ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 254 แตงโมพันธุ์เหม่ยเหรินอันโอชะและหวานฉ่ำ
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 254 แตงโมพันธุ์เหม่ยเหรินอันโอชะและหวานฉ่ำ
บทที่ 254 แตงโมพันธุ์เหม่ยเหรินอันโอชะและหวานฉ่ำ
“แตงโมนั้นเป็นของที่กินกันในหมู่ชนชั้นสูง ด้วยเพราะมีแมลงศัตรูพืชจำนวนมาก อัตราการการปลูกให้รอดจึงค่อนข้างต่ำ ทั้งยังเป็นของหายากมากพอที่จะกักตุนเอาไว้เก็งกำไรได้ ด้วยเหตุนี้แตงโมจึงมีราคาแพงมาก หากลองกะขนาดคร่าว ๆ แตงโมลูกเล็กก็มีขนาดราว ๆ นี้” มู่ชวนกล่าวพร้อมกางมือออกเพื่อให้เห็นภาพเปรียบเทียบขนาดที่เล็กกว่าลูกฟุตบอล “แตงโมลูกเล็ก ๆ ก็ราคาลูกละห้าตำลึงเงินแล้วขอรับ ยิ่งลูกใหญ่ ราคาก็ยิ่งสูงขึ้น ถ้ามีแตงโมที่ลูกใหญ่ขนาดที่หลิงซีต้องกอดเอาไว้เต็มอ้อมแขน อาจลูกละห้าสิบตำลึงเงินก็เป็นได้”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลี่เยว่หานก็ตกใจจนเกือบจะพูดไม่ออก “แตงโมแพงมากขนาดนี้เชียวหรือ?”
“ขอรับ ข้าได้ยินมาว่าแตงโมนั้นมีเฉพาะทางตะวันตกจึงเป็นของหายากมากพอที่จะกักตุนเอาไว้เก็งกำไร อีกทั้งแตงโมที่ยังไม่ได้ผ่าก็สามารถเก็บรักษาไว้ให้คงสภาพเดิมได้ ดังนั้นเมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูร้อน บ้านไหนที่มีแตงโมเก็บตุนไว้แล้วสามารถนำมาต้อนรับแขกได้นับว่าเป็นหน้าเป็นตาอย่างยิ่ง”
“เช่นนี้นี่เอง” หลี่เยว่หานมองดูแตงโมพันธุ์เหม่ยเหรินตรงหน้าซึ่งยังเป็นแตงอ่อนอยู่ แล้วเอ่ยต่อ “เจ้าเคยกินแตงโมหรือไม่?”
“เคยขอรับ” มู่ชวนพยักหน้า ในเวลานั้นที่เขายังอยู่ที่ตำหนักองค์รัชทายาท แม้ว่าเขาจะยังเด็ก แต่ก็เคยเห็นสิ่งของล้ำค่ามาไม่น้อย “มันชุ่มฉ่ำ มีน้ำมาก ดับกระหายและคลายร้อนได้ดี เพียงแต่รสชาตินั้นจืดชืดไปเสียหน่อย”
“ไม่หวานหรือ?” หลี่เยว่หานถามอีกครั้ง
“หวานนิดหน่อย ไม่ได้หวานมากขอรับ” มู่ชวนรำลึกถึงความทรงจำอย่างละเอียดรอบคอบแล้วเอ่ยตอบหลี่เยว่หาน
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานจึงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ “ถ้าอย่างนั้นแตงโมของพวกเรานี้คงขายดีได้เงินเป็นกอบเป็นกำ!”
“ท่านอา ข้าเห็นว่าแตงของเรามีขนาดเล็ก ทั้งยังมีรูปทรงน่าเกลียด ไม่กลมสวย น่าจะไม่ควรนำไปขายนะขอรับ” ในยามนี้ไม่มีใครอยู่แถวนี้ มู่ชวนจึงเรียกขานหลี่เยว่หานอย่างไม่ระวังนัก
“แตงโมของเราแตกต่างจากแตงโมทั่ว ๆ ไป ด้วยเป็นสายพันธุ์ที่กลายพันธุ์มา เรียกว่าแตงโมพันธุ์เหม่ยเหริน ไม่ต้องพูดถึงเปลือกที่บางของมัน เมื่อสุกพอกินแล้วเปลือกนั้นจะน้อยมาก ทั้งยังหวานมากอีกด้วย!” หลี่เยว่หานเอ่ยพลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ โดยไม่คาดคิดว่านางจะเห็นแตงโมพันธุ์เหม่ยเหรินที่สุกและแก่พอกินแล้วจริง ๆ หญิงสาวรีบไปหยิบแตงโมมาอย่างไม่ลังเล
ไม่รอให้มู่ชวนได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด หลี่เยว่หานก็หยิบแตงโมขึ้นมาก่อนจะกระแทกมันลงบนพื้นสองสามครั้ง เมื่อแตงโมพันธุ์เหม่ยเหรินแตกออกจากกัน หลี่เยว่หานก็ยื่นมันให้มู่ชวน แล้วกล่าวว่า “เจ้าลองชิมดู”
มู่ชวนยังคงจมอยู่กับเรื่องที่ว่าแตงโมที่พวกเขาปลูกนั้นเป็นแตงโมกลายพันธุ์ แตกต่างจากแตงโมธรรมดาทั่วไป และในขณะที่เขากำลังคำนวณอยู่ในใจว่าจะทำเงินได้มากเพียงไร หลี่เยว่หานก็ไปหยิบแตงโมมาอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงทุบมันให้แตก แล้วยื่นมาให้เขา ทำให้เด็กชายสับสนงุนงงอยู่ชั่วครู่
“รับไปเร็ว!” หลี่เยว่หานเอ่ยพร้อมยิ้มกว้าง “ลองชิมดูสิว่ามันหวานกว่าแตงโมทั้งหมดที่เจ้าเคยกินมาหรือเปล่า”
เมื่อได้ยินถ้อยคำของหลี่เยว่หาน มู่ชวนก้มศีรษะมองไป และก็เป็นดั่งที่หลี่เยว่หานกล่าวบอก เปลือกแตงโมนั้นบางมากและเนื้อที่อยู่ตรงกลางก็เป็นสีแดงฉ่ำน่ารับประทาน ซึ่งมาพร้อมด้วยกลิ่นหอมหวานที่ลอยฟุ้งตรงเข้าจมูก
มู่ชวนหักออกมาส่วนหนึ่งแล้วนำเข้าปาก ก่อนที่ดวงตาของเด็กชายจะเบิกกว้างขึ้นโดยพลัน “โอ้! หวานมาก! หวานยิ่งกว่าน้ำตาลเสียอีก!”
“ถูกต้องแล้ว!” หลี่เยว่หานลูบหัวของมู่ชวนอย่างมีความสุข แล้วจึงลุกขึ้นยืนพร้อมหยิบแตงโมอีกครึ่งหนึ่งไปให้หลิงซีที่กำลังเล่นกับต้าไป๋ เด็กหญิงตัวน้อยไม่อาจหยุดกินได้หลังจากได้ลองลิ้มรส
เพียงแต่ว่าไม่ได้ตัดแบ่งมันให้ดีนัก หลี่เยว่หานจึงทำได้เพียงเทน้ำจากกระบอกน้ำของมู่ชวนเพื่อล้างช้อนที่มู่ชวนเพิ่งใช้กินข้าวมาให้เด็กหญิงตัวน้อยใช้ตักแตงโม
ส่วนของมู่ชวนนั้นไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้ หลังจากที่เขาเดินตามหลังหลี่เยว่หานกลับมายังใต้ร่มไม้ เขาก็หักแบ่งแตงโมในมือออกเป็นสองซีกอีกครั้ง แล้วยื่นมาให้หลี่เยว่หานหนึ่งซีก
หลี่เยว่หานเองไม่ปฏิเสธ นั่งกินแตงโมกับเด็ก ๆ ทั้งสองคนอย่างเอร็ดอร่อย
ดวงตากลมของเจ้าหมาป่าต้าไป๋จ้องมองมาจากอีกฝั่งหนึ่ง มู่ชวนจึงหักแตงโมแบ่งให้มันเล็กน้อย สวรรค์! ต้าไป๋ถึงกับกินเปลือกแตงโมไปด้วย พร้อมกับกระดิกหางอย่างมีความสุข
กล่าวกันว่าปกติแล้วหมาป่าไม่กระดิกหาง ในช่วงระยะนี้ ต้าไป๋ติดตามมู่ชวนไปจึงได้รู้จักกับสุนัขหลายตัวในหมู่บ้าน และแม้ว่าหางของมันจะไม่สามารถตั้งตระหง่านขึ้นมาได้ ทว่าเจ้าหมาป่าก็ยังคงกระดิกหางอย่างร่าเริง
เนื่องจากหลี่เยว่หานรู้ว่าเมล็ดพืชที่เวินเทียนเหล่ยทิ้งไว้ให้นั้นคือแตงโมพันธุ์เหม่ยเหริน รวมถึงได้รู้จากมู่ชวนว่าแตงโมเป็นของหายากในยุคนี้ หลี่เยว่ไหนเลยจะกล้าชักช้า หลังจากที่เด็ก ๆ กินแตงโมหมดและล้างมือเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวก็ตักน้ำพุจิตวิญญาณออกมาจากพื้นที่หลิงฉวนหนึ่งชาม แล้วนำไปรดให้ต้นกล้าแตงโมเหล่านั้นทีละน้อย
โดยไม่ต้องกังวลว่าการรดน้ำในตอนเที่ยงจะทำให้ต้นกล้าแตงโมเสียหาย เพราะนี่คือน้ำพุจิตวิญญาณ
เมื่อนึกถึงจุดนี้ หลี่เยว่หานพลันหวนนึกขึ้นได้ว่าในตอนแรกที่นางลงเมล็ดพันธุ์ เหมือนว่านางจะใช้น้ำเปล่าซึ่งผสมด้วยน้ำพุจิตวิญญาณเจือจางที่ใช้ในการรดเถาองุ่นมารดเมล็ดแตงโมเหล่านี้
หรือว่าเมล็ดที่เวินเทียนเหล่ยนำมาให้นั้นเป็นเพียงเมล็ดแตงโมธรรมดา ไม่ใช่เมล็ดแตงโมพันธุ์เหม่ยเหริน?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หลี่เยว่หานก็คิดบางอย่างขึ้นมาโดยพลัน
เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่เยว่หานมาที่ไร่องุ่นและพบว่ามีแตงโมพันธุ์เหม่ยเหรินอีกลูกที่สุกในชั่วข้ามคืน นางจึงเก็บมันกลับบ้าน
เมื่อวานนี้ก่อนที่เหยียนจื่อเซียงจะออกเดินทางกลับไปยังอำเภอหวาซี หลี่เยว่หานขอให้นางช่วยนำถ้อยคำไปกล่าวบอกท่านกวนแห่งหอสุรามัจฉาโดยให้บอกเวินเทียนเหล่ยว่าให้มารับเหล้าองุ่น ดังนั้นเวินเทียนเหล่ยน่าจะมาที่นี่ในวันนี้ เพียงแต่ว่าในเวลานั้นนางไม่ทันสังเกตเห็นสมบัติล้ำคาอย่างแตงโมพันธุ์เหม่ยเหรินนี้
หลังจากรออยู่ที่บ้านจนเกือบเที่ยง เวินเทียนเหล่ยที่หลี่เยว่หานเฝ้ารอก็มาดั่งคาด
“เหล้าองุ่นครานี้ดูเหมือนจะรสชาติดีกว่าคราที่แล้วเสียอีก!” หลังจากที่เวินเทียนเหล่ยลิ้มรสเหล้าองุ่นในถ้ำเก็บผัก เขาก็จะพยักหน้าพร้อมเอ่ยชม “เหล้าองุ่นคราที่แล้วนั้นขายได้ในราคาสูงลิ่ว”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ คิ้วของหลี่เยว่หานก็กระตุก “เจ้าขายให้พี่น้องของเจ้าใช่หรือไม่?”
“…” เวินเทียนเหล่ยไม่คาดคิดว่าหลี่เยว่หานจะคาดเดาได้ทันที สีหน้าของชายหนุ่มจึงฉายแววเก้อเขินขึ้นมา “เจ้ารู้ได้อย่างไร”
“เจ้ากลับอำเภอหวาซีมานานถึงเพียงนี้ ทั้งยังพักอยู่ที่หอสุรามัจฉามาโดยตลอด ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการไปปรากฏตัวในร้านรวงของตัวเอง แม้แต่ข่าวว่าเจ้ากลับมายังไม่มีหลุดรอดไปเลยเสียด้วยซ้ำ เจ้าคิดว่าข้าจะไม่รู้แผนการของเจ้างั้นหรือ?” เมื่อเอ่ยจบ หลี่เยว่หานก็ยกยิ้มพลางแบมือไปทางเวินเทียนเหล่ย “เงินปันผลเล่า”
“ผู้หญิงเช่นเจ้านี่นะ ในสายตามีแต่เงิน!” แม้ว่าเวินเทียนเหล่ยจะพูดอย่างนั้นกับนาง ทว่าเขาก็หยิบตั๋วเงินออกมาจากสาบเสื้ออย่างว่าง่าย “ข้าขายเหล้าองุ่นนั้นในราคาห้าพันตำลึงเงิน นี่คือตั๋วเงินจำนวนสองพันห้าร้อยตำลึงเงินตามข้อตกลงของเรา เจ้าเก็บไว้ให้ดี”
ได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็มองไปยังตั๋วเงินในมือ
เป็นตั๋วเงินจำนวนหนึ่งพันตำลึงเงินสองใบและห้าร้อยตำลึงเงินหนึ่งใบ
หลี่เยว่หานดึงเงินหนึ่งพันตำลึงยื่นคืนให้เวินเทียนเหล่ยโดยแทบไม่ได้คิด “ในตอนที่เจ้าซื้อเหล้าองุ่นไป เจ้าได้จ่ายเงินล่วงหน้ามาแล้วหนึ่งพันตำลึงเงิน ส่วนของข้าควรเป็นหนึ่งพันห้าร้อยตำลึงเงิน”
“…” จิตใจของเวินเทียนเหล่ยอดไม่ได้ที่จะรู้สึกแห้งเหี่ยวขึ้นมา นี่เป็นครั้งแรกที่หลี่เยว่หานคืนเงินให้เขา!
“เมล็ดพันธุ์ที่เจ้านำมาเมื่อครั้งที่แล้ว เจ้าไปเอามาจากไหน?” หลี่เยว่หานถามอีกครั้ง
“วันนั้น พ่อค้าชาวตะวันตกคนหนึ่งมาที่หอสุรามัจฉา แล้วไม่มีเงินพอที่จะจ่าย ทำให้ตกอยู่ในสภาวะคับขันอย่างมาก เขาจึงนำเมล็ดพืชนั้นมาแลกกับข้าในราคาหนึ่งร้อยตำลึงเงิน ถ้าไม่ใช่เพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่แปลก หาได้ยาก และเจ้าอาจจะปลูกมันได้ ข้าคงไม่ยอมแลกหนึ่งร้อยตำลึงเงินไปหรอก!”
เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้ หลี่เยว่หานก็ระบายยิ้ม “ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ใช้เงินของเจ้าไปอย่างดีจริง ๆ”
เมื่อเอ่ยจบ หญิงสาวก็ชี้ไปยังแตงโมที่วางอยู่มุมหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “นี่คือแตงโมที่ออกผลมาจากเมล็ดพันธุ์ที่เจ้าซื้อมา เพียงแต่หลังผ่านการดัดแปลงปรับปรุงจากข้า แตงโมนี้จะเรียกว่าแตงโมพันธุ์เหม่ยเหริน”
เมื่อเขาได้ยินคำว่า “แตงโม” ดวงตาของเวินเทียนเหล่ยก็พลันเป็นประกาย แต่เมื่อเขาเห็นว่าจริง ๆ แล้วเป็นเพียงแตงโมสีดำทรงรีลูกไม่ใหญ่นัก ดวงตาของเขาก็มืดมนลงอีกครั้ง “แตงโมลูกเล็กเพียงนี้ย่อมขายไม่ออก”