ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 262 วิเคราะห์สถานการณ์แล้ว ไปไม่ได้
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 262 วิเคราะห์สถานการณ์แล้ว ไปไม่ได้
บทที่ 262 วิเคราะห์สถานการณ์แล้ว ไปไม่ได้
“ปิดประตู!” หลี่เยว่หานเอ่ยด้วยใบหน้าเย็นชา
เวินเทียนเหล่ยซึ่งเดินเข้ามาข้างในได้สองสามก้าว เมื่อได้ยินคำสามพยางค์นี้ของหลี่เยว่หานจึงหันตัวกลับไปเพื่อปิดประตู
หลังจากปิดประตูเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มจึงตรงเข้ามาหาหลี่เยว่หาน แล้วกล่าวว่า “รายละเอียดต่าง ๆ ตวนอู่และจงชิวคงบอกเล่าให้เจ้าฟังแล้วใช่ไหม? ทางฝั่งข้าแม้จะฉุกละหุก แต่ก็เตรียมพร้อมแล้ว สามารถออกเดินทางได้ทุกเมื่อ”
“ข้าไม่ไป” หลี่เยว่หานสั่นศีรษะ “ข้าเป็นสตรีและมาจากทางใต้เพื่อหลบหนีภัยสงคราม ซ้ำยังมีเจ้าซึ่งเป็นนายท่านใหญ่ พ่อค้าผู้มีสายสัมพันธ์กับราชสำนักเป็นพยาน ส่วนลูกชายของข้าก็ไปพบเจอในตอนที่ร่อนเร่พเนจร อีกทั้งตวนอู่เองก็บอกแล้วว่าตัวตนของข้าในยามนี้สามารถต้านทานต่อการตรวจสอบได้ ด้วยเหตุนี้ ข้ารู้สึกว่าหากจากไปตอนนี้ ก็เท่ากับเป็นการบอกชายผู้นั้นอย่างไม่ต้องสงสัยว่าลูกสาวและลูกชายที่ข้าอุ้มชูอยู่คือสายเลือดของอดีตองค์รัชทายาท”
เวินเทียนเหล่ยตกตะลึงกับถ้อยคำของหลี่เยว่หานไม่น้อย “แต่เมื่อเจ้าไปถึงเมืองหลวง พี่เมิ่งจะจัดเตรียมตำแหน่งไว้ให้พวกเจ้าอย่างเหมาะสม เจ้าก็จะหลุดพ้นจากความยุ่งยากเรื่องการตรวจสอบนี่!”
“ปัญหานี้ไม่อาจหลุดพ้นได้” หลี่เยว่หานกล่าวด้วยสีหน้าเด็ดเดี่ยว “มีเพียงปล่อยให้พวกเขาตรวจสอบครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งในที่แจ้งและที่มืด มีเพียงทำเช่นนี้จึงจะสามารถปกปิดตัวตนที่แท้จริงของมู่ชวนและหลิงซีได้ดีที่สุด ไม่เช่นนั้นแล้ว ในไม่ช้าก็เร็วก็จะเผยพิรุธออกมา”
“ข้ายอมรับว่าสิ่งที่คิดเห็นนั้นเป็นการเดิมพันอยู่บ้าง แต่ข้าก็ยังรู้สึกว่าทั้งเด็ก ๆ และข้าไม่อาจออกไปจากหมู่บ้านจางหนิงได้ในเวลานี้”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ เวินเทียนเหล่ยก็เห็นสีหน้าแนวแน่ของหลี่เยว่หานอีกครั้ง เขาจึงไม่อาจดึงดันอะไรได้อีก “สาเหตุที่องค์รัชทายาทเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เช่นนี้คงเป็นเพราะพระองค์พยายามค้นหามาหลายปีแล้วทว่ากลับไม่มีผลลัพธ์ที่แน่ชัด อีกทั้งเบาะแสบางอย่างก็หายไป ประกอบกับได้รับแต่งตั้งให้ขึ้นเป็นองค์รัชทายาท ด้วยเหตุนี้จึงต้องการก่อการใหญ่”
“มีสิ่งหนึ่งที่ข้างุนงงมาโดยตลอด” หลี่เยว่หานมองไปเวินเทียนเหล่ยแล้วเอ่ยว่า “เหตุใดในตอนที่เมิ่งฉีฮ่วนพาเด็กทั้งสองคนไปยังหมู่บ้านไป๋อวิ๋นถึงไม่เปลี่ยนชื่อแซ่ของพวกเขา”
“เจ้าไม่รู้อะไร” เวินเทียนเหล่ยตอบ “ในเวลานั้นที่พี่เมิ่งพาเด็กทั้งสองคนไปยังเมืองหลิวชิงเพื่อตามหาข้า เขาได้เตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว เขาได้จัดเตรียมเด็กที่มีชื่อแซ่และอายุเท่ากันกว่ายี่สิบคนให้กระจัดกระจายไปตามหมู่บ้านที่ยากจนห่างไกลหลายแห่งทั้งทางตะวันตกเฉียงเหนือและตะวันตกเฉียงใต้ คนไหนจริงคนไหนปลอม หากไม่ใช่คนในราชสำนักก็ยากนักที่จะแยกออก”
“และด้วยเรื่องการถูกโค่นล้มของอดีตรัชทายาทมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับฮ่องเต้พระองค์ปัจจุบัน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พี่เมิ่งจงใจหรือไม่แต่ก็แพร่ข่าวการปรากฏตัวของลูกหลานสกุลจงเจิ้งในที่ต่าง ๆ เพื่อให้คนที่ทะเยอะทะยานทั้งหลายพาตัวเด็กไปยังหน้าพระที่นั่ง เดิมพันคือความรู้สึกผิดที่ติดอยู่ในพระทัยของฮ่องเต้พระองค์ปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้แม้ว่าก่อนหน้านี้องค์ชายสามจะค้นหาอย่างละเอียด ทว่าเมื่อมีเบาะแสที่ชัดเจนปรากฏขึ้น ก็ทรงอนุญาตให้จินเสวี่ยเอ๋อร์เป็นผู้ยืนยันเพียงผู้เดียว”
เมื่อได้ยินคำพูดของเวินเทียนเหล่ย หลี่เยว่หานก็เข้าใจได้ทันที “ตอนนี้องค์ชายสามได้ขึ้นดำรงตำแหน่งรัชทายาทแล้ว พระองค์จึงสามารถบอกฮ่องเต้ว่าต้องการตามหาโอรสธิดาของอดีตองค์รัชทายาทได้อย่างโจ่งแจ้ง เหตุผลที่ตอนนี้สามารถประกาศออกมาได้อย่างเปิดเผยก็เพราะได้รับตำแหน่งรัชทายาทแล้ว ไม่ต้องระแวงว่าจะถูกสงสัยว่าพยายามฆ่าปิดปากพระนัดดาอย่างนั้นหรือ?”
“เป็นเช่นนั้น” เวินเทียนเหล่ยพยักหน้า “ความคิดของเขานี้ ไม่เพียงแต่ฝ่าบาทเท่านั้นที่เข้าใจ แต่ทั้งราชสำนักทั้งฝ่ายบู๊ฝ่ายบุ๋นต่างก็เข้าใจ เมื่อถึงเวลานั้น ไม่ว่าพระนัดดาที่พระองค์พากลับมาจะยังมีชีวิตหรือสิ้นลมหายใจไปแล้ว ทุกคนก็จะไม่วิจารณ์สาดเสียองค์รัชทายาทเช่นเขาแม้เพียงครึ่งส่วน ด้วยในท้ายที่สุดแล้ว พระองค์ก็เป็นถึงองค์รัชทายาท ไม่ว่าโอรสธิดาของอดีตรัชทายาทจะตายหรือมีชีวิตอยู่ก็ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรสำหรับราชสำนักอยู่แล้ว”
ได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานพลันสูดใจเข้าลึก “แล้วเด็ก ๆ ที่เมิ่งฉีฮ่วนนำมาตบตาให้ผู้คนเข้าใจผิดยังอยู่ดีหรือไม่?”
“ทุกคนยังมีชีวิตอยู่” เวินเทียนเหล่ยพยักหน้า “ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาแถลงต่อโลกภายนอกว่าเป็นลูกหลานของสกุลจงเจิ้ง หากมีอะไรเกิดขึ้น ฮ่องเต้ย่อมตำหนิกล่าวโทษองค์ชายสามไม่มากก็น้อย”
“ดังนั้นจึงไม่มีอะไรที่ไม่เหมาะสมในการที่ข้าจะอาศัยอยู่กับลูก ๆ ในหมู่บ้านจางหนิงในเวลานี้” หลี่เยว่หานกล่าวอย่างแน่วแน่
“ข้าควรเริ่มจากตรงไหนดี?” เวินเทียนเหล่ยขมวดคิ้ว
“ประการแรก เด็กทั้งสองคนนี้ที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋นได้ตายจากไปแล้ว ส่วนจินเสวี่ยเอ๋อร์ ข้าคิดว่าพวกเจ้าคงจัดการเรื่องนี้ไปอย่างสะอาดหมดจดแล้ว ย่อมไม่มีข่าวแพร่กระจายไปแม้เพียงสักส่วน” หลี่เยว่หานกล่าว “ประการที่สอง ตอนนี้ทั้งสองคนใช้แซ่ฉี ภูมิลำเนาเดิมของพวกเขาสามารถตรวจย้อนกลับไปได้ และจากที่เจ้ากล่าวบอก องค์ชายสามทรงสรุปเบื้องต้นว่าขุนนางที่พาตัวทั้งสองไปจะต้องตั้งถิ่นฐานไม่ไกลเมืองหลวงเมื่อสามปีก่อน แต่พวกเราเพิ่งย้ายมาที่นี่เมื่อครึ่งปีก่อน อีกทั้งในตอนแรกที่มาถึงที่นี่ก็มีเพียงหลิงซีและข้าสองคนเท่านั้น”
“ประการสุดท้าย ด้วยฝ่าบาทเองมีความรู้สึกผิดอยู่ในพระทัย พระองค์ย่อมไม่ปล่อยให้องค์ชายสามตรวจสอบเรื่องนี้เพียงลำพังเป็นแน่น ไม่ว่าจะในที่แจ้งหรือที่มืด พระองค์ต้องพยายามสืบหาเองอยู่เช่นกัน ดังนั้นเจ้าจงกล่าวบอกเมิ่งฉีฮ่วนว่าสิ่งที่เราต้องทำตอนนี้คืออยู่เฉย ๆ ไม่เช่นนั้นการดึงผมเส้นเดียวจะสะท้านไปทั้งร่าง*[1]”
หลังจากฟังถ้อยคำของหลี่เยว่หานแล้ว เวินเทียนเหล่ยก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ข้าฟังมาครึ่งวัน ในที่สุดก็เข้าใจแล้ว เจ้านับรวมข้าไปในเรื่องนี้ด้วย”
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของเวินเทียนเหล่ย หลี่เยว่หานจึงยกยิ้ม “แน่นอน หากไม่มีนายทานเวินพ่อค้าใหญ่ที่มีสายสัมพันธ์กับราชสำนักมารับประกันให้ แม่ม่ายที่ต้องหาเลี้ยงครอบครัวเช่นข้าคงมีช่วงเวลาที่ยากลำบากเป็นแน่ อีกทั้งนายท่านเวินเองก็มาจากทางใต้ ย่อมขจัดความสงสัยไปได้โดยธรรมชาติ”
“เหตุใดเมื่อก่อนข้าถึงไม่เห็นนะว่าเจ้าเป็นคนเจ้าแผนการเช่นนี้!” เวินเทียนเหล่ยรู้สึกหดหู่ใจไม่น้อย
“เมื่อก่อนข้าไม่เคยคิดร้ายกับเจ้าอย่างไรล่ะ” หลี่เยว่หานยอมรับอย่างเปิดเผย “นอกเหนือจากการกรรโชกเงินจากเจ้านิด ๆ หน่อย ๆ เพียงเพราะข้ามีของหลายสิ่งที่ไม่มีใครรู้วิธีการทำ และสิ่งเหล่านั้นไม่มีอยู่ในแคว้นตงฮั่นแล้ว ข้าก็ไม่เคยคิดร้ายกับเจ้าเลยสักครั้ง”
หลี่เยว่หานไม่เอื้อนเอ่ยก็ยังพอว่า แต่เมื่อเอ่ยออกมา ทำเอาเวินเทียนเหล่ยยิ่งรู้สึกหดหู่ “แตงโมพันธุ์เหม่ยเหรินที่เจ้าบอกข้าเมื่อวาน ข้าเล่าให้ครอบครัวฟังแล้ว ท่านพ่อบอกว่าการส่งแตงโมชุดแรกที่สุกเหมาะแก่การกินเข้าไปในพระราชวังนั้นนับว่าเป็นความคิดที่ดี”
“อืม” หลี่เยว่หานพยักหน้า “จำเอาไว้ว่าเมื่อเอ่ยถึงข้า เพียงบอกไปว่าเป็นแตงโมที่หญิงม่ายผู้หนึ่งปลูก มีชื่อเรียกว่าแตงโมพันธุ์เหม่ยเหริน”
“จะต้องพูดถึงเจ้าทำไมกัน” เวินเทียนเหล่ยงุนงง “หรือเจ้ากลัวว่าข้าจะกลืนเงินของเจ้าไปงั้นรึ?”
หลี่เยว่หานสั่นศีรษะ “ไม่ช้าก็เร็วข้าก็ต้องไปยังเมืองหลวง การจะซ่อนตัวอยู่ที่หมู่บ้านจางหนิงพร้อมเด็ก ๆ ไปตลอดนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ อีกทั้งในเวลานี้องค์ชายสามได้เริ่มติดตามเรื่องนี้อย่างเปิดเผย แม้เขาจะหาข้าไม่พบไปสักพัก ทว่าก็ยากที่จะรับประกันว่าเขาจะหาข้าไม่พบตลอดไป”
“ข้าถึงบอกให้เจ้าไปเมืองหลวงเสียตั้งแต่ตอนนี้อย่างไรเล่า มีพี่เมิ่งคอยจัดการทุกอย่างให้ ภูษาฟ้าย่อมไร้ตะเข็บ!” เวินเทียนเหล่ยหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาอีกครั้ง
“ไม่ ความหมายของข้าคือในเมื่อข้าไม่สามารถซ่อนตัวได้ ข้าก็จะลุกขึ้นเผชิญหน้ากับเรื่องนี้อย่างไม่หลบซ่อน” หลี่เยว่หานยกยิ้มอย่างมีเลศนัย “หากฝ่าบาททรงทราบว่าแตงโมพันธุ์เหม่ยเหรินแสนหวานนี้ข้าซึ่งเป็นหญิงม่ายที่มีชีวิตอันลำบากยากเข็ญเป็นคนปลูก ไม่ว่าจะอย่างไรก็ย่อมมีโอกาสเรียกข้าให้เข้าเฝ้าหน้าพระที่นั่งใช่หรือไม่?”
เวินเทียนเหล่ยตกตะลึงกับคำพูดของหลี่เยว่หาน “เจ้าหมายถึงต้องการยืมพระบัญชาจากฝ่าบาทงั้นหรือ?”
“ถูกต้อง” หลี่เยว่หานพยักหน้า “มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่พวกเราจะสามารถไปยังเมืองหลวงได้โดยชอบด้วยเหตุผล ใช้ชีวิตได้อย่างเปิดเผย ไม่ต้องหลบซ่อนโดยไม่ต้องถูกใครสอบสวน เมื่อไม่ระวังตีม้าพลาด พลิกเรือคว่ำก็ย่อมไม่รู้ว่าปัญหาอยู่ที่ตรงไหน”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ เวินเทียนเหล่ยก็ยกนิ้วให้ “ขอยอมรับเลยว่าเจ้ากับเหล่าเมิ่งต่างคิดวางแผนได้แยบยลไม่ด้อยไปกว่ากัน เหล่าเหมิงยังคงคิดว่าฮูหยินของตนเป็นกระต่ายขาวตัวน้อย แต่เขาไม่รู้เลยว่าแม้แต่ลูกหมาป่ายังเลี้ยงเอาไว้ได้ ทั้งยังรอวันตะครุบกลับอยู่เสมอ!”
“ข้าจะถือว่านั่นเป็นคำชม” สีหน้าของหลี่เยว่หานยังคงสงบนิ่งไม่แปรเปลี่ยน
[1] ดึงผมเส้นเดียวจะสะท้านไปทั้งร่าง หมายถึง ขยับเขยื้อนเพียงส่วนเล็ก ๆ แต่กลับส่งผลถึงทั้งหมด