ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 264 ความลับระหว่างเรา
บทที่ 264 ความลับระหว่างเรา
เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่เยว่หาน เหยียนจื่อเซียงก็โบกมือ “นั่นไม่เป็นอะไร ท่านไม่รู้หรือว่าท่านลุงของข้ารับราชการอยู่ในราชสำนัก เหมือนว่าจะเป็นขุนนางขั้นที่สองหรือขั้นที่สามไม่แน่ใจนัก อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งของเขาก็ค่อนข้างสูง แม้ว่าท่านจะถูกตัดสินให้มีความผิดร้ายแรงเช่นนั้น ข้าก็แค่ไปอ้อนวอนขอร้องท่านลุงเสียหน่อย ก็คงจะพอมีหนทางหนีที่แก้ไขสถานการณ์ได้อยู่บ้าง เท่านี้ก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับตระกูลเหยียนของเราแล้ว”
หลังจากเหยียนจื่อเซียงเอ่ยจบ หญิงสาวถึงตระหนักได้ว่าตัวเองพลั้งปากออกไปเสียแล้ว จึงรีบปิดปาก ก่อนมองไปยังหลี่เยว่หานตาละห้อย
ทว่านี่กลับทำให้หลี่เยว่หานหัวเราะออกมา
“ข้ากล้าพูดว่าข้าช่วยเจ้า ทั้งยังช่วยให้มาถูกทางแล้ว” หลี่เยว่หานยิ้มพลางลูบศีรษะของเหยียนจื่อเซียง “เจ้าวางใจเถอะ ข้าจะไม่ปล่อยให้เกิดเรื่องอะไรขึ้น และจะไม่ลากตระกูลเหยียนของเจ้าเข้ามาพัวพัน แล้วก็ไม่ปล่อยให้เจ้าไปอ้อนวอนขอร้องท่านลุงของเจ้าด้วย”
“ถ้าอย่างนั้น… ให้ข้าปลูกแตงโมพันธุ์เหม่ยเหรินอะไรนั่นกับท่าน รวมถึงทำเหล้าองุ่นด้วยได้หรือไม่?” เหยียนจื่อเซียงถามอย่างระมัดระวัง “จริงอยู่ที่ว่าพ่อค้าหลวงชั้นหนึ่งจัดหาสิ่งของมากมายให้กับราชสำนัก ทว่าผ้าที่ถูกส่งเข้าไปในวังหลวงส่วนใหญ่ก็มาจากร้านผ้าตระกูลเหยียน ด้วยเหตุนี้ตระกูลเหยียนของเราก็นับว่าเป็นพ่อค้าหลวงอยู่ครึ่งหนึ่ง ไม่อย่างนั้นแล้วร้านขายผ้าอวี้เยว่คงไม่ปล่อยให้เราทำการค้ายิ่งใหญ่อยู่ในอำเภอหวาซีหรอก”
ได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็พลันยกมือลูบหน้าผากตัวเอง “ทำไมข้าถึงรู้สึกว่ายิ่งเจ้าพูดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งน่าทึ่งมากขึ้นเท่านั้น แท้จริงแล้วตระกูลเหยียนของเจ้ามีภูมิหลังแบบไหนแน่?”
“ก็ไม่ได้มีภูมิหลังที่ยอดเยี่ยมอะไรนัก” เหยียนจื่อเซียงหน้าขึ้นสี “เรามีเส้นทางการค้าอยู่เส้นหนึ่ง พี่ใหญ่และพี่รองของข้าฟันฝ่าเพื่อให้ได้มา เส้นทางสายนี้ทอดไปสู่ทะเลจีนตะวันออก โจรสลัดในทะเลได้ทำข้อตกลงทางการค้ากับตระกูลเหยียนและจะไม่ปล้นขบวนพ่อค้าของเรา ด้วยเหตุนี้ เราจึงสามารถนำเข้าผ้าแพรต่วนหรงซงอันเป็นเอกลักษณ์จากดินแดนโพ้นทะเลอย่างอิ๋งโจวได้ ผ้าแพรต่วนหรงซงมีความพิเศษมาก เหล่าสนมในวังหลังชอบผ้าแพรต่วนซงนี้อย่างยิ่ง”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ หลี่เยว่หานก็รู้สึกงุนงงขึ้นมา
“เราเชี่ยวชาญในธุรกิจเสื้อผ้า ดังนั้นหลังจากเปิดเส้นทางการค้าทางทะเลนี้กับทางอิ๋งโจวแล้วก็พลันรู้สึกว่าครอบครัวของเราสิ้นเปลืองเงินเกินไป ราชสำนักจึงมาขอเช่าเส้นทางจากเราเพื่อทำมาค้าขายกับทางอิ๋งโจว ทุกปีตระกูลเหยียนและราชสำนักจะจัดหาเกลือและพืชพันธุ์ธัญพืชให้แก่พวกโจรสลัดอย่างเพียงพอ ทำให้พวกโจรสลัดลดการก่อจลาจลลงไปบ้าง เมื่อปีที่แล้ว ทางราชสำนักได้กวาดล้างพวกเขาในคราวเดียว ทว่าเรื่องนี้ไม่ได้ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ มีเพียงตระกูลเหยียนของเราเท่านั้นที่รู้”
“ตอนนี้เส้นทางการค้าสายนี้ยังคงถูกใช้งานโดยตระกูลเหยียนและราชสำนัก ขบวนพ่อค้าอื่นไม่กล้าเข้าไป ตระกูลเหยียนได้ส่งคนไปคอยดูแลถิ่นที่อยู่ของโจรสลัด หากมีขบวนพ่อค้าอื่นเข้ามา พวกเราก็จะปล้นเสีย เงื่อนไขนี้ ครอบครัวเราได้ตกลงกับทางราชสำนักไว้แล้ว”
“ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงยังไม่ได้รับตำแหน่งพ่อค้าหลวงก็เพราะว่าพ่อค้าหลวงชั้นหนึ่งนั้นกดทับอยู่ด้านบน สินค้าโภคภัณฑ์ส่วนใหญ่ในเมืองหลวงล้วนถูกรวบรวมไว้ในมือของตระกูลเวิน ฝ่าบาทเองก็คำนึงถึงหลายปัจจัยจึงยังไม่ให้ตำแหน่งพ่อค้าหลวงกับเราไปก่อนสักพัก”
“หากคนผู้นั้นคือคุณชายใหญ่ของพ่อค้าหลวงชั้นหนึ่งจริง ๆ ก็ย่อมออกปากพูดคุยกับพ่อของเขาให้สักสองสามคำ ในไม่ช้า ตระกูลเหยียนก็คงได้รับตำแหน่งพ่อค้าหลวง แม้ว่าจะไม่อาจเทียบชั้นกับพ่อค้าหลวงชั้นหนึ่งได้ แต่ก็เป็นเกียรติเป็นศรีแก่วงศ์ตระกูลนัก”
หลังจากได้รับฟังทั้งหมดแล้ว หากหลี่เยว่หานยังไม่เข้าใจอีกก็นับว่าโง่เขลา “รู้สึกราวกับว่าเจ้าจับตามองข้ามาโดยตลอดเลย?”
“ฮิฮิ…” หลังจากถูกเปิดเผยว่าใช้ความเจ้าเล่ห์เพทุบายเล็กน้อย เหยียนจื่อเซียงก็พลันเขินอาย “เป็นพี่ใหญ่และพี่รองของข้าที่จำนายท่านเวินได้ และได้พูดเรื่องนี้ต่อหน้าข้าอยู่หลายครั้ง ข้าเห็นท่านคบค้าสมาคบกับนายท่านเวินอยู่บ่อยครั้ง ในตอนแรกข้าจำท่านไม่ได้ ต่อมาเมื่อพบเจอท่านบนรถม้าที่เดินทางกลับจากเมืองหลวง ในครานั้นเป็นความบังเอิญที่เราได้ขึ้นรถม้าคันเดียวกัน ข้าจึงอยากตีสนิทกับท่าน ข้าไม่ได้คาดคิดว่าท่านจะช่วยลดน้ำหนัก ด้วยเหตุนี้จึงรู้สึกว่าในใจไม่เป็นสุขนัก…”
หลังเอ่ยจบ เหยียนจื่อเซียงก็หดคอของนางลง ราวกับเด็กที่มีความผิดติดตัวแล้วกลัวจะถูกลงโทษ
หลี่เยว่หานถอนหายใจออกมาอย่างอดไม่ได้
เดิมทีหญิงสาวคิดจะใช้เหยียนจื่อเซียงเป็นเกราะกำบัง แต่ใครกันคาดคิดว่าเหยียนจื่อเซียงกลับมีความคิดอีกอย่างหนึ่ง คิดอยากใช้นางเป็นลมบูรพาเพื่อสานสัมพันธ์กับตระกูลเวิน
พอเอ่ยถึงจุดนี้ หลี่เยว่หานควรจะโกรธ แต่เมื่อมองสีหน้าของเหยียนจื่อเซียงที่เหมือนประดับคำว่า ‘ข้ารู้ข้าผิด’ หลี่เยว่หานก็โกรธไม่ลง
เมื่อนึกถึงช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันมากว่าหนึ่งเดือน แม้เวินเทียนเหล่ยจะมาหานางที่หมู่บ้านจางหนิงหลายครั้ง แต่เหยียนจื่อเซียงก็จะบังเอิญหายตัวไปทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นตอนที่นางทำงานกับมู่ชวนอยู่ในไร่สวนหรือในตอนที่ไปหาบน้ำก็ตาม
นอกจากนี้ เวินเทียนเหล่ยก็รู้ว่านางให้เหยียนจื่อเซียงอยู่ที่บ้าน ดังนั้นเขาจึงไม่คิดจะอยู่กินข้าวเย็นด้วยกัน เป็นเวลากว่าหนึ่งเดือนแล้ว ทว่าเหยียนจื่อเซียงกลับหลบเลี่ยงที่จะพบหน้าเวินเทียนเหล่ยแทบทุกครั้ง เดิมทีหลี่เยว่หานไม่ได้สังเกตเห็นประเด็นนี้ แต่วันนี้หญิงสาวก็เข้าใจได้ทันที
“ในเมื่อเจ้าต้องการจะสร้างสัมพันธ์กับตระกูลเวิน แล้วเหตุใดจ้าถึงหลีกเลี่ยงเวินเทียนเหล่ยทุกครั้งที่เขามาที่นี่ล่ะ?”
“ข้า…” เหยียนจื่อเซียงหน้าแดงก่ำ “ท่านช่วยข้าลดน้ำหนัก ทั้งยังช่วยรักษาโรคคอพอก หากข้าใช้ประโยชน์จากท่านอีก ก็นับว่าไร้คุณธรรมเกินไป ท่านวางใจเถอะ ข้าไม่เคยบอกเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างท่านและนายท่านเวินกับใคร”
เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้ หลี่เยว่หานพลันรู้สึกถึงความอบอุ่นในหัวใจ
คนรู้กตัญญูย่อมไม่มีวันชั่วช้า
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ต่อไปเราจะไม่หยิบยกเรื่องนี้มาพูดอีก” หลี่เยว่หานเอ่ยพลางบิดขึ้เกียจ “เดิมที่ข้าคิดว่าเจ้าพาเด็ก ๆ มาทำอะไรกินในครัวจริง ๆ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าข้าจะต้องลงมือเอง เฮ้อ ชีวิตหนอชีวิต”
เหยียนจื่อเซียงคิดเอาไว้ว่าหลี่เยว่หานคงไล่นางออกไปหลังจากได้ยินเรื่องราวทั้งหมดนี้ ใครกันคาดคิดว่าหลี่เยว่หานกลับปล่อยเรื่องนี้ไปอย่างสบาย ๆ เช่นนี้ ทำเอาหญิงสาวพลันสับสนขึ้นมา “พี่สาวหาน ท่านไม่ไล่ข้าไปหรอกหรือ?”
“เจ้าเพิ่งได้ยินความลับมากมาย หากข้าไล่เจ้าไป แล้วเจ้าทรยศหักหลังข้า ข้าจะทำอย่างไร?” หลี่เยว่หานตอบอย่างไม่เป็นจริงจังในขณะที่ก่อไฟ
ใครจะรู้ว่าเหยียนจื่อเซียงจะจริงจัง หญิงสาวรีบยกมือซ้ายขึ้นเพื่อสาบาน “ข้าสาบานว่าข้าจะไม่คิดทรยศหักหลังพี่สาวหาน วันนี้ข้าไม่ได้ยินอะไรเลย และจะไม่บอกใครทั้งนั้น แม้แต่ญาติสนิทมิตรสหาย หากข้าละเมิดสิ่งที่สาบาน ขอให้ไม่ได้แต่งงานไปตลอดชีวิต ตายไปแบบไม่ครบสามสิบสอง โดดเดี่ยวไปชั่วชีวิต ตระกูลเหยียนก็…”
“เอาล่ะ เอาล่ะ เจ้ายังแข็งแรงดีอยู่” หลี่เยว่หานทั้งโกรธทั้งขบขัน “ข้าเชื่อในตัวเจ้า ไม่จำเป็นต้องสาบานสาบแช่งอะไร สตรีอย่างเจ้านั้นจริงใจเกินไป หากเป็นคนอื่น ไม่แน่ว่าวันนี้เจ้าอาจจะถูกฆ่าปิดปากไปแล้วเสียด้วยซ้ำ รู้หรือไม่”
เหยียนจื่อเซียงย่นคอ “ข้ารู้แล้ว…”
“แล้วก็ชื่อจริงของข้าไม่ใช่หานเยว่ ต่อจากนี้ไป เจ้าเรียกข้าว่าพี่สาวเยว่เถอะ ในชื่อจริงของข้ามีคำว่าเยว่อยู่ในนั้น” ขณะที่หลี่เยว่หานพูด ไฟในเตาก็ลุกโชนขึ้นแล้ว
“เจ้าค่ะ! เดี๋ยวข้าช่วย!” เหยียนจื่อเซียงลุกขึ้นอย่างร่าเริง มู่ชวนซึ่งนิ่งเงียบมาตลอดมองไปยังเหยียนจื่อเซียงอย่างล้ำลึก
มู่ชวนนั้นต่างจากหลี่เยว่หาน ความระมัดระวังตัวของเขามีมากที่สุดในครอบครัว แม้หลี่เยว่หานจะบอกว่านางเชื่อใจเหยียนจื่อเซียง ทว่ามู่ชวนไม่อาจเชื่อใจนางได้ แม้เขาจะรู้ว่าเหยียนจื่อเซียงไม่ได้มีเจตนาแอบแฝง แต่มู่ชวนรู้สึกว่าในฐานะผู้ชายคนเดียวในครอบครัว เขามีหน้าที่ปกป้องน้องสาวและท่านอาสะใภ้
ด้วยเหตุนี้ความระแวดระวังในใจของเด็กชายที่มีต่อเหยียนจื่อเซียงจึงถูกยกระดับไปสู่ระดับสูงสุด
ซ้ำยังแอบโทษตัวเองด้วยที่ไม่เคยสังเกตเห็นความคิดของเหยียนจื่อเซียงมาก่อน