาน
นางจะไม่ต้องการส่งมู่ชวนไปร่ำเรียนที่สำนักศึกษาของอำเภอได้อย่างไร ถึงอย่างไรมู่ชวนก็ฉลาดมากเสียจนตอนนี้เขาสามารถสอนน้องสาวของเขาอยู่ที่บ้านได้
ทว่าอำเภอหวาซีเทียบไม่ได้กับเมืองหลิวชิง ที่นี่มีหูตาของบรรดาผู้มีอำนาจอยู่มากมาย แม้ว่ามู่ชวนจะออกจากเมืองหลวงตั้งแต่อายุยังน้อย แต่สุดท้ายเขาก็ยังเป็นเด็กที่ยังไม่ได้โตเต็มที่ หากถูกจำได้ขึ้นมา เห็นทีว่าคงจะเกิดบรรยากาศอันคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นดินปืนและเสียงฟาดฟันกระบี่
กว่าที่พวกเขาสองพี่น้องจะออกจากศูนย์กลางของพายุมาได้นั้นไม่ง่าย พวกเขาย่อมไม่อาจถูกพัดให้เข้าสู่พายุนั้นได้อีก ก่อนที่เมิ่งฉีฮ่วนจะมารับพวกเขา สิ่งเดียวที่หลี่เยว่หานต้องทำคือปกป้องพวกเขา
“เหตุใดท่านไม่พูดอะไรเลยล่ะ?” เหยียนจื่อเซียงไม่ได้ยินเสียงของหลี่เยว่หาน ก็พลันงุนงงขึ้นมา ก่อนจะหันหน้าไปดู แต่เห็นว่าหลี่เยว่หานก้มศีรษะลงราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่าง
เหยียนจื่อเซียงขมวดคิ้วพลางคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบ แล้วเอ่ยขึ้นทันทีว่า “พี่สาวหานเยว่ ไม่อย่างนั้นให้มู่โทวไปอยู่ที่บ้านของข้าดีหรือไม่ มิฉะนั้นเมื่อไปอยู่ที่สำนักศึกษาแล้วก็จะต้องนอนรวมกับคนอื่นหลายคนนัก”
เมื่อได้ยินคำพูดของเหยียนจื่อเซียง หลี่เยว่หานก็กลับมามีสติอีกครั้ง และปฏิเสธทันที “อา… ไม่ต้องหรอก มู่โทวจะไม่ไปเรียนที่สำนักศึกษา”
“ทำไมกันเล่า?” เหยียนจื่อเซียงรู้สึกงุนงง “มู่โทวมีสติปัญญาสูงส่งเช่นนี้ น่าเสียดายยิ่งหากไม่ได้ร่ำเรียน”
“เอ่อ…” หลี่เยว่หานไม่สามารถหาข้อแก้ตัวที่เหมาะสมขึ้นมาได้ในทันที ด้วยเป็นเรื่องที่ยากจะให้คำตอบ นางจึงเปลี่ยนเรื่องโดยเอ่ยว่า “เจ้าล้างหน้าล้างตาเรียบร้อยหรือยัง? ถ้าเสร็จแล้วก็สวมรองเท้าผ้านุ่ม ๆ จากนั้นดื่มโจ๊กหวานนี้สักคำ แล้วออกไปวิ่งกับข้า”
เอ่ยจบ หลี่เยว่หานก็วางชามโจ๊กหวานใส่น้ำตาลลงบนโต๊ะ แล้วเดินออกจากประตูห้องครัวไป
เหยียนจื่อเซียงคิดว่านางพูดอะไรผิดไป ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา เมื่อลองคิดดูอีกครั้ง เป็นความจริงเช่นกันที่สามีของหลี่เยว่หานซึ่งในเวลานี้มีทรัพย์สมบัติมากมายจนไม่แยแสนางและลูกทั้งสองคน การที่หลี่เยว่หานไม่ต้องการให้ลูก ๆ กลายเป็นคนเนรคุณเช่นนี้เมื่อพวกเขามั่งคั่งร่ำรวยในอนาคตก็นับว่าสมเหตุสมผล
เมื่อเข้าใจในจุดนี้ เหยียนจื่อเซียงก็รีบดื่มโจ๊กหวานหมดถ้วยในคำเดียว
คำพูดของหลี่เยว่หานแม่นยำไม่น้อย
พูดว่าในหนึ่งคำก็หนึ่งคำจริง ๆ ไม่ขาดไม่เกิน
หลังจากดื่มโจ๊กหวานและบ้วนปากแล้ว เหยียนจื่อเซียงก็ออกมาจากห้องครัวและเห็นหลี่เยว่หานกำลังเหยียดขาอยู่ที่ลานบ้าน จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “พี่สาวหานเยว่ ท่านกำลังทำอะไรอยู่หรือ?”
“อบอุ่นร่างกาย” หลี่เยว่หานพูดพร้อมโบกมือไปทางเหยียนจื่อเซียง “เจ้าเองก็มาตรงนี้ มาทำท่าพวกนี้ไปพร้อมกับข้า เพื่อที่เวลาออกไปวิ่งหลังจากนี้จะได้ไม่บาดเจ็บ”
“การวิ่งทำให้บาดเจ็บได้ด้วยรึ?” แม้ว่าเหยียนจื่อเซียงจะเอ่ยถามอย่างงุนงง แต่นางก็เรียนรู้ทำตามจากหลี่เยว่หานด้วยใจจริง และเริ่มขยับข้อต่อบนร่างกาย
หลี่เยว่หานไม่ได้ตอบอะไร หลังจากที่นางขยับข้อต่อทั้งหมดในร่างกายแล้ว ก็ปล่อยให้เหยียนจื่อเซียงอบอุ่นร่างกายต่อ ในขณะที่นางหันหลังกลับเข้าไปในบ้าน หยิบปิ่นปักผมมาสองอัน ผ้าเช็ดตัวที่ดูดซับน้ำได้ดีเป็นพิเศษสองผืน จากนั้นจึงรวบผมยาวสลวยไว้หลังศีรษะให้แน่นแล้วออกมาจากบ้าน
หลังจากช่วยเหยียนจื่อเซียงมัดผมแล้ว หลี่เยว่หานก็พาดผ้าเช็ดตัวไว้บนไหล่ และพาเหยียนจื่อเซียงกระโดดอยู่กับที่สักพักจนรู้สึกว่าร่างกายเริ่มมีความร้อนปะทุขึ้นก็เริ่มนำเหยียนจื่อเซียงออกวิ่ง
ในตอนแรก เหยียนจื่อเซียงคิดว่าตัวเองจะสามารถวิ่งจบรอบแรกได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นนางจึงต้องการเร่งความเร็วอยู่หลายครั้ง แต่หลี่เยว่หานหยุดนางเอาไว้ไม่ให้นางทำเช่นนั้น หญิงสาวพลันรู้สึกว่าหลี่เยว่หานประเมินตัวนางต่ำไป
ทว่าไม่นานนัก หลังจากวิ่งไปรอบหมู่บ้านประมาณหนึ่งในสามของระยะทาง เหยียนจื่อเซียงก็รู้สึกว่าร่างกายของนางหนักอึ้งขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งยังหายใจหอบแรงขึ้นเรื่อย ๆ จึงจำต้องหยุดฝีเท้าลง
“หยุดไม่ได้ ไขมันทุกส่วนในร่างกายของเจ้าจะถูกขับออกจากร่างกายในขณะที่เจ้าหายใจ ถ้าเจ้าหยุดตอนนี้ ไขมันเหล่านั้นจะยิ่งตื่นตัว จะเป็นการยากที่จะทำให้พวกมันสลายไป”
หลี่เยว่หานไม่รู้ว่าจะให้กำลังใจผู้อื่นอย่างไร จึงทำได้เพียงพูดออกไปตรง ๆ อย่างรุนแรง
แต่เหยียนจื่อเซียงเองก็เป็นคนตรงไปตรงมา แม้ว่านางจะไม่เข้าใจว่าทำไมการหายใจจึงขับไขมันออกจากร่างกายของนาง แต่นางเชื่อในตัวหลี่เยว่หานอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้นางจึงเรียกพลังกายพลังใจกลับคืนมา ก่อนจะกัดฟันแน่นวิ่งตามหลี่เยว่หานไปจนครบรอบ
“ไม่ไหวแล้ว ข้าเหนื่อยจะตายแล้ว” เมื่อกลับมายังจุดเริ่มต้นซึ่งคือประตูบ้านของหลี่เยว่หาน เหยียนจื่อเซียงก็หยุดเท้าลง พลางเอามือวางบนเข่าและหายใจหอบอย่างหนัก
“ยังเหลืออีกสองรอบ” หลี่เยว่หานไม่ได้หยุดแต่กระโดดอยู่กับที่ “การพักตอนนี้ทำให้ร่างกายของเจ้ารู้สึกสบายขึ้นก็จริง แต่หากเจ้าเริ่มวิ่งอีกครั้ง ร่างกายของเจ้าจะยิ่งหนักขึ้น”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ เหยียนจื่อเซียงก็เช็ดเหงื่อที่ไหลอาบหน้าของนางราวกับสายน้ำด้วยผ้าเช็ดตัว ยืดตัวขึ้นแล้วพูดว่า “วิ่ง ต้องวิ่งต่อไป!”
ดวงตาของหลี่เยว่หานพลันฉายแววแห่งความชื่นชมออกมา
ต้องทราบว่าน้ำหนักตัวของเหยียนจื่อเซียงในตอนนี้นั้นหนักมาก นางย่อมต้องใช้ความพยายามในการวิ่งมากกว่าหลี่เยว่หานไม่น้อย ดังนั้นการที่เหยียนจื่อเซียงมุ่งมั่นหยัดยืนเช่นนี้ได้จึงเป็นสิ่งที่เหนือความคิดของหลี่เยว่หานจริง ๆ
อย่างไรเสีย เหยียนจื่อเซียงก็ถูกโอ๋ถูกตามใจมาตั้งแต่เด็ก ไหนเลยจะเคยเหนื่อยแสนสาหัสเช่นนี้!