ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 251 พยายามอย่างเคร่งครัดมาแรมเดือนก็เผยให้เห็นผลลัพธ์
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 251 พยายามอย่างเคร่งครัดมาแรมเดือนก็เผยให้เห็นผลลัพธ์
บทที่ 251 พยายามอย่างเคร่งครัดมาแรมเดือนก็เผยให้เห็นผลลัพธ์
อาหารกลางวันเป็นไปตามที่หลี่เยว่หานกล่าวบอกจริง ๆ ในชามของเหยียนจื่อเซียงนั้นเต็มไปด้วยเนื้อแกะ เพียงแต่เป็นเนื้อไม่ติดมันทั้งหมด โดยหลี่เยว่หานทำให้เนื้อไม่มีกลิ่นสาปแม้แต่น้อย
“ทำไมข้าถึงได้กินแต่เนื้อในขณะที่พวกท่านได้กินข้าว!” เดิมทีเหยียนจื่อเซียงนั้นรู้สึกมีความสุขไม่น้อยที่ได้กินเนื้อสัตว์ ทว่าเพียงชั่วพริบตา สิ่งที่วางอยู่ตรงหน้าเหยียนจื่อเซียงบนโต๊ะกินข้าวคือเนื้อแกะชามใหญ่พร้อมผักอีกสองสามชนิด ในขณะที่หนึ่งครอบครัวสามคนของหลี่เยว่หานมีอาหารหลักให้กิน นางรู้สึกขึ้นนมาว่าเนื้อในชามไม่มีความเย้ายวนอีกต่อไป
“ข้าบอกเจ้าไปแล้วนี่ว่าตอนเที่ยงกินได้แต่เนื้อ ส่วนมื้อเย็นโหดร้ายยิ่งกว่าเพราะเจ้าจะกินได้แค่ผักเท่านั้น” หลี่เยว่หานไม่ได้รู้สึกสงสารเลย แต่กลับตักข้าวเข้าปากแทน “แถมพวกเราก็ไม่ได้ลดน้ำหนัก พวกเรายังอยู่ในช่วงกำลังเติบโต”
ในความเป็นจริง หากไม่ใช่เพราะเหยียนจื่อเซียงอายุยังน้อย ทั้งยังมีภาวะไทรอยด์เป็นพิษ หลี่เยว่หานคงจะเข้มงวดกับนางมากกว่านี้
สำหรับภาวะไทรอยด์เป็นพิษของเหยียนจื่อเซียงนั้น โดยธรรมชาติแล้วย่อมไม่มียาใดในยุคนี้ที่สามารถรักษาได้ และหากภาวะไทรอยด์เป็นพิษไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แม้ว่าเหยียนจื่อเซียงจะลดน้ำหนักภายใต้การฝึกของหลี่เยว่หาน ทว่าน้ำหนักก็จะมาเพิ่มขึ้นอีกในไม่ช้า
ดังนั้นทุกครั้งที่หลี่เยว่หานให้เด็ก ๆ นำน้ำเกลือไปให้เหยียนจื่อเซียง จริง ๆ แล้วนางได้เติมน้ำพุจิตวิญญาณเข้าไปด้วยเล็กน้อย
เพียงแต่ทันทีที่น้ำพุจิตวิญญาณออกจากพื้นที่หลิงฉวนก็จะเปลี่ยนเป็นสีดำ ด้วยเหตุนี้หลี่เยว่หานจึงไม่กล้าเติมมันมากเกินไป เติมเพียงครั้งละหนึ่งหรือสองหยดผสมลงในน้ำชามใหญ่ ทำให้มองไม่ออก
เดิมทีคิดว่าเหยียนจื่อเซียงคงจะทนความทรมานไม่ได้ แต่หญิงสาวกลับยืนหยัดอดทนภายใต้การฝึกฝนราวกับขายวิญญาณให้หลี่เยว่หานเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม!
ทันทีที่ไก่โก่งคอขันในเวลาเช้าตรู่ หลังจากลุกขึ้นบ้วนปากล้างหน้ากับหลี่เยว่หานแล้ว ก็ดื่มโจ๊กหวานหนึ่งคำ แล้วเริ่มออกกำลังกาย สิบวันแรกนั้นวิ่งรอบหมู่บ้านสามรอบ ต่อมาเหยียนจื่อเซียงค่อย ๆ ปรับตัวให้เข้ากับความเข้มข้นของการฝึกฝนได้ จากวิ่งสามรอบจึงกลายเป็นห้ารอบ และหลังจากเวลาผันผ่านไปหนึ่งเดือน เหยียนจื่อเซียงก็สามารถวิ่งรอบหมู่บ้านได้หกรอบ ทั้งยังยังมีพลังงานเหลืออยู่
หากไม่ใช่เพราะหลี่เยว่หานเป็นห่วงว่าการฝึกฝนจะโหดร้ายเกินไปและทำให้ระบบการทำงานของร่างกายยุ่งเหยิง เหยียนจื่อเซียงอาจจะต้องวิ่งมากกว่านี้
ทุกวันนี้ แขนของเหยียนจื่อเซียงก็มีพละกำลังมากขึ้นเช่นกัน หลังจากวิ่งออกกำลังกาย หญิงสาวจะผูกถุงทรายไว้บนขา ด้วยวิธีนี้ ในยามที่เหยียนจื่อเซียงไปหาบน้ำก็สามารถใช้แรงกำลังทั้งหมดในร่างกายได้
ในช่วงบ่าย เหยียนจื่อเซียงจะตามหลี่เยว่หานลงไปยังเทือกสวนไร่นาเพื่อทำงาน นอกจากถุงทรายที่ขาของนางแล้ว นางยังเริ่มมัดถุงทรายไว้ที่ท้องและแขนด้วย
แม้อากาศจะร้อนอบอ้าวจนเนื้อตัวของนางเต็มไปด้วยเหงื่อ ทว่าเหยียนจื่อเซียงก็ไม่ได้เอ่ยบ่นถึงความขมขื่นหรือความเหนื่อยล้าแม้แต่น้อย
หนึ่งเดือนผ่านไป น้ำหนักของเหยียนจื่อเซียงลดลงอย่างเห็นเห็นได้ชัด แม้มองด้วยตาเปล่า
“อ๊าย” คืนนี้หลังจากทุกคนอาบน้ำและพร้อมที่จะเข้านอนแล้ว เหยียนจื่อเซียงพลันร้องลั่นขึ้นมา
หลี่เยว่หานตื่นตกใจมากจึงรีบวิ่งไปหาหญิงสาว แต่สิ่งที่นางเห็นคือเหยียนจื่อเซียงยืนอยู่ตรงนั้นด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตา “พี่สาวหานเยว่ วันนี้ข้าลองสวมกระโปรงตัวเก่า แล้วกระโปรงนั้นหลวมไปมาก ๆ! พี่สาวหานเยว่ ท่านเยี่ยมยอดอย่างยิ่ง!”
เมื่อได้ยิน หลี่เยว่หานทั้งโกรธและขบขัน
หนึ่งเดือนที่ผ่านมา เหยียนจื่อเซียงยังคงเป็นหญิงสาวอวบอ้วนที่มีน้ำหนักเกือบสองร้อยจิน แต่หลังจากฝึกฝนมาเป็นเวลาหนึ่งเดือน น้ำหนักของนางก็ลดลงเหลือราว ๆ หนึ่งร้อยห้าสิบจิน สิ่งนี้ก็เป็นผลพวงมาจากการควบคุมอย่างสุดโต่งของหลี่เยว่หาน ไม่เช่นนั้นเหยียนจื่อเซียงคงลดน้ำหนักไปมากกว่านี้
แต่การลดน้ำหนักก็ไม่สามารถทำได้อย่างเร่งรีบจนเกินไป ที่เหยียนจื่อเซียงสามารถลดน้ำหนักได้มากในหนึ่งเดือนนั้นเป็นเพราะมวลรวมร่างกายของนางมาก เมื่อถึงเดือนที่สอง แม้เหยียนจื่อเซียงจะอยากลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วเช่นนี้ก็เกรงว่าจะเป็นไปได้ยาก
“สองวันนี้เจ้าก็พักผ่อนเสียหน่อยเถอะ หรือจะกลับไปเยี่ยมบ้านก็ได้ถ้าเจ้าต้องการ” หลี่เยว่หานเองก็ยุ่งอยู่กับการกำหนดแผนลดน้ำหนักให้กับเหยียนจื่อเซียง ในเดือนนี้ นางจึงไม่ได้ไปที่อำเภอหวาซีมากนัก
แต่เมื่อนางไม่ไป เวินเทียนเหล่ยก็เป็นฝ่ายวิ่งมาหาทางนี้แทน
เวินเทียนเหล่ยซื้อเหล้าองุ่นเหล่านั้นด้วยราคาสูงถึงหนึ่งพันตำลึงเงิน ก่อนที่ในท้ายที่สุดเขาจะทิ้งเมล็ดพืชที่กล่าวกันว่าเป็นไม้ดอกแปลกตาและสมุนไพรหายากห่อหนึ่งไว้ พร้อมมอบค่าตอบแทนหนึ่งร้อยตำลึงเงินให้กับหลี่เยว่หาน ขอให้นางช่วยปลูกมันให้เขา
และในช่วงเดือนนี้ องุ่นที่หลี่เยว่หานคอยประคบประหงมอย่างดีในทุกวันก็เริ่มออกผลเป็นจำนวนมาก ผลเล็ก ๆ สีเขียวห้อยเป็นพวงอยู่ตามระแนง มองดูแล้วเจริญตาอย่างยิ่ง
ทุกวัน หลี่เยว่หานจะใช้เวลาไปกับการตัดเถาวัลย์และผลที่มากเกินไปออกเพื่อให้แน่ใจว่าผลไม้ที่ออกผลมาจะได้รับสารอาหารที่เพียงพอ แบบนี้ความหวานจึงจะเพียงพอ
มู่ชวนไม่ยอมให้หลี่เยว่หายไปรับลูกสุนัขจากบ้านของคนอื่นในหมู่บ้าน เด็กชายมุ่งหน้าไปยังพื้นที่หลิงฉวน ไม่รู้ว่าเขาไปแตะเข้ากับรังหมาป่าหรืออย่างไร คาดไม่ถึงว่าจะอุ้มลูกหมาป่าเผือกกลับออกมา
เมื่อหมาป่าเผือกตัวน้อยปรากฏตัวขึ้นก็ทำให้ทุกคนในหมู่บ้านประหลาดใจ หลี่เยว่หานอธิบายได้เพียงว่านางอุ้มมันมาในตอนเช้าตรู่ที่นางออกไปวิ่งกับเหยียนจื่อเซียง ซึ่งน่าจะเป็นลูกหมาป่าที่หลงทาง แต่ลูก ๆ ชอบก็เลยตั้งใจจะเลี้ยงเอาไว้ให้คอยเฝ้าไร่องุ่น
เมื่อนางอธิบายไปเช่นนั้นก็ไม่ได้มีใครสงสัยอะไร มีเพียงเหยียนจื่อเซียงเท่านั้นที่ค่อนข้างสับสน นางจำไม่ได้ว่าในตอนที่นางไปวิ่งกับหลี่เยว่หาน พวกนางไปเจอหมาป่าตอนไหนกัน
ทว่าเหยียนจื่อเซียงฉลาดพอที่จะรู้ว่ามีหลายสิ่งที่ไม่อาจเอ่ยถาม ดังนั้นเรื่องของหมาป่าเผือกตัวน้อยนี้ เหยียนจื่อเซียงจึงทำราวกับว่านางไม่รู้เรื่องมาโดยตลอด เวลาที่มีคนนอกเอ่ยถามก็กล่าวตอบไปด้วยคำตอบเดียวกับหลี่เยว่หาน
เวลาผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาก็ผ่านไปหนึ่งเดือน ใบหน้าที่งดงามอยู่แล้วของเหยียนจื่อเซียงค่อย ๆ เผยให้เห็นมากขึ้น เมื่อได้ยินหลี่เยว่หานบอกว่าสองวันนี้สามารถพักผ่อนและกลับไปเยี่ยมบ้านได้ เหยียนจื่อเซียงก็ตอบตกลงโดยไม่ลังเล
“พี่สาวหาน พี่สาวหาน!” ในตอนเช้าตรู่ ในขณะที่หลี่เยว่หานคิดว่าในที่สุดนางก็ไม่ต้องตื่นเช้าในวันนี้ เหยียนจื่อเซียงก็เคาะประตูห้องของนาง
“หืม?” หลี่เยว่หานขมวดคิ้วพลางลุกจากเตียง ก่อนเปิดประตูพร้อมหาววอด “เจ้าจะกลับบ้านตั้งแต่เช้าอย่างนี้เลยหรือ?”
“แน่นอนว่าไม่ใช่ ข้าตั้งใจว่าจะไปวิ่งก่อนแล้วค่อยกลับบ้าน!” เหยียนจื่อเซียงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
หลี่เยว่หานพลันเบิกตาที่ง่วงงุน เมื่อตระหนักว่าหเหยียนจื่อเซียงตั้งใจจะออกไปวิ่งจริง ๆ ทำให้หญิงสาวพูดไม่ออกขึ้นมาในทันที “รอข้าประเดี๋ยว ข้าเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วจะออกไป”
หลังจากวิ่งรอบหมู่บ้านครบหกรอบแล้ว หลี่เยว่หานก็ต้มน้ำร้อนให้เหยียนจื่อเซียงใช้อาบ จากนั้นจึงส่งนางขึ้นรถม้าของตระกูลเหยียน โดยตกลงกันว่านางต้องกลับมาในอีกสองวัน
เหยียนจื่อเซียงกลับไปคราวนี้ได้นำเอางานปักที่พี่สะใภ้โจวปักกลับไปด้วย
หลังจากได้คบค้าสมาคมกันมาสักพัก หลี่เยว่หานจึงได้รู้ว่าพี่สะใภ้โจวไม่ใช่คนในท้องถิ่น แต่เป็นผู้ลี้ภัยที่หนีมาที่นี่เมื่อหลายปีก่อน ต่อมาได้แต่งงานกับโจวต้าหู่ หลังจากอาศัยอยู่ในหมู่บ้านจางหนิงมาเกือบสิบปี สำเนียงของนางก็เปลี่ยนไป เดิมทีนางมาจากเจียงหนาน ทักษะการเย็บปักถักร้อยของพี่สะใภ้โจวคือการเย็บปักถักร้อยซูโจวอันโด่งดังก่อนที่หลี่เยว่หานจะข้ามเวลามา!
“จุ๊ จุ๊ จุ๊ ข้าได้ยินมาว่านายน้อยสองคนของตระกูลเหยียนนั้นรักคุณหนูผู้นี้มากที่สุด การที่มีคนกลั่นแกล้งรังแกคุณหนูเหยียนอย่างโหดร้ายในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้จนร่างนั้นซูบผอมลงไปกว่าครึ่ง นางกลับไปคราวนี้คงทำให้นายน้อยทั้งสองเจ็บปวดหัวใจอย่างยิ่ง เห็นทีว่าคราวนี้คงจะมีคนล้มหัวทิ่มเสียแล้ว!”
นางเฉารู้ว่าเหยียนจื่อเซียงจะกลับไปที่อำเภอหวาซีในวันนี้ ดังนั้นนางจึงรีบมาที่นี่เพื่อดูเรื่องสนุก
แม้ว่านางจะไม่รู้ว่า “การลดน้ำหนัก” คืออะไร แต่ในสายตาของทุกคน การลดน้ำหนักก็เหมือนกับการถูกทารุณ ด้วยเหตุนี้นางเฉาจึงรู้สึกยินดีปรีดาในความโชคร้ายของผู้อื่นขึ้นมา
หลี่เยว่หานไม่ได้เคืองโกรธ เพียงแต่ยกยิ้มพลางมองนางเฉาแล้วพูดว่า “รู้ไหมว่าทำไมกบถึงไม่ยอมออกไปจากบ่อนั้น”
“อะไร?” นางเฉาไม่เข้าใจ
“ท่านแม่ นางกำลังด่าว่าท่านโง่ เป็นกบในกะลา!” จ้าวโหย่วฝูซึ่งจำคำศัพท์ได้สองสามคำ รีบทำหน้าที่เป็นล่ามทันที