ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 255 เหยียนจื่อเซียง ‘โง่เง่าเช่นข้า’
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 255 เหยียนจื่อเซียง ‘โง่เง่าเช่นข้า’
บทที่ 255 เหยียนจื่อเซียง ‘โง่เง่าเช่นข้า’
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานไม่ได้เอื้อนเอ่ยอะไร แต่กลับถอยหลังไปสองก้าวแล้วมองเวินเทียนเหล่ยอย่างพิจารณา
จ้องมองจนเวินเทียนเหล่ยทนไม่ไหว ชายหนุ่มจึงเอ่ยหยั่งเชิง “หรือว่า แตงโมนี้มีราคาสูงกว่าแตงโมลูกใหญ่?”
หลี่เยว่หานพยักหน้าตอบกลับ ด้วยท่าทีสงบ
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของนาง เวินเทียนเหล่ยอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วแน่น “แม้ว่าผลไม้ประเภทแตงในแคว้นตงฮั่นจะไม่ได้หายากนัก ทว่าแตงโมก็ได้รับความนิยมมากที่สุดในฤดูกาลนี้ ยิ่งแตงโมลูกใหญ่เพียงใด ผู้คนก็ยิ่งกินได้มากขึ้นเท่านั้น ราคาก็ย่อมแพงขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน แล้วเหตุใดเมื่อมาถึงมือเจ้าจึงกลับกลายเป็นตรงข้ามกันเล่า?”
“ไป พาเจ้าออกไปดูโลกเสียหน่อย” หลี่เยว่หานไม่ได้อธิบายอะไร นางก้มตัวลงเพื่อหยิบแตงโมขึ้นมา ก่อนจะหันหลังกลับและเดินออกจากถ้ำเก็บผัก
เวินเทียนเหล่ยเห็นดังนั้นจึงเดินตามไปอย่างสับสนงุนงง
ก่อนพบว่าหลี่เยว่หานตัดแบ่งแตงโมพันธุ์เหม่ยเหรินออกเป็นสองซีก เนื้อด้านสีแดงสด รวมถึงเปลือกที่บางทำให้เวินเทียนเหล่ยชะงักไปชั่วครู่
เขาทำมาค้าขายมาหลายปี แม้จะไม่เคยพบเห็นแตงโมพันธุ์เหม่ยเหรินมาก่อน แต่ก็เห็นได้ว่าแตงโมพันธุ์เหม่ยเหรินนั้นแตกต่างจากแตงโมธรรมดาทั่วไปจริง ๆ
ในขณะที่เขากำลังคิดว่าหลี่เยว่หานจะหั่นแตงโมพันธุ์เหม่ยเหรินเป็นชิ้น ๆ นางกลับหยิบช้อนขึ้นมา แล้วปักลงไปตรงกลางของแตงโม จากนั้นก็ยื่นแตงโมครึ่งหนึ่งให้เวินเทียนเหล่ยแล้วเอ่ยว่า “ลองชิมดู”
เวินเทียนเหล่ยรับแตงโมซีกนั้นจากมือของหลี่เยว่หานมาอย่างงุนงง ก่อนจะใช้ช้อนตักแตงโมเข้าปาก เวินเทียนเหล่ยพลันรู้สึกถึงความสดชื่นที่กระจายไปทั่วทั้งร่างกาย “หวานถึงเพียงนี้เชียว!”
“แน่นอน ข้าบอกเจ้าแล้วว่าแตงโมของข้านั้นมีค่ามาก” หลี่เยว่หานกล่าว พลางตักแบ่งแตงโมพันธุ์เหม่ยเหรินที่เหลือออกเป็นสองส่วน แล้วหยิบช้อนมาอีกสองคัน โดยแตงโมสองส่วนนี้แบ่งไว้ให้มู่ชวนและหลิงซี
ทางด้านเวินเทียนเหล่ย เพียงชั่วพริบตาเขาก็กินแตงโมไปกว่าครึ่งแล้ว เขากินพลางเอ่ยพึมพำว่า “แม้ข้าจะถือว่าตัวเองมีความรู้และประสบการณ์ไม่น้อย ทว่าข้าไม่เคยกินแตงโมที่หวานและอร่อยเช่นนี้มาก่อน หลี่เยว่หาน เจ้าคือสมบัติล้ำค่าจริง ๆ ข้าคิดไว้แล้วเชียวว่าการนำของแบบนี้มาให้เจ้าจัดการนั้นถูกต้องอย่างยิ่ง ลองดูสิ ฮะฮ่า แตงโมนี่หวานอร่อยเกินไปแล้ว!”
หลี่เยว่หานมองเวินเทียนเหล่ยที่เสียอากัปกิริยาสูงส่งแล้วระบายยิ้ม นางไม่ได้เอ่ยอะไร เพียงรอให้เวินเทียนเหล่ยกินแตงโมอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือให้หมดจนเหลือแต่เปลือก แล้วจึงปริปากเอ่ยว่า “เจ้าคิดว่าแตงนี้สามารถขายได้ในราคาเท่าไหร่? “
เมื่อได้ยิน เวินเทียนเหล่ยก็วางเปลือกแตงโมลงบนโต๊ะ หลังจากครุ่นคิดเพียงเล็กน้อยก็ยื่นมือออกมา “ลูกละอย่างน้อยหนึ่งร้อยตำลึงเงิน!”
“ขายเป็นลูกอย่างนั้นหรือ?” หลี่เยว่หานเลิกคิ้ว
“อย่างนั้นก็… ขายตามน้ำหนัก?” เวินเทียนเหล่ยพูดจบก็ขมวดคิ้ว “แต่แตงพันธุ์นี้ลูกเล็กเกินไป หากขายตามน้ำหนัก คาดว่าคงมีคนซื้อไม่มากนัก”
“ใครบอกเจ้ากัน” หลี่เยว่หานกล่าวบอก “ห้าสิบตำลึงเงินต่อหนึ่งจิน แตงโมลูกหนึ่งหนักอย่างน้อยสามจิน เมล็ดพันธุ์ที่เจ้าให้ข้ามาไม่ได้ปลูกแตงโมพันธุ์เหม่ยเหรินได้มากมายอะไรนัก ด้วยเหตุนี้ หากเจ้าคิดจะขายด้วยราคานี้ตั้งแต่แรกเริ่ม แน่นอนว่าต้องมีคนซื้อ ดังนั้นเจ้าผู้เป็นพ่อค้าวาณิชย์ที่มีเชื้อมีเหล่าจึงมีประโยชน์ขึ้นมาแล้ว”
“มีประโยชน์อย่างไร?” เวินเทียนเหล่ยรีบเขยิบเข้ามาถาม
“เมื่อแตงโมรอบนี้สุกพอกินแล้ว เจ้าก็ให้คนมาเก็บไป หากใช้น้ำแข็งได้ตลอดทางให้ใช้น้ำแข็ง หากไม่อาจใช้น้ำแข็งได้ ให้ห่อไว้ในถุงน้ำเพื่อให้แน่ใจว่าแตงโมจะไม่ร้อนเกินไป จากนั้นให้ส่งไปที่พระราชวัง” หลี่เยว่หานเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ตราบใดที่เราสามารถสร้างความนิยมของแตงโมพันธุ์เหม่ยเหรินให้แพร่ออกมาจากพระราชวังได้ ก็ไม่ต้องกังวลถึงเรื่องยอดขายในอนาคต”
เมื่อได้ยินถ้อยคำของหลี่เยว่หาน เวินเทียนเหล่ยก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง “หลี่เยว่หาน ข้าสงสัยจริง ๆ ว่าเจ้านั้นคงมีความแค้นกับคนรวย”
“เจ้าพูดแบบนี้ข้าไม่ชอบฟังนัก ในฐานะคนธรรมดาสามัญก็ย่อมต้องค้นหาสิ่งที่ดีในระบบทุนนิยมสามานย์นี้เพื่อประโยชน์ของปุถุชนไม่ใช่หรือ” หลี่เยว่หานพูดจบก็หยิบเปลือกแตงโมที่เหลือจากแตงโมที่เวินเทียนเหล่ยกินไป ก่อนจะหักมันแล้วโยนลงในชามอาหารใบใหญ่ของต้าไป๋ “ข้าคาดว่าอีกยี่สิบวัน แตงโมพันธุ์เหม่ยเหรินชุดแรกจะสุก ทันเวลากับช่วงที่องุ่นรอบใหม่สุกพอดี เมื่อถึงเวลานั้นเจ้าก็ส่งเข้าไปในวังพร้อมกันเลย”
“แล้วเหล้าองุ่นล่ะ?” เวินเทียนเหล่ยถามโดยไม่รู้ตัว
“ตราบใดที่มีองุ่น เจ้ายังต้องกลัวว่าจะไม่มีเหล้าองุ่นอีกหรือ?” เมื่อหลี่เยว่หานพูดจบ นางก็ลุกขึ้นพร้อมส่งสัญญาณ “เอาเหล้าองุ่นรอบนี้ไปเสีย แล้วเจ้าก็กลับไปได้แล้ว”
“ไม่สิ เจ้าจะไม่ชวนข้าให้อยู่กินข้าวด้วยกันสักหน่อยหรือไร?” เวินเทียนเหล่ยพึมพำ “นี่ไม่ใช่ท่าทีปกติของเจ้า!”
“เจ้ายังกินไหวอีกหรือ?” หลี่เยว่หานเอ่ยถามอย่างขบขัน
ตอนนั้นเองที่เวินเทียนเหล่ยรู้สึกว่าแตงโมพันธุ์เหม่ยเหรินครึ่งลูกที่เพิ่งกินไปนั้นอัดแน่นอยู่เต็มท้องจนไม่เหลือที่ว่างให้กินอะไรลงไปได้อีก ทันใดนั้นเขาก็ลุกขึ้นพร้อมโบกมือ “เจ้านี่เป็นสตรีที่มีแผนการซ่อนเร้นมากเสียจริง ข้าไปแล้ว ข้าไปแล้ว”
เมื่อเห็นเวินเทียนเหล่ยสั่งให้คนงานขนถังเหล้าองุ่นขนาดใหญ่ออกไป หลี่เยว่หานคำนวณเงินของตัวเองอย่างละเอียดรอบคอบ ก่อนตระหนักว่านางมีเงินหลายพันตำลึงแล้ว ซึ่งนี่ทำให้หญิงสาวแปลกใจขึ้นมา
ในตอนที่นางตื่นขึ้นมาในโลกนี้ครั้งแรก นางยังเป็นคนยากจนอยู่เลย ในระยะเวลาเพียงปีสองปี นางก็หาเงินได้มากมายมหาศาลแล้ว
ความรู้คือพลังจริง ๆ!
ระยะเวลาสองวันผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว รถม้าของเหยียนจื่อเซียงก็มาส่งนางที่หน้าประตูบ้านของหลี่เยว่หานตามที่ตกลงกันไว้ ในช่วงสองวันที่ผ่านมา หลี่เยว่หานไม่มีอะไรให้ทำนอกจากดูแลองุ่นและแตงโมพันธุ์เหม่ยเหริน เสร็จจากนั้นก็พาหลิงซีไปศึกษาเล่าเรียนกับมู่ชวน ชีวิตในแต่ละวันนับว่าค่อนข้างสบาย
ทว่าหลังจากเหยียนจื่อเซียงมาถึง หญิงสาวก็นำข่าวร้ายมาแจ้งแก่ให้นาง
“เจ้ากำลังจะบอกว่าองค์ชายสามต้องการกลับคำพิพากษาในคดีของอดีตองค์รัชทายาทอย่างเปิดเผยอย่างนั้นหรือ?” หลี่เยว่หานขมวดคิ้ว “เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?”
“ตระกูลเหยียนของข้าจะถวายผ้าไหมจำนวนหนึ่งให้กับราชสำนักในทุก ๆ ปี” เหยียนจื่อเซียงกะพริบดวงตากลมโตอันงดงาม แล้วมองหลี่เยว่หานก่อนจะกล่าวต่อ “ในคราวนี้นั้น องค์ชาย องค์รัชทายาทได้รับสั่งเป็นการส่วนพระองค์ให้พวกพ่อค้าวิณิชย์อย่างเรารู้เรื่องก่อน ด้วยเพราะคนทำมาค้าขายอย่างพวกเรามักจะเดินทางไปทั่วเพื่อทำธุรกิจตลอดทั้งปี… พี่สาวหานเยว่ เรื่องนี้มีอะไรผิดปกติหรือ?”
เดิมที เหยียนจื่อเซียงถือว่านี่เป็นเรื่องใหม่ในการพูดคุยกับหลี่เยว่หาน แต่นางไม่คาดคิดว่าปฏิกิริยาของหลี่เยว่หานจะมีมากเช่นนี้ ทำให้เหยียนจื่อเซียงรู้สึกงุนงง
หลี่เยว่หานรู้ดีว่าปฏิกิริยาของตัวเองที่แสดงออกมานั้นมากเกินไป จึงปริปากเอ่ย “ข้าไม่เคยได้ยินเรื่องเล่าลือภายในราชสำนัก จู่ ๆ พอได้ยินเจ้าพูดถึงเรื่องนี้จึงทำให้ประหลาดใจไม่น้อย”
“โอ๊ย ยังมีเรื่องที่น่าประหลาดใจมากกว่านี้เสียอีก องค์ชายสาม… อ๊ะ องค์รัชทายาทไม่ได้ทำแบบนี้แค่ครั้งสองครั้ง ในตอนที่เกิดเรื่องของรัชทายาทองค์ก่อน ก็เป็นพระองค์ส่งเสียงโวยวายให้สืบค้นหาความจริง แต่ผลออกมากลายเป็นว่าไม่พบอะไรเลยแม้แต่น้อย”
เหยียนจื่อเซียงกลอกตาอย่างไม่แย่แส “ข้าคิดว่าในครานี้ฟ้าร้องดัง แต่ฝนตกนิดเดียว*[1] มีแต่คนทำมาค้าขายตัวเล็ก ๆ อย่างพวกเราที่น่าสังเวชนัก ต้องวิ่งโร่ไปมา ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะต้องเสียเวลาในการทำมาหากินไปเท่าไหร่หรือหาเงินได้เพียงใด”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานกลับรู้สึกขบขัน จึงเอ่ยขึ้นว่า “หากเจ้าลดน้ำหนักลงแล้วองค์ชายสามมีใจให้เจ้า เจ้าจะยอมตกลงหรือไม่?”
“ไม่ ไม่ตกลง!” เหยียนจื่อเซียงรีบโบกมือ “ข้าไม่ต้องการเข้าไปพัวพันกับราชสำนัก พี่ชายและพี่รองของข้าต่างบอกว่าวังหลังนั้นเป็นสถานที่กินคนไม่คายกระดูก*[2] และหากคนชนบทโง่เง่าเช่นข้าต้องเข้าไป ข้าก็คงจะยืนนิ่งในยามที่เข้าไป แต่นอนสงบนิ่งในยามที่ออกมา ทั้งยังไม่แน่ว่าจะออกมาได้หรือไม่”
“มีสตรีบ้านไหนบ้างที่บอกว่าตัวเองเป็นคนชนบทโง่เง่า” หลี่เยว่หานพลันหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้
“อย่าปลอบใจข้าเลย ข้ารู้ว่าตัวเองไม่ได้มีปัญญาเสียเท่าไหร่นัก” เหยียนจื่อเซียงโบกมืออย่างไม่สนใจ “ถึงแม้ว่าข้าจะตายไป ข้าก็ไม่อยากข้องเกี่ยวกับราชวงศ์”
[1] ฟ้าร้องดัง แต่ฝนตกนิดเดียว อุปมาว่า คุยโวโอ้อวดแต่ทำไม่ค่อยได้ แทบจะไม่มีความสำเร็จเลย
[2] กินคนไม่คายกระดูก เป็นสำนวน หมายถึง ทั้งโลภทั้งโหดเหี้ยม