ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 265 ฟ้าผ่าดังก้อง!
บทที่ 265 ฟ้าผ่าดังก้อง!
แน่นอนว่าหลี่เยว่หานไม่รู้เรื่องเหล่านี้
แต่เหยียนจื่อเซียงซึ่งถูกมู่ชวนคอยจับตามองอย่างระแวดระวังก็สังเกตเห็นอะไรหลายอย่าง
แต่นางไม่ได้ถือสา ด้วยเพราะตนเคยหลอกลวงและหลอกใช้หลี่เยว่หานมาก่อนในระดับหนึ่ง การที่นางถูกเด็กเจ็ดขวบเฝ้าระวังย่อมสมเหตุสมผล หญิงสาวจึงไม่ได้คิดหยุมหยิมอะไรกับเด็กน้อย
เพียงพริบตาเวลาก็ผันผ่านไปครึ่งเดือน ห่วงยางรอบเอวของเหยียนจื่อเซียงนั้นหายไปแล้ว ตอนนี้นางแข็งแกร่งล่ำสันกว่าเด็กผู้หญิงในครอบครัวทั่วไปเล็กน้อย ดู ๆ ไปแล้วท่าทางกำยำน่าเอ็นดู แตกต่างจากเมื่อหนึ่งเดือนครึ่งที่แล้วที่เวลาเดินเนื้ออวบ ๆ จะสั่นไปมา
ยิ่งไปกว่านั้น ทุกครั้งที่หลี่เยว่หานทำอาหาร นางจะหยดน้ำพุจิตวิญญาณหยดหนึ่งลงในอาหาร และการบำรุงด้วยวิธีนี้ ทำให้โรคคอพอกของเหยียนจื่อเซียงไม่กำเริบมาระยะหนึ่งแล้ว หญิงสาวไม่ต้องกินน้อยแต่กินหลายมื้อแทน ทั้งยังไม่หิวง่ายเหมือนเมื่อก่อน
ในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมา เรื่องที่หลี่เยว่หานทำธุรกิจกับนายท่านเวิน พ่อค้าหลวงชั้นหนึ่ง ค่อย ๆ แพร่กระจายไปในหมู่บ้าน ในช่วงแรกนั้นเต็มไปด้วยคำพูดต่าง ๆ นานา ซ้ำยังมีถ้อยคำแย่ ๆ ไม่น่าฟังนับไม่ถ้วนผ่านเข้าหู
หลี่เยว่หานยังไม่ได้ออกมาแก้ตัวแต่อย่างใด นางปล่อยให้พวกเขาพูดไปอย่างที่อยากพูด เมื่อแตงโมพันธุ์เหม่ยเหรินในสวนชุดแรกสุก องุ่นเที่ยวแรกก็สุกเช่นกัน เหล้าองุ่นรอบที่สามก็ถูกบ่มได้ที่แล้วเช่นกัน นี่จึงเป็นการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของนางไปโดยปริยาย
ระยะเวลาครึ่งเดือนนั้นจะว่ายาวก็ไม่ยาว จะว่าสั้นก็ไม่สั้น ได้จังหวะที่ทั้งแตงโมและเหล้าองุ่นล้วนพรั่งพร้อม เวินเทียนเหล่ยจึงประโคมข่าวใหญ่ จัดขบวนรถม้ามาบรรทุกสิ่งของไป และแน่นอนว่ามีผู้พบเห็นไม่น้อย เมื่อพวกเขาเห็นหลี่เยว่หานสั่งให้คนยกแตงโมและเหล้าองุ่นไปขึ้นรถทีละตะกร้า ๆ พวกเขาจึงพลันตระหนักได้ว่าสิ่งที่หลี่เยว่หานปลูกไว้ในไร่สวน ซึ่งไม่รู้ว่าคืออะไรนั้นคือกิจการค้าขายของนางกับนายท่านเวิน พ่อค้าหลวงชั้นหนึ่ง
เมื่อของทั้งหมดถูกบรรทุกขึ้นรถให้เวินเทียนเหล่ย เวินเทียนเหล่ยกำลังจะจากไป ทว่าหลี่เยว่หานดึงเขากลับมาแล้วกล่าวว่า “องุ่นและเหล้าองุ่นมีส่วนแบ่งของเหยียนจื่อเซียงด้วย”
เวินเทียนเหล่ยเมื่อได้ยินถ้อยคำที่หลี่เยว่หานเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทำให้ชายหนุ่มตกตะลึง จากนั้นก็เข้าใจและพยักหน้ารับ “เข้าใจแล้ว”
เอ่ยจบ เขาก็ขึ้นรถม้าแล้วออกเดินทาง
หลังจากเวินเทียนเหล่ยออกไปแล้ว เหยียนจื่อเซียงก็โผล่หน้าออกมาจากห้องครัว “พี่สาวเยว่ พี่สาวเยว่ นายท่านเวินว่าอย่างไรบ้าง?”
“เขาบอกว่าเข้าใจแล้ว น่าจะไม่มีปัญหาอะไร เจ้าอยากกลับไปบอกครอบครัวของเจ้าหรือไม่?” หลี่เยว่หานมองใบหน้าที่แปลกไปของหญิงสาวก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
ขณะที่กล่าวบอก นางก็เดินเข้าไปในห้องครัว ทว่าทันเห็นมู่ชวนที่จับตามองเหยียนจื่อเซียงด้วยความระแวดระวังอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ทำเอาหัวใจของนาง ‘กระตุก’ ขึ้นมา
“ข้าจะให้คนส่งสารกลับไปที่บ้าน ข้ายังอยากจะลดน้ำหนักเพิ่มอีกสักหน่อยแล้วจึงกลับบ้าน รู้สึกว่าช่วงหลังมานี้เหมือนจะลดน้ำหนักไม่ลงอีกแล้ว” เหยียนจื่อเซียงเองก็จับได้ถึงความระมัดระวังของมู่ชวน ทุกวันนี้แม้แต่หลิงซีก็ไม่ได้เข้ามาใกล้ชิดสนิทสนมกับนางมากนัก แต่นางไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจ อย่างไรเสียพวกเขาก็เป็นเด็กเล็ก มีเด็กโตที่ไหนกันที่จะมาคิดโกรธเด็กเล็ก ๆ
ถูกต้อง เหยียนจื่อเซียงคิดว่าตัวเองเป็นเด็กโต ด้วยเหตุนี้จึงไม่คิดทะเลาะกับมู่ชวน…
“ก่อนหน้านี้ที่เจ้าลดน้ำหนักได้เร็วเพราะมีไขมันที่ค่อนข้างมาก ส่วนตอนนี้ที่ลดน้ำหนักได้ช้าเพราะไขมันที่สะสมในร่างกายน้อยลงแล้ว” หลี่เยว่หานเห็นว่าหญิงสาวไม่ได้สนใจ จึงไม่คิดจะเจาะหน้าต่างกระดาษ*[1]นี้ “ในช่วงสองวันนี้ให้เจ้าจะกินดื่มตามปกติ น้ำหนักของเจ้าจะยังคงลดลง เพียงแต่จะลดลงช้ากว่าที่เคย พูดกันตามตรง การลดน้ำหนักได้มากถึงเพียงนี้ในระยะเวลาไม่ถึงสองเดือนนั้นนับว่าหาได้ยากอย่างยิ่งแล้ว”
แม้จะมีน้ำพุจิตวิญญาณของหลี่เยว่หาน แต่ความมานะพยายามของเหยียนจื่อเซียงนั้น คนปกติทั่วไปเทียบไม่ได้เสียด้วยซ้ำ หากเป็นลูกสาวของบ้านอื่น ไม่ต้องพูดถึงการตื่นแต่เช้ามาวิ่งหลาย ๆ รอบในทุกวัน แค่จะให้ไปหาบน้ำก็เดาว่าคงต้องพูดพร่ำอยู่เป็นครึ่งวัน
ในช่วงนี้ จากเหยียนจื่อเซียงที่ในตอนแรกวิ่งรอบหมู่บ้านสามรอบก็เหนื่อยเจียนตาย ทว่าในตอนนี้หญิงสาวสามารถวิ่งรอบหมู่บ้านหกรอบได้อย่างไม่เหนื่อยหอบ หากไม่ใช่เพราะหลี่เยว่หานกลัวว่าจะเกิดความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อหากออกกำลังกายหนักเกินไป เกรงว่าตอนนี้เหยียนจื่อเซียงคงจะสามารถวิ่งรอบหมู่บ้านสิบรอบในหนึ่งลมหายใจได้เสียด้วยซ้ำ…
“พี่สาวเยว่ว่าอย่างไร ข้าก็เชื่อเช่นนั้น” เหยียนจื่อเซียงกล่าวพร้อมลูบหัวมู่ชวนในขณะที่เดินผ่านเด็กชาย โดยไม่สนใจสายตาอาฆาตของเขา…
“งี้ด—” ไม่รู้ว่าต้าไป๋ไปถูกอะไรกระตุ้นเขา จากเดิมที่นอนอยู่ที่เท้าของมู่ชวน จู่ ๆ มันก็ลุกขึ้น ดวงตาหมาป่าจ้องมองไปยังหลี่เยว่หานพลางส่งเสียงในลำคอของมันออกมา
หลี่เยว่หานกำลังจะเอ่ยถามมู่ชวนว่าเจ้าต้าไป๋ร้องขึ้นมาทำไม แต่จู่ ๆ อาการคลื่นไส้ก็พลันตีขึ้น ก่อนที่หญิงสาวจะอาเจียนน้ำย่อยออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว
เหยียนจื่อเซียงเห็นดังนั้นก็รีบเทน้ำส่งให้หลี่เยว่หาน “ท่านเป็นอะไร ไม่ได้ไปกินของแสลงของไม่ดีเข้าใช่หรือไม่? หรือไปโดนลมเย็นเข้า?”
หลี่เยว่หานโบกมือและกำลังจะบอกว่านางไม่ได้เป็นอะไร ทว่าอาการคลื่นไส้ก็ตีขึ้นมาอีกครั้ง
กระทั่งหลี่เยว่หานอาเจียนหนักมากจนหน้ามืด และน้ำย่อยในท้องออกมาหมด นางจึงรู้สึกดีขึ้น
เหยียนจื่อเซียงช่วยพยุงหลี่เยว่หานให้นั่งลง มู่ชวนและหลิงซีต่างยืนมองนางด้วยความตระหนก
“ข้าสบายดี” หลี่เยว่หานดื่มน้ำหนึ่งอึก ก่อนถอนหายใจเบา ๆ “เดาว่าเมื่อเช้าข้าคงกินอะไรผิดสำแดงไป ได้ดื่มน้ำร้อนสักหน่อยก็คงดีขึ้น จื่อเซียง เจ้าช่วยดูทีว่าน้ำแกงในหม้อเดือดดีหรือยัง”
ยังไม่ทันขาดคำ อาการคลื่นไส้ของหลี่เยว่หานก็ตีขึ้นมาอีกระลอก ต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าอาการอาเจียนแห้ง มีแต่ลมจะหยุดลง
“ทำไมจู่ ๆ ถึงเป็นแบบนี้” เหยียนจื่อเซียงร้อนใจราวหนูติดจั่น “มู่โทว เสี่ยวหลิงตัง น้าจะไปหาท่านหมอ พวกเจ้าคอยดูแลพี่สาวเยว่เอาไว้นะ” เอ่ยจบ เหยียนจื่อเซียงก็เปิดฝาหม้อ แล้วตักน้ำแกงใส่ชาม “พี่สาว ดื่มน้ำแกงนี่สักคำก่อน แล้วอย่าอาเจียนออกมา”
น้ำแกงตุ๋นนี้เป็นฝีมือของหลี่เยว่หาน กลิ่นหอมตีขึ้นจมูก โดยปกติแล้วหลี่เยว่หานชอบตุ๋นน้ำแกงเพื่อบำรุงร่างกาย
เมื่อได้ยินคำพูดของเหยียนจื่อเซียง หลี่เยว่หานก็เอื้อมมือไปรับน้ำแกงมา ทว่าไม่รู้ว่าเพราะอะไร ทันทีที่ได้กลิ่นหอมของน้ำแกง อาการคลื่นไส้ก็ตีรวนขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะอาเจียนแบบมีแต่ลมออกมาอีกระลอก ราวกับว่าอดรนทนไม่ไหวจึงต้องระบายความกล้าออกมาจนหน้าเขียวหน้าดำ
“ท่านแม่ ดื่มน้ำร้อนสักหน่อย” หลิงซีเทน้ำร้อนให้หลี่เยว่หาน แต่คราวนี้ หลี่เยว่หานไม่อาเจียนแล้ว
เมื่อมู่ชวนเห็นว่าหลี่เยว่หานดีขึ้น เขาก็หันหน้าไปจ้องเหยียนจื่อเซียง แล้วเอ่ยว่า “ท่านทำอะไรท่านแม่ของพวกเรา”
เหยียนจื่อเซียงนั้นยังคงตกอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง ยังไม่กลับมามีสติ มู่ชวนเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งโกรธ เด็กชายก้าวเข้าไปบังสายตาของเหยียนจื่อเซียงซึ่งกำลังมองหลี่เยว่หานอยู่ ใบหน้าเล็ก ๆ ของเขาเต็มเปี่ยมด้วยความโกรธ “พูดมาสิ! ท่านทำอะไรกับท่านแม่ของข้า! เราปฏิบัติต่อท่านอย่างดี แม้จะรู้เจตนาแอบแฝงของท่านแล้ว เราก็ยังยอมให้ท่านอยู่ที่บ้านต่อ แต่ท่านกลับทำร้ายท่านแม่ของข้า จิตใจของท่านอำมหิตเกินไปแล้ว!”
“หา?” เหยียนจื่อเซียงกลับมามีสติอีกครั้ง “น้าหรือ? น้าไม่ได้ทำอะไรเลย”
“แล้วเหตุใดท่านแม่ของข้าซึ่งสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี จู่ ๆ ถึงเป็นแบบนี้ไปได้!” มู่ชวนจ้องไปยังอีกฝ่ายอย่างไม่วางตา ฮึม! เขารู้อยู่แล้วเชียวว่าเหยียนจื่อเซียงต้องมีปัญหา!
เมื่อได้ยินถ้อยคำของมู่ชวน เหยียนจื่อเซียงก็ตอบสนองทันที หญิงสาวหันตัวไปเคาะ ๆ หม้อน้ำแกงที่ยังคงเดือดอยู่ ก่อนจะวิ่งมาแตะ ๆ ที่ด้านข้างหลี่เยว่หาน มู่ชวนกำลังจะหยุดนาง แต่เหยียนจื่อเซียงก็ยกข้อมือของหลี่เยว่หานขึ้น ก่อนจะวางสามนิ้วของตนลงไปบนจุดชีพจรของหญิงสาวเพื่อเริ่มจับชีพจร
“เจ้า…” มู่ชวนคิดอยากจะพูดบางอย่าง
แต่เหยียนจื่อเซียงมองเขาแล้วกล่าวว่า “ที่ร้านผ้าของข้าใช้สมุนไพรในการย้อมผ้า ทำให้ข้าพอมีความรู้เรื่องการแพทย์อยู่บ้าง”
เมื่อได้ยินดังนั้น และเห็นท่าทางที่ดูมีเค้าอยู่บ้าง มู่ชวนจึงกลืนคำพูดของตัวเอง แต่ดวงตาของเขายังคงจ้องมองไปยังเหยียนจื่อเซียง
ไม่นานนัก เหยียนจื่อเซียงก็หายใจออกพร้อมรีบผุดลุกขึ้น แล้วมองหลี่เยว่หานด้วยใบหน้ายิ้มแย้มพลางเอ่ย “พี่สาว! ท่านกำลังตั้งครรภ์! จากชีพจรที่ข้ารู้สึกก็คงจะราว ๆ สองเดือนแล้ว!”
ราวกับว่ามีสายฟ้าฟาดลงสู่พื้นดิน เสียงดังกึกก้องทำเอาหลี่เยว่หานหาทิศเหนือไม่เจอเสียด้วยซ้ำ
อะไรนะ?
นางกำลังตั้งครรภ์?
สองเดือนแล้วด้วย?
หลี่เยว่หานถูกอาบไปด้วยความมึนงงสับสน “ใครนะ? ใครท้อง?”
[1] เจาะหน้าต่างกระดาษ หมายถึง เรื่องราวหรือปัญหาบางอย่างถูกคนเปิดเผย