ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 252 ต้าไป๋ ลูกหมาป่า
บทที่ 252 ต้าไป๋ ลูกหมาป่า
เมื่อได้ยินคำอธิบายจากปากลูกชาย นางเฉาก็โกรธขึ้นมาโดยพลัน ชี้ไปยังแผ่นหลังของหลี่เยว่หานพร้อมเอ่ยก่นด่า “หญิงแพศยา เจ้าว่าใครโง่!”
“นี่ ลูกชายของท่านก็อธิบายให้ฟังแล้วไม่ใช่หรือว่าข้ากำลังพูดถึงเจ้า ทำไม ภาษาคนท่านก็ฟังไม่รู้เรื่องหรืออย่างไร กลายเป็นกบไปแล้วจริง ๆ กระมัง?” หลี่เยว่หานเดินขึ้นบันไดบ้าน มือที่ยกชายกระโปรงไว้ยังไม่ได้ปล่อยลง หญิงสาวหันไปด้านข้าง แล้วมองนางเฉาด้วยสีหน้าสงสัย
“เจ้า… เจ้า… ” นางเฉาโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ทว่าในยามนี้ไม่รู้จะกล่าวออกมาอย่างไร จึงทำได้เพียงยืนอยู่ที่เดิมและเอ่ยว่า ‘เจ้า’ ซ้ำ ๆ อยู่นานจนนิ้วมือสั้นเทิ้ม แต่ก็ยังไม่มีประโยคใดตามหลังคำว่า ‘เจ้า’ ออกมาสักประโยค
จ้าวโหย่วฝูไม่ใช่จ้าวโหย่วไฉที่ไม่รู้หนังสือ ย่อมมองออกว่าหลี่เยว่หานสามารถผูกสัมพันธ์กับคุณหนูใหญ่ของร้านขายผ้าตระกูลเหยียนแล้ว ทั้งยังสามารถเข้าใจว่าแม้ว่าหลี่เยว่หานจะเป็นม่าย แต่ในมือของนางต้องมีเงิน
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น เอาแค่เรื่องที่ตวนอู่และจงชิวที่มาส่งนางที่หมู่บ้านจางหนิง ลักษณะท่าทางเช่นนั้นเขาไม่เชื่อว่าจะเป็นเพียงคนงานธรรมดา ๆ ในโรงเตี๊ยม
หลายปีก่อน เขาเคยศึกษาอยู่ในสำนักศึกษาของอำเภออยู่สองสามปี จึงพอรู้จักโรงเตี๊ยมเยวี่ยไหลอยู่บ้าง เพียงแต่แขกที่เข้าออกโรงเตี๊ยมเยวี่ยไหลล้วนเป็นเจ้าหน้าที่และขุนนางระดับสูง สามัญชนคนธรรมดาไม่อาจเข้าไปได้ ด้วยเหตุนี้ในตอนที่ตระกูลต้องการจะตั้งตนเป็นศัตรูกับหลี่เยว่หาน อันที่จริงจ้าวโหย่วฝูก็กล่าวโน้มน้าวพวกเขาไปแล้ว
รวมถึงในเวลาต่อมาเมื่อพี่ชายของเขา จ้าวโหย่วเฉียนมาพ่นวาจาสกปรกที่หน้าบ้านหลี่เยว่หาน จ้าวโหย่วฝูเองก็ปฏิเสธ ทว่าไม่สามารถทนต่อการทุบตีดุด่าของจ้าวต้าเป่าได้ ในท้ายที่สุดจึงจำต้องมา
แม้จะบอกว่ามีเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับแม่ม่ายในชนบทที่แพร่สะพัดไปมาอยู่มาก แต่ก็ล้วนแล้วแต่ไม่มีเรื่องที่น่ารังเกียจและโจ้งแจ้งเท่าที่จ้าวโหย่วเฉียน พี่ชายของเขาพูด
เขาและจ้าวโหย่วเฉียนต่างก็ต้องสร้างครอบครัวของตัวเอง ไม่ช้าก็เร็วจะต้องแยกบ้านกับจ้าวต้าเป่า และน้องสาวอย่างจ้าวซินเอ๋อร์นั้นได้รับการสนับสนุนจากจ้าวโหย่วฝูมาแต่เดิมแล้ว เพราะในสิบลี้แปดหมู่บ้านนี้ นางคือสตรีที่เติบโตมาอย่างงดงามมีน้ำมีนวลที่สุดจริง ๆ หากมีคนจากตระกูลร่ำรวยต้องตาและพาตัวไปย่อมเป็นประโยชน์ต่อตระกูลจ้าว
แต่ตอนนี้จ้าวซินเอ๋อร์ถูกหัวหน้าหมู่บ้านและนายท่านเวินสั่งให้กักบริเวณอยู่ที่บ้านเพราะไปกลั่นแกล้งหญิงม่าย เป็นการบอกกลาย ๆ ว่าจ้าวซินเอ๋อร์ไร้ประโยชน์ไปเสียแล้ว
จะมีประโยชน์อะไรหากหน้าตางดงามทว่าไม่มีใครเห็น
จึงเป็นธรรมดาที่หัวใจของจ้าวโหย่วฝูจะเอนเอียง คิดถึงครอบครัวเล็ก ๆ ของตัวเองมากขึ้น
ดังนั้น เมื่อนางเฉาถูกหลี่เยว่หานกล่าวเสียดสี จ้าวโหย่วฝูไม่เพียงแต่ไม่ได้ช่วยนางเฉา แต่ยังยืนดูความสนุกสนานอยู่ข้าง ๆ แทน
หลี่เยว่หานเมื่อเห็นว่านางเฉายืนตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธในขณะที่จ้าวโหย่วฝู ลูกชายคนดีของนางกลับยืนอยู่ข้าง ๆ โดยไม่เอื้อนเอ่ยอะไรออกมาสักคำก็พอเดาความคิดของจ้าวโหย่วฝูออก
หลังจากมองจ้าวโหย่วฝูแล้ว หลี่เยว่หานจึงเดินเข้าประตูไป ก่อนจะปิดประตูโดยไม่ได้พูดอะไรอีก
สิ่งนี้ทำให้นางเฉายิ่งโกรธมากขึ้น “ปิดประตูในเวลากลางวันแสก ๆ! ในหมู่บ้านจางหนิงนี้เจ้าเป็นคนแรกที่ทำแบบนี้! ไม่แน่ว่าคงขายตัวอยู่ข้างในแล้วอับอายกลัวใครมาเจอเข้า!”
เดิมทีนางเฉากำลังจะจากไปหลังจากก่นด่า ใครกันคาดคิดว่าหลี่เยว่หานจะเปิดประตูอีกครั้งและมองนางเฉาด้วยรอยยิ้ม แล้วเอ่ยว่า “ท่านบอกข้ามาสิว่าบ้านของข้าที่ประตูเล็กก็ไม่มี กำแพงรอบบ้านก็สูงกว่าทุกบ้าน หากข้าจะขายตัว แล้วคนที่มาซื้อจะเข้ามาอย่างไร? ไม่แน่ว่าท่านอาจมีประสบการณ์?”
“หานเยว่ นังหญิงแพศยา” นางเฉาสบถด่าพลางยกมือขึ้น
หลี่เยว่หานจงใจหดคอของนางทันทีพร้อมเอ่ยว่า “อ๊ะ ท่านจะตีข้าอีกหรือ? ดูเหมือนว่าที่อำเภอไม่ได้ให้ความรู้แก่ท่านเท่าที่ควรนะ”
ทันทีที่ได้ยินหลี่เยว่หานพูดถึงอำเภอ นางเฉาก็หวนนึกขึ้นมาได้ทันทีว่านางต้องทนทุกข์ทรมานมากแค่ไหนหลังจากที่นางถูกรวบตัวไปเมื่อครั้งที่แล้ว
ในเวลานี้จะเดินหน้าก็ไม่ได้ จะถอยหลังก็ไปได้ หญิงชราหันศีรษะไปเห็นจ้าวโหย่วฝูซึ่งยืนนิ่งชมเหตุการณ์ตรงหน้า ฝ่ามือของนางเฉาจึงลอยเข้าไปประทับอยู่บนใบหน้าของจ้าวโหย่วฝู “มีลูกชายคนใดทำตัวแบบเจ้าบ้าง! แม่ของเจ้ากำลังถูกคนถอนหงอก ถูกข่มเหงรังแก เจ้าก็ยังยืนดูด้วยความสนุกอยู่ได้!”
จ้าวโหย่วฝูที่ถูกตบเข้าดื้อ ๆ ก็รู้สึกคับข้องใจขึ้นมาไม่น้อย เขาจึงหันหลังเดินกลับบ้านไปโดยไม่ปริปากเอ่ยคำใด
“จ้าวโหย่วฝู! แม่พูดกับเจ้าอยู่ ได้ยินหรือไม่!” ใบหน้าของนางเฉาพลันแปรเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำด้วยความโกรธ
“ไม่ได้ยิน” จ้าวโหย่วฝูเอ่ยตอบแบบสนใจแค่เรื่องของตัวเองในขณะที่เขาเดินจากไป เมื่อกล่าวเสร็จแล้ว เขาก็รีบวิ่งออกไปด้วยความรวดเร็ว
คนที่เห็นเหตุการณ์ต่างพากันหัวเราะกับฉากนี้เสียยกใหญ่
สีหน้าของนางเฉาทั้งเขียวคล้ำและแดงก่ำ เป็นที่น่าขบขันไม่น้อย
หลี่เยว่หานซึ่งพบเจอกับพฤติกรรมยั่วยุของคนในครอบครัวของนางเฉาที่หน้าบ้านอยู่บ่อยครั้งจนเคยชิน มาตอนนี้เมื่อเห็นว่าจ้าวโหย่วฝูทิ้งนางเฉาไว้ข้างหลังก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเช่นกัน
ทว่าหลังจากหัวเราะแล้ว หลี่เยว่หานก็ยังคงปิดประตูใส่อีกครั้ง
ในช่วงที่เหยียนจื่อเซียงอาศัยอยู่ที่บ้านของนางนี้ มีคนไม่น้อยที่คอยจับตาดูในบ้าน ทุกคนล้วนคิดว่าคุณหนูใหญ่เหยียนจื่อเซียงนั้นนำของดี ๆ มาให้หลี่เยว่หานเป็นจำนวนมาก คนที่เป็นห่วงเป็นใยคิดถึงนางจึงมีอยู่ค่อนข้างมาก
แม้ว่าเหยียนจื่อเซียงจ่ายเพียงค่าเช่าให้หลี่เยว่หานตามที่นางต้องการ ทว่าก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีเหล้าองุ่นที่เพิ่งกลั่นอย่างดีหลายไหอยู่ในห้องผักของหลี่เยว่หาน ทั้งยังมีน้ำส้มสายชูขาวไหใหญ่อีกด้วย
สิ่งเหล่านี้เมื่อหยิบนำออกมานั้นราคาสูงเสียดฟ้า หลี่เยว่หานไม่ต้องการให้คนอื่นมาให้ความสนใจกับสิ่งของของตัวเอง
โชคดีที่แม้ว่าเหยียนจื่อเซียงจะเป็นคุณหนูจากตระกูลร่ำรวย แต่ท้ายที่สุดแล้ว บัณฑิตชนชั้นนำ กสิกร กรรมกร และพ่อค้าวาณิชย์ เงินทองตกคืนสู่คนร่ำรวย ส่วนคนทำมาค้าขายก็ยังถูกดูหมิ่นอยู่เบื้องล่าง ทุกคนรอบตัวจึงคิดว่าเหยียนจื่อเซียงนำเสื้อผ้าสิ่งทอชั้นดีจากร้านขายผ้าของครอบครัวมาให้หลี่เยว่หานเท่านั้น ไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่นนัก
“ท่านแม่ วันนี้ยังไปไร่องุ่นหรือไม่?” ทันทีที่หลี่เยว่หานปิดประตู หลิงซีตัวน้อยซึ่งอยู่อีกด้านก็วิ่งเข้ามากอดขาของหลี่เยว่หาน
หลี่เยว่หานก้มลงและอุ้มเด็กหญิงตัวน้อยขึ้นมาแล้วกล่าวว่า “ไปสิ พี่ชายของเจ้ายังเล่นกับลูกหมาป่าอยู่ในไร่องุ่นอยู่เลย พวกเราเองก็ต้องไปดูสักหน่อยไม่ใช่หรือ”
นับตั้งแต่มู่ชวนนำลูกหมาป่าออกมาจากพื้นที่หลิงฉวน เขาก็ออกไปเที่ยวเล่นกับลูกหมาป่าตลอดทั้งวัน เดิมทีหลี่เยว่หานต้องการทำรังลูกหมาป่าไว้ในไร่องุ่น แต่พูดอย่างไรมู่ชวนก็ไม่ยอม ด้วยลูกหมาป่ายังเด็กเกินไปที่จะถูกทิ้งไว้ตามลำพังในไร่
“เจ้าค่ะ เช่นนั้นหลังกินข้าวเสร็จ พวกเราไปหาพี่ชายและเล่นกับต้าไป๋กัน!” หลิงซีกอดคอของหลี่เยว่หานอย่างเชื่อฟัง ชื่อของลูกหมาป่านี้หลิงซีเป็นคนตั้ง ด้วยเพราะมันมีปอยขนสีขาวขนาดใหญ่อยู่บนหัว หลิงซีจึงตั้งชื่อให้มันว่าต้าไป๋
แต่ในตอนที่หลี่เยว่หานเห็นลูกหมาป่าครั้งแรก เธอมักจะรู้สึกเสมอว่าปอยขนสีขาวขนาดใหญ่นี้ดูเหมือนลูกหมาป่าหนุ่มที่หัวล้าน
หลังจากทานอาหารแล้ว หลี่เยว่หานก็นำกล่องข้าวมาสองกล่อง กล่องหนึ่งเตรียมไว้สำหรับมู่ชวน ส่วนอีกกล่องนางไม่ได้เตรียมอย่างพิถีพิถันอะไรนัก เพียงใส่เนื้อสดและกระดูกที่ไม่ได้นำมาทำอาหารลงไปจนเต็ม จากนั้นสองแม่ลูกก็เดินจูงมือกันออกจากบ้านไป
ณ ไร่องุ่น
แม้ว่ามู่ชวนจะพาลูกหมาป่าออกไปเฝ้าไร่องุ่นทุกวันหลังอาหารเช้า แต่เขาก็ไม่ลืมที่จะนำตำราติดตัวมาด้วยสองสามเล่มเพื่อมาเติมความรู้ของตน
ต้าไป๋กำลังวิ่งไปมารอบ ๆ ทุ่งองุ่น เขาจึงหาที่ร่มเพื่ออ่านตำรา
“พี่ พี่ พี่ พี่ชาย” ไกลออกไป หลิงซียกแขนสั้นป้อมโบกทักทายเขา
เมื่อได้ยินเสียงของหลิงซี มู่ชวนก็วางตำราในมือลง ก่อนที่จะได้ตอบโต้อะไร ต้าไป๋ก็ราวกับลมสลาตัน เพียงเสียง “ชัวะ” มันก็พุ่งมาจากด้านหลังแสนไกลไปอยู่ข้าง ๆ หลี่เยว่หาน จากนั้นจึงวนเวียนอยู่รอบ ๆ นาง