ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 263 ข้าเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้เจ้าอยู่กินข้าวเย็นด้วยอยู่แล้ว
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 263 ข้าเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้เจ้าอยู่กินข้าวเย็นด้วยอยู่แล้ว
บทที่ 263 ข้าเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้เจ้าอยู่กินข้าวเย็นด้วยอยู่แล้ว
“แต่เจ้าก็ต้องคิดให้ดี แม้วิธีการของเจ้าจะเป็นไปได้ แต่องค์ชายสามราวกับสุนัขจิ้งจอก บางทีเขาอาจได้กลิ่นอะไรบ้างอย่างขึ้นมา” เวินเทียนเหล่ยซึ่งยังคงไม่วางใจเอ่ยเตือน “ยิ่งกว่านั้น เมืองหลวงนั้นอยู่ลึก กองทัพหลวงเองก็ไม่สงบ ดังนั้นมันจึงไม่ใช่สถานที่ที่ดี”
“ไม่เป็นไร ข้ามีแผนของข้า” หลี่เยว่หานมีแผนอยู่ในใจแล้ว
พูดตามตรง หากไม่ใช่เพราะจำเป็น หลี่เยว่หานก็อยากจะอยู่ในหมู่บ้านไปชั่วชีวิต
ทว่านางมักมีความรู้สึกลึก ๆ ว่าไม่อาจอยู่ที่หมู่บ้านจางหนิงได้นานเกินไป ไม่เช่นนั้นจะมีบางอย่างเกิดขึ้นในไม่ช้าก็เร็ว ไม่ใช่แค่เรื่องที่ตัวตนของเด็กสองคนจะถูกเปิดเผย แต่ยังมีเรื่องอื่นอีกด้วย แม้นางจะไม่สามารถบอกได้แน่ชัด แต่ความรู้สึกของหญิงสาวก็บอกมาเช่นนี้
“เอาล่ะ ถ้าเจ้าไม่พูด ข้าก็จะไม่เซ้าซี้” เวินเทียนเหล่ยเป็นคนตรงไปตรงมา “ข้าจะไม่ปิดบัง คราวนี้ข้าวางแผนที่จะส่งเหล้าองุ่นและแตงโมพันธุ์เหม่ยเหรินเข้าไปในพระราชวังด้วยตัวเอง เดิมทีข้าวางแผนที่จะปกปิดตัวตนของเจ้าเอาไว้ ด้วยเพราะการที่สตรีปรากฏตัวในวงสังคมเพียงลำพังนั้นไม่เป็นผลดีนัก แต่ในเมื่อเจ้าพูดมาแบบนี้แล้ว หญิงม่ายที่ขยันขันแข็งหาเลี้ยงชีพก็น่าสรรเสริญ”
“ในราชสำนักยังขาดเหล้าองุ่นอยู่อีกหรือ?” หลี่เยว่หานสงสัย
“อันที่จริงก็ไม่เชิงว่าขาด มีเพียงแต่คนในวังไม่รู้ว่าควรเก็บรักษาอย่างไร เหล้าองุ่นที่เป็นบรรณาการจากต่างแคว้นต่างเมือง เมื่อนำออกมาเปิดในปีถัดไป ส่วนใหญ่จะขึ้นราและมีรสขม ดื่มไม่ได้ ส่วนเหล้าองุ่นของเจ้านั้นเพิ่งบ่มใหม่ อีกทั้งเป็นระยะเวลาสั้น ๆ คนในวังจึงชอบเหล้าองุ่นของเจ้าไปโดยปริยาย” เวินเทียนเหล่ยกล่าวบอกอย่างฉะฉาน
ทว่าหลี่เยว่หานกลับได้ยินบางอย่างที่แตกต่างออกไป “เช่นนั้นแล้ว เหล้าองุ่นที่ข้าให้เจ้าไปคราวก่อนก็ถูกส่งเข้าไปในวังแล้วหรือ? ตระกูลเวินเองก็รู้แล้วว่านายท่านเวินอยู่ที่อำเภอหวาซีอย่างนั้นหรือ?”
เวินเทียนเหล่ยยังไม่ทันได้ลำพองใจก็ถูกขัดไว้ด้วยคำถามของหลี่เยว่หาน ชายหนุ่มร้อนตัวขึ้นมา “ก็… ไม่ใช่เพราะครอบครัวของข้ากำลังจับตาดูอย่างใกล้ชิดอย่างยิ่งหรอกหรือ แทนที่จะปล่อยให้พวกเขาจับได้ ข้าเป็นฝ่ายก้าวเท้าออกไปเองก่อนไม่ดีกว่าหรือ… เช่นนี้ก็ยังพอรักษาหน้าเอาไว้ได้บ้าง”
ได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็พยักหน้า “เช่นนั้นเจ้าก็ไม่ต้องพยายามซ่อนข้าเอาไว้แล้ว ชาวบ้านในหมู่บ้านจางหนิงเองก็เริ่มสงสัยกันแล้วว่าจริง ๆ ข้ามีเงินมากแค่ไหน สักวันข่าวซุบซิบก็จะแพร่สะพัดออกไป”
“สิ่งที่เจ้ากังวลนั้น ข้าเข้าใจดี อย่างไรเสีย ประเพณี ค่านิยมของหมู่บ้านจางหนิงก็ยากที่จะอธิบายออกมาด้วยประโยคเดียว แม้จะเป็นหมู่บ้านที่มีกิตติศัพท์ดีที่สุดในบรรดาสิบลี้แปดหมู่บ้าน แต่ก็มีพวกปากหอยปากปูอยู่ไม่น้อย ข้าย่อมเข้าใจ ไม่เช่นนั้นเจ้าคงไม่คิดเชื่อมสัมพันธ์อันดีกับคุณหนูใหญ่ของร้านผ้าตระกูลเหยียน”
“หืม? เจ้ารู้เรื่องหมดแล้วหรือ?” เวินเทียนเหล่ยเข้ามาในบ้านตอนที่เหยียนจื่อเซียงและเด็ก ๆ อยู่ในครัว ก่อนหน้านี้เขามาที่นี่อยู่หลายครั้ง แต่ไม่เคยได้พบหน้าคร่าตากับเหยียนจื่อเซียงเลย และหลี่เยว่หานก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องของเหยียนจื่อเซียงเป็นพิเศษเสียด้วยซ้ำ
“สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้ ไหนเลยจะรอดพ้นสายตานายท่านเวินอย่างข้าไปได้!” เวินเทียนเหล่ยเอ่ยด้วยหัวใจแห้งเหี่ยว “ข้าคิดว่าเจ้าน่าจะบอกพวกที่สอดหูแอบฟังอยู่นอกกำแพงไปโดยตรงเลยว่าเจ้าทำธุรกิจกับนายท่านเวิน พ่อค้าหลวงชั้นหนึ่งอยู่ เช่นนี้พวกเขาจะได้เลิกสงสัยไปเสียว่าทำไมหญิงม่ายเช่นเจ้าจะมีเงินหรือไม่ เจ้าวางใจเถอะ ตระกูลเหยียนเป็นคนจริงใจ คุณหนูใหญ่ของพวกเขาถูกเจ้าดึงมาเพื่อตบตาคน ข้าเองก็ไม่รังเกียจหรอกนะที่จะแบ่งผลประโยชน์ให้พวกเขาบ้าง”
เมื่อได้ยินคำพูดของเวินเทียนเหล่ย หลี่เยว่หานก็อดยกยิ้มออกมาไม่ได้
อันที่จริง การที่นางยอมช่วยเหยียนจื่อเซียงลดน้ำหนัก นางย่อมมีข้อพิจารณาไตร่ตรองของตัวเอง หากมองจากผิวเผิน นางหาเลี้ยงชีพด้วยการถักตะกร้าขายให้แก่ท่านกวนแห่งหอสุรามัจฉา และมีน้องชายสองคนคอยช่วยเหลือ แต่นางเป็นปรมาจารย์ที่ไม่ยอมประหยัดเงิน ทว่านางเป็นคนที่เก็บเงินไม่อยู่ ยิ่งเรื่องข้าวปลาอาหาร เสื้อผ้า และค่าใช้จ่ายของเด็ก ๆ ยิ่งไม่อยากประหยัด
เมื่อครั้งที่อยู่หมู่บ้านไป๋อวิ๋น มีเมิ่งฉีฮ่วนคอยเป็นโล่กำบัง ไม่ว่าจะใช้จ่ายมากน้อยเพียงใด หญิงสาวก็สามารถพูดได้ว่าเมิ่งฉีฮ่วนไปล่าสัตว์ที่ทรงพลังมาได้ จึงแลกเป็นเงินมาได้ไม่น้อย และด้วยเพราะมีผู้ชายอยู่ในบ้าน คนเลยไม่จับจ้องอะไรนัก
แต่ตอนนี้ทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว นางเป็นสตรี ย่อมไม่มีทักษะที่จะไปล่าสัตว์ป่าบนภูเขา ซ้ำยังไม่มีข้อได้เปรียบในการให้ผู้ชายไปทำงานที่ใช้แรง แรกเริ่มเดิมทีนั้นการถักตะกร้าขายให้ท่านกวนแห่งหอสุรามัจฉาเพื่อหาเลี้ยงชีพก็ยังพอสมเหตุสมผล แต่ทุกคนล้วนสายตายาวไกล ความเป็นอยู่ของครอบครัวหลี่เยว่หานเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ จึงมีหลาย ๆ คนที่แอบนินทาลับหลัง
ยิ่งไปกว่านั้น เวินเทียนเหล่ยยังเคยบอกว่าเขาจะไม่ปล่อยให้ร้านขายผ้าตระกูลเหยียนต้องขาดทุน ดังนั้นความรู้สึกผิดของนางที่มีต่อเหยียนจื่อเซียงจึงลดลงไม่น้อย
“ถ้าเช่นนั้นก็เอาตามที่เจ้าว่าเถอะ หญิงม่ายคนหนึ่งสามารถทำธุรกิจกับคุณชายใหญ่แห่งตระกูลเวิน พ่อค้าหลวงชั้นหนึ่งได้ เห็นทีคงมีคำซุบซิบนินทาจากคนที่คิดไกลไปเองขึ้นมาอีก” หลี่เยว่หานถอนหายใจ แต่ไม่ได้คัดค้าน ท้ายที่สุดแล้ว นางก็ไม่ได้ตั้งใจว่าจะอยู่ที่หมู่บ้านจางหนิงไปอย่างยาวนาน เรื่องพวกนี้อย่างไรก็จำเป็นต้องประสบ
อยู่ที่ว่าจะช้าหรือเร็วก็เท่านั้น
หลังจากปรึกษาหารือกับหลี่เยว่หานแล้ว เวินเทียนเหล่ยก็ลุกขึ้น “ตวนอู่ จงชิว จำไว้ว่าต้องทำให้คนในหมู่บ้านจางหนิงรู้สถานะของข้าภายในวันนี้ ข้าไม่อยู่กินมื้อเย็นด้วยนะ”
“ข้าเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้เจ้าอยู่กินข้าวเย็นด้วยอยู่แล้ว” หลี่เยว่หานมองไปยังแผ่นหลังสง่างามของชายหนุ่มซึ่งกำลังเปิดประตูแล้วเอ่ยประโยคนั้นออกไปเสียงอ่อน ทำเอาเวินเทียนเหล่ยสะดุดเท้าตัวเองจนเกือบจะล้มอยู่ตรงธรณีประตู
เวินเทียนเหล่ยกลับไปแล้ว ส่วนตวนอู่และจงชิวเมื่อคิดวางแผนกันแล้วก็กล่าวลาไปเช่นกัน
หลังจากที่พวกเขาทั้งหมดกลับไป หลี่เยว่หานก็ตรงไปยังห้องครัวด้วยอยากรู้ว่าพวกเขาทำอะไรกินกัน
แต่เมื่อนางเข้าไปในครัว หลี่เยว่หานพลันยิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้
กินอะไรกันเล่า… ไม่รู้ว่าเพราะเหยียนจื่อเซียงตื่นเช้าไปหรืออย่างไร ในตอนนี้นางจึงนอนกรนเสียงดังอยู่บนโต๊ะ โดยมีหลิงซีซึ่งกรนเสียงดังเช่นกันนอนคว่ำหน้าอยู่ข้าง ๆ ส่วนมู่ชวนกำลังถือหนังสืออ่านด้วยสีหน้าจริงจัง
“ท่านแม่” มู่ชวนวางหนังสือลงเมื่อเห็นหลี่เยว่หานเข้ามา “เกิดเรื่องอะไรขึ้นแล้วใช่หรือไม่ขอรับ?”
“เปล่าหรอก” หลี่เยว่หานลูบหัวมู่ชวนอย่างอ่อนโยน “เพียงแต่อีกไม่นานเราคงต้องย้ายบ้านกัน”
“หืม?” เหยียนจื่อเซียงขยี้ตาที่ง่วงงุนของตัวเอง ก่อนเงยหน้าขึ้นมองหลี่เยว่หาน “ท่านจะย้ายไปอยู่ที่ไหน?”
เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางเช่นนั้นของนาง หลี่เยว่หานก็เลิกคิ้วขึ้น “ทักษะแกล้งหลับของเจ้าไม่ได้เรื่องเลยจริง ๆ”
เหยียนจื่อเซียงที่เดิมแสร้งทำเป็นว่าลืมตาไม่ขึ้น หยุดมือที่กำลังยังขยี้ตา แล้ววางมือลง “ข้าก็เพียงไปได้ยินความลับอันน่าสะพรึงเข้าจึงไม่กล้าหลับก็เท่านั้น…”
“เจ้าได้ยินหมดแล้วสิ?” หลี่เยว่หานถาม
เหยียนจื่อเซียงเบือนหน้าหนี “อืม… ก็… ดูเหมือนว่า… จะได้ยินทั้งหมดเลย”
“แล้วเจ้ายังอยู่ที่นี่กับข้า เจ้าไม่กลัวหรือ?” หลี่เยว่หานถามอีกครั้ง
“หากจะบอกว่าไม่กลัวก็ย่อมโกหก” เหยียนจื่อเซียงพึมพำ “ทว่าวันนี้ ทันทีที่มาถึง ข้าก็เล่าเรื่ององค์รัชทายาทกำลังตามหาโอรสธิดาคู่หนึ่งของอดีตองค์รัชทายาทให้ทันฟัง ในตอนนั้น ข้าเองก็รู้สึกอยู่ลึก ๆ ว่าอาจเป็นมู่โทวและเสี่ยวหลิงตัง ตอนนี้จึงเป็นเพียงการยืนยันสิ่งที่ข้าคาดเดาเอาไว้ อีกทั้งท่านเองก็เพิ่งบอกนายท่านเวิน พ่อค้าหลวงชั้นหนึ่งผู้นั้นไปไม่ใช่หรือว่าต่อไปให้ปฏิบัติต่อตระกูลเหยียนอย่างดี ข้าย่อมไม่มีทางเนรคุณ”
ได้ยินดังนี้ หลี่เยว่หานไม่รู้ว่าจะหัวเราะดีหรือไม่ จึงทำเพียงเอ่ยกับเหยียนจื่อเซียงอย่างจริงจังว่า “เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หากเจ้าจะกลับไปหาตระกูลเหยียนเสียตั้งแต่ตอนนี้ หากมีเรื่องใดเกิดขึ้นกับพวกเราในอนาคต พวกเจ้าก็จะได้ไม่ต้องเข้ามาพัวพัน แต่ถ้าจะอยู่ที่นี่ต่อ หากองค์ชายสามรู้เรื่องเข้า เรื่องนี้อาจจะกลายเป็นเรื่อใหญ่หรือเรื่องเล็กก็ได้”
“ฮะ?” เหยียนจื่อเซียงมองหลี่เยว่หานด้วยความสับสน “หมาย… ความว่าอย่างไร”
“พูดกันตรง ๆ ก็คือหากองค์ชายสามตัดสินลงโทษข้าในความผิดฐานลักพาตัวเชื้อพระวงศ์ ข้าย่อมตายโดยไร้ที่กลบฝัง และเจ้าที่เป็นเพื่อนกับข้า ตลอดจนตระกูลเหยียนของเจ้าก็ต้องเข้ามาข้องเกี่ยวในเรื่องนี้ด้วย” หลี่เยว่หานกล่าวบอกอย่างจริงจัง