ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 253 แตงโม?
บทที่ 253 แตงโม?
“ต้าไป๋ ต้าไป๋!” ในใจของหลิงซีนั้นชอบเจ้าลูกหมาป่าน้อยอย่างยิ่ง ดังนั้นทันทีที่ต้าไป๋เข้ามาหา หลิงซีก็รีบลงมาจากอ้อมแขนของหลี่เยว่หาน แล้วคว้าเข้าที่ปลอกคอที่ทำมาจากหนังวัวของต้าไป๋ ปลอกคอนี้หลี่เยว่หานเป็นคนทำให้ ก่อนจะพยายามออกแรงดึงมันไปทางมู่ชวน “เจ้าต้องชอบข้ามากที่สุดเท่านั้น ท่านแม่กับพี่ชายของข้าก็ต้องรักข้ามากที่สุดเช่นกัน!”
เมื่อได้ยิน หลี่เยว่หานก็อดหัวเราะไม่ได้ “หลิงตังน้อย ต้าไป๋เพียงหิวโหยและได้กลิ่นของกระดูกเข้า มันยังคงชอบเจ้ามากที่สุด”
ราวกับว่ามันเข้าใจคำพูดของหลี่เยว่หาน ต้าไป๋พลันหันหัวไปถูกับหลิงซีเบา ๆ เพื่อแสดงความสนิทสนมคุ้นเคย
ในเวลานี้ มู่ชวนก็เดินเข้ามา ใบหน้าของเด็กชายวัยใกล้แตกหนุ่มแดงก่ำท่ามกลางแสงแดดอันร้อนระอุ แม้เขาจะอายุเพียงเจ็ดขวบ แต่ใบหน้านั้นเรียบนิ่ง ทั้งยังดูจริงจังอยู่เสมอ
“ท่านแม่ น้องสาว” มู่ชวนทักทายหลี่เยว่หานกับหลิงซีก่อน แล้วเอ่ยสั่งต้าไป๋ว่าไม่ให้ไปกวนหลิงซี ต้าไป๋แม้จะยังเด็กอยู่ ทว่ามันก็ได้รับการฝึกฝนจากมู่ชวนให้เชื่อฟังอย่างมาก เจ้าขนปุยกะพริบตา ก่อนจะถอยกลับไปด้านข้างอย่างว่านอนสอนง่ายแล้วนั่งลง
“ไปเถอะ พวกเราไปคุยกันในที่ร่ม ๆ กัน ช่วงนี้แดดแรงนัก ระวังลมแดดด้วย” หลี่เยว่หานเอ่ยพลางโน้มตัวลงไปอุ้มหลิงซี แต่มู่ชวนหยุดนางไว้
“ท่านแม่ น้องสาวของข้าเองอายุสี่ขวบแล้ว จะตามใจนางตลอดไม่ได้ หนทางนี่ก็ไม่ได้ไกลอะไร ให้นางเดินไปเองเถอะขอรับ” หลังจากกล่าวจบ มู่ชวนจึงเอ่ยเรียกต้าไป๋ ดวงตาของลูกหมาป่าเป็นประกาย มู่ชวนไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำใด เด็กชายเพียงหยิบกล่องอาหารที่อยู่ในมือของหลี่เยว่หานมาถือไว้เอง
หลังจากนั้น มู่ชวนก็จับมือของหลิงตังและหลี่เยว่หาน แล้วค่อย ๆ เดินตามหลังต้าไป๋ไปยังใต้ต้นไม้
เมื่อเห็นดังนี้ หลี่เยว่หานพลันทำตัวไม่ถูก
แม้ว่ามู่ชวนจะอายุยังน้อย ทว่าจิตใจของเขานั้นลึกซึ้งขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อมองจากลักษณะท่าทางของเขาในตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าเขามองตัวเองเป็นเด็กผู้ชายคนเดียวในบ้าน จึงต้องการทำตัวให้เป็นเสาหลักของครอบครัว ในขณะที่จับมือน้องสาวและนาง เด็กชายก็ไม่ลืมเอ่ยเตือนให้พวกนางเดินอย่างระมัดระวัง
เมื่อเดินถึงที่ร่มใต้ต้นไม้ ต้าไป๋ก็นั่งรออยู่ข้าง ๆ อย่างตื่นเต้นแล้ว
หลี่เยว่หานปล่อยให้มู่ชวนพาหลิงซีนั่งลงก่อน จากนั้นนางจึงหยิบอาหารออกมาจากปิ่นโต
แน่นอนว่าด้านบนเป็นกล่องข้าวของมู่ชวน ส่วนด้านล่างมีชามดินเผาที่เต็มไปด้วยกระดูกและเนื้อสดอยู่เต็มชาม ทำเอาต้าไป๋น้ำลายสอ
“มู่ชวน ต้าไป๋ไม่กล้ากินหากเจ้าไม่สั่ง” หลี่เยว่หานเห็นว่าแม้นางจะวางชามดินเผาไว้ตรงหน้าต้าไป๋แล้ว แต่มันกลับยังนั่งนิ่งไม่กิน หญิงสาวจึงเอ่ยบอกมู่ชวนซึ่งกำลังกินข้าวอย่างช้า ๆ อยู่ข้าง ๆ นางอย่างจนปัญญา
หลังจากได้ยินถ้อยคำของหลี่เยว่หาน มู่ชวนก็เงยหน้าขึ้นมองต้าไป๋ก่อนจะพยักหน้าแล้วพูดว่า “อยากกินก็ได้ แต่ต้องกินช้า ๆ ถ้าเจ้ากินกระดูกหมดก่อนที่ข้าจะกินข้าวเสร็จ พรุ่งนี้เจ้าจะไม่ได้รับอนุญาตให้กินอีก”
หลี่เยว่หานอดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมา เด็กคนนี้ฝึกต้าไป๋ด้วยวิธีการเดียวกันกับการฝึกสุนัขเชียว
สายลมฤดูร้อนพัดผ่านมา กลิ่นของหญ้าที่ถูกแสงแดดสาดส่องจึงฟุ้งกระจาย หลี่เยว่หานมองไปมู่ชวนซึ่งกำลังรับประทานอาหารอย่างสุภาพเรียบร้อย จากนั้นมองไปยังต้าไป๋ซึ่งพยายามควบคุมตัวเองอย่างดีที่สุดในการค่อย ๆ กินกระดูกอย่างช้า ๆ ก่อนที่หญิงสาวจะเอ่ยขึ้น “มู่ชวน อยากไปร่ำเรียนที่สำนักศึกษาของอำเภอไหม?”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ มู่ชวนก็เงยหน้าขึ้นมองหลี่เยว่หาน เมื่อกลืนข้าวลงคอแล้วก็กล่าวว่า “คราวก่อนที่ข้าไปในอำเภอกับท่านแม่ ข้าแอบไปที่สำนักศึกษาและฟังสิ่งที่พวกเขาสอนอยู่สักพัก ข้ารู้สึกว่าสิ่งที่พวกเขาสอนไม่ดีเท่าที่อาจารย์หลี่สอนจึงไม่อยากไปขอรับ”
“แล้วเจ้าวางแผนไว้อย่างไรบ้าง?” แม้ว่าเมิ่งฉีฮ่วนบอกว่าจะมารับพวกนางไปยังเมืองหลวงหลังฤดูร้อนผ่านพ้นไป ทว่าตามสัญชาตญาณของหลี่เยว่หานแล้ว นางยังไม่อยากให้มู่ชวนและหลิงซีเปิดเผยตัวตนต่อหน้าผู้คนเร็วเช่นนี้ ด้วยเหตุนี้นางจึงวางแผนจะอยู่ที่หมู่บ้านเจียงหนิงไปอีกสองปี
“ข้าสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง” มู่ชวนกล่าวพลางมองไปยังต้าไป๋ เมื่อเห็นว่ามู่ชวนวางตะเกียบลงแล้ว ต้าไป๋ก็หยุดตัวเองเช่นกัน มีเพียงปากที่ยังคงงับกระดูกอยู่พร้อมกับน้ำลายที่หยดติ๋ง ๆ “พี่ตวนอู่และพี่จงชิวจะนำตำรามาให้ข้าทุกครั้งที่มาที่นี่ ท่านอาเวินเองก็เช่นกัน ข้าสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองจากการอ่านตำราขอรับ”
“แล้วถ้ามีอะไรที่ไม่เข้าใจล่ะ?” หลี่เยว่หานถามอีกครั้ง
“ในส่วนที่ไม่เข้าใจ ข้าจะเขียนเอาไว้ เมื่อท่านอาเวินมาที่นี่ ข้าก็จะขอให้ท่านอาอธิบายให้ฟัง” มู่ชวนเอ่ยอย่างจริงจัง “ถึงแม้ท่านอาเวินจะทึ่มทื่อไร้ความสามารถเมื่อเทียบกับท่านอาเมิ่ง แต่ตอนนี้เขาก็ยังพอที่จะสอนข้าได้ วิชาความรู้ของเขาอาจไม่มากเท่าอาจารย์หลี่ ทว่าก็ดีกว่าอาจารย์ที่สำนักศึกษาของอำเภอไม่น้อย”
หลังจากได้ยินคำพูดเหล่านี้จากมู่ชวน หลี่เยว่หานไม่รู้จริง ๆ ว่ามู่ชวนกล่าวชมเชยเวินเทียนเหล่ยหรือดูถูกเขากันแน่ หญิงสาวจึงทำได้เพียงหัวเราะเบา ๆ และปล่อยให้มู่ชวนกินข้าวต่อ
ทันทีที่เข้าสู่คิมหันต์ องุ่นก็เริ่มออกผล และด้วยการดูแลประคบประหงมของหลี่เยว่หานจึงทำให้มีองุ่นบางส่วนเริ่มสุกแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น หลี่เยว่หานยังใช้น้ำผสมกับน้ำพุจิตวิญญาณเพื่อเร่งการสุกขององุ่น ดังนั้นจึงไม่มีแมลงศัตรูพืช ทั้งยังอาจกล่าวได้ว่าคุณภาพขององุ่นนั้นยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง
เมื่อถึงเวลานั้น ไม่เพียงแต่จะสามารถผลิตเหล้าองุ่นชั้นดีได้มากขึ้น แต่พวกเขายังสามารถส่งเหล้าองุ่นบางส่วนไปให้เมิ่งฉีฮ่วนที่เมืองหลวงได้อีกด้วย
เมื่อนึกถึงเมิ่งฉีฮ่วน หลี่เยว่หานก็อดไม่ได้ที่จะหวนนึกถึงวันเหล่านั้นในเมืองหลวงอีกครั้งพร้อมกับใบหน้าขึ้นสีอย่างเงียบ ๆ
“พี่ชาย” หลิงซีเขยิบตัวเข้าไปหามู่ชวนอย่างเงียบ ๆ แล้วพูดว่า “ท่านแม่หน้าแดง คงจะคิดถึงท่านอาเป็นแน่”
“ดื่มน้ำไหม?” มู่ชวนรู้ว่าหลิงซีฉลาด แต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยตอบอะไรน้องสาว เพียงหยิบกระบอกน้ำของตัวเองขึ้นมาแล้วยื่นให้หลิงซี
“ดื่ม!” หลิงซีแท้จริงแล้วก็เป็นแค่เด็กน้อย แม้ว่านางจะถูกอุ้มไว้ในอ้อมแขนของหลี่เยว่หานตลอดทาง แต่ด้วยแสงแดดอันร้อนระอุถึงเพียงนี้ นางย่อมกระหายน้ำแล้วเช่นกัน
“มู่โทว เจ้าอยู่ที่นี่ คอยดูน้องสาวของเจ้าไว้ แม่จะไปดูในไร่องุ่นเสียหน่อย” สายตาของหลี่เยว่หานเฉียบคม ทำให้สังเกตเห็นทันทีว่าเมล็ดพันธุ์ที่เวินเทียนเหล่ยทิ้งไว้ให้หลี่เยว่หานปลูกในไร่องุ่นก่อนหน้านี้นั้นออกผลแล้ว นางจึงเอ่ยกำชับเด็ก ๆ ก่อนจะลุกขึ้นไปดู
ไม่ดูก็ไม่รู้ ในแวบแรกที่เห็น หญิงสาวพลันตกใจเมื่อพบว่าเมล็ดพืชที่เวินเทียนเหล่ยมอบให้เธอนั้นเป็นเมล็ดแตงโมจริง ๆ! และเมื่อพิจารณาจากสีและรูปร่างของแตงโมลูกนี้แล้ว ไม่ใช่เพียงแตงโมธรรมดา แต่เป็นแตงโมพันธุ์เหม่ยเหรินที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าในศตวรรษที่ 21!
แตงโมพันธุ์เหม่ยเหรินมีเปลือกสีเข้มกว่าแตงโมทั่วไป รูปทรงไม่กลม แต่เป็นทรงรี ลวดลายบนเปลือกยังไม่ชัดเจนนัก เพราะแตงโมพันธุ์เหม่ยเหรินที่อยู่ตรงหน้านั้นยังไม่สุก ลูกจึงยังเล็กอยู่ แม้แตงโมพันธุ์เหม่ยเหรินที่สุกจะไม่ใหญ่มาก แต่ก็มีความหวานมากกว่าแตงโมธรรมดาหลายเท่า
“ท่านแม่ นี่ใช่แตงโมหรือไม่?” มู่ชวนกินข้าวเสร็จแล้วและเห็นว่าหลี่เยว่หานยังคงวนเวียนอยู่ในไร่องุ่น เขาจึงเก็บกล่องอาหารและให้ต้าไป๋เล่นกับหลิงซี ในขณะที่ตัวเขาเองเข้ามาหาหลี่เยว่หานในไร่ “ข้าได้ยินมาว่าแตงโมนั้นล้ำค่านัก ท่านอาเวินไปเอาเมล็ดแตงโมมาจากไหน?”
“นี่คือแตงโมพันธุ์เหม่ยเหริน” หลี่เยว่หานเอ่ยพร้อมนั่งยองลงเพื่อให้ความรู้แก่มู่ชวน “แตงโมธรรมดามีขนาดใหญ่และมีรูปร่างใกล้เคียงกับทรงกลม แต่แตงโมพันธุ์เหม่ยเหรินมีขนาดเล็กกว่า มีรูปร่างเป็นทรงรี และมีเปลือกสีเขียวเข้ม ต่างจากแตงโมทั่วไปตรงที่มีลวดลายที่แตกต่างกัน”
“แตงโมพันธุ์เหม่ยเหรินมีราคาหรือไม่ขอรับ?” ไม่มีใครรู้ว่าเขาได้รับอิทธิพลจากหลี่เยว่หานหรือไม่ แต่นี่คือสิ่งแรกที่แวบเข้ามาในความคิดของมู่ชวน
“ก็” หลี่เยว่หานเงียบไปครู่หนึ่งแล้วหันหน้าไปมองมู่ชวน “แตงโมธรรมดาราคาเท่าไหร่?”