ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 266 ว้าวุ่นใจอย่างยิ่ง
บทที่ 266 ว้าวุ่นใจอย่างยิ่ง
หลี่เยว่หานกำลังตั้งครรภ์
ซ้ำอายุครรภ์ยังใกล้จะสองเดือนแล้ว
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เด็กในท้องของนางนั้นเกิดขึ้นมาในช่วงไม่กี่วันที่นางไปหาเมิ่งฉีฮ่วนที่เมืองหลวง
หลังจากเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง สีหน้าของหลี่เยว่หานก็พลันบูดบึ้ง
นางเป็นม่ายในหมู่บ้านจางหนิง! เป็นหญิงม่ายแต่ตั้งครรภ์นี่จะพูดอย่างไร!
ด้วยเหตุนี้ หลังจากหลี่เยว่หานแน่ใจว่าตัวเองท้อง นางพลันยืนนิ่งไม่ได้ นั่งไม่ติด เดินไปเดินมาในห้องครัว เดี๋ยวก็ยกมือขึ้นลูบหน้าท้องอยู่ครู่หนึ่ง เดี๋ยวก็เอาลง เดี๋ยวก็คิ้วขมวด อีกพักหนึ่งก็คลายออก
มู่ชวน หลิงซี และเยียนจื่อเซียงนั่งเรียงกันเป็นแถว ไม่มีใครกล้าปริปากเอ่ยสิ่งใด แม้แต่เจ้าต้าไป๋เองก็นอนอยู่บนพื้นอย่างว่านอนสอนสอนง่าย ดวงตาของมันไม่เหลือบขึ้นมองเสียด้วยซำ เพียงนิ่งเงียบอยู่แบบนั้น
“ท้องได้อย่างไรกัน…” หลังจากเดินไปเดินมาอยู่หลายครั้ง ในที่สุดหลี่เยว่หานก็นั่งลงบนเก้าอี้ด้วยความหงุดหงิด
นางอืดอาดเชื้องช้าเสียจริง ประจำเดือนไม่มาสองเดือนแล้วแต่กลับไม่มีปฏิกิริยาอะไรแสดงให้เห็นเลย
ก่อนหน้านี้ นางยังบอกเวินเทียนเหล่ยไปอีกว่าจะไม่ไปเมืองหลวง ด้วยอยู่ที่หมู่บ้านจางหนิงจะปลอดภัยกว่า
ทว่าตอนนี้ แม้นางอยากจะอยากอยู่ที่หมู่บ้านจางหนิง แต่ท้องของนางจะเริ่มขยายใหญ่ให้เห็นเป็นรูปร่างเมื่อตั้งครรภ์ราวสามเดือน แล้วนางจะอยู่ที่นี่ต่อไปได้อย่างไร! ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางอยู่ที่นี่ต่อไปได้!
หลี่เยว่หานครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ มือขยี้ผมจนพันกันยุ่งเหยิงก็ยังคิดไม่ออกว่าควรทำอย่างไรดี
“ไม่อย่างนั้น…” เหยียนจื่อเซียงเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง “พี่สาวเยว่ ท่านก็… พาเด็ก ๆ ไปพักที่บ้านของข้าดีไหม?” แม้ว่าในคราแรกที่ได้พบกัน หลี่เยว่หานจะบอกนางว่านางไปเมืองหลวงก็เพื่อไปหาสามีที่ทรยศของนาง
แต่เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ในตอนนี้ รวมถึงระยะเกือบสองเดือนที่พวกนางได้ใช้เวลาร่วมกันมา เหยียนจื่อเซียงสรุปได้ว่าบางทีสามีของหลี่เยว่หานอาจจะไม่ใช่คนทรยศ แต่น่าจะมีบางอย่างไปเกาะเกี่ยวให้สะดุด ด้วยเหตุนี้หลี่เยว่หานจึงไม่ไปที่เมืองหลวง
นี่ยังตรงกับบทสนทนาครั้งก่อนระหว่างเวินเทียนเหล่ยกับหลี่เยว่หานอย่างพอดิบพอดี
เหยียนจื่อเซียงคิดกับตัวเองว่า การพาสตรีวัยเจริญพันธุ์มายังอำเภอหวาซี จากนั้นก็เลี้ยงดูจนมีบุตร แล้วจึงพาหลี่เยว่หานและลูก ๆ ไปยังเมืองหลวงนั้นไม่ใช่เรื่องยาก ปัญหาคือก่อนหน้านี้ หลี่เยว่หานแสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการอยู่ที่หมู่บ้านจางหนิงต่อ…
“ไม่ได้ หากข้าไปในเวลานี้ก็จะยิ่งเพิ่มความสงสัยเมากขึ้นเท่านั้น” หลี่เยว่หานถอนหายใจ วางมือลงบนหน้าท้อง สีหน้าของหญิงสาวเด็ดเดี่ยวหนักแน่น “เด็กคนนี้มาในเวลาที่ไม่เหมาะสม”
ได้ยินดังนั้น สีหน้าของทุกคนพลันแปรเปลี่ยนไปพร้อมกัน
หลิงซีรีบวิ่งเข้าไปหาหลี่เยว่หานจนเกิดเสียง “ฟิ้ว” แล้วกอดเข้าที่ต้นขาของหลี่เยว่หานโดยไม่ทันได้เอ่ยอะไรก็เริ่มร้องไห้ “ท่านอาสะใภ้ ท่านจะไม่ต้องการลูกของท่านอาไม่ได้ ท่านอาอายุมากถึงเพียงนี้แล้วยังไม่มีลูกสืบสกุลเลย เด็กคนนี้แน่นอนว่าท่านอาย่อมต้องการ!”
เมื่อได้ยินมาถึงตรงนี้ เหยียนจื่อเซียงก็เข้าใจได้ทันที
ก่อนหน้านี้นางรู้เพียงว่าสองพี่น้อง มู่ชวนและหลิงซี ไม่ใช่ลูกของหลี่เยว่หาน มาตอนนี้นางได้รู้แล้วว่าสองพี่น้องคู่นี้จริง ๆ แล้วเรียกหลี่เยว่หานว่าอาสะใภ้
เมื่อคิดเช่นนี้ คิ้วของเหยียนจื่อเซียงก็ขมวดแน่น
คิดอย่างไร ผิวน้ำตื้น ๆ ของหลี่เยว่หานนั้นกลับยิ่งลึกขึ้นเรื่อย ๆ… การที่นางคบค้าสมาคมกับหลี่เยว่หานเป็นสิ่งดีต่อตระกูลเหยียนจริงหรือ?
“ท่านอาสะใภ้ มิสู้หนีเหมือนที่เราเคยทำตอนนั้นเล่าขอรับ” มู่ชวนอย่างไรก็เป็นเด็กผู้ชาย เขาจึงไม่มาร้องไห้กอดขาของหลี่เยว่หานเหมือนหลิงซี ใบหน้าของเขาสงบนิ่ง
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็ส่ายหน้าไปมา “ไม่ได้ หากเราใช้วิธีการหนีไปเช่นในตอนนั้นอีกเป็นครั้งที่สองจะทำให้เกิดความสงสัยจากทุกทิศทุกทาง องค์ชายสามเองไม่ได้กินผักกินหญ้า ในท้ายที่สุด เขาก็ต้องทำการตรวจสอบเป็นแน่”
เอ่ยจบ หลี่เยว่หานก็หันหน้าไปมองเหยียนจื่อเซียง แล้วกล่าวว่า “จื่อเซียง ข้าขอถามอะไรเจ้าสักอย่างหนึ่งได้ไหม?”
เหยียนจื่อเซียงซึ่งเดิมกำลังตกอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง ด้วยไม่รู้ว่าจะยื่นมือเข้าช่วยหลี่เยว่หานได้อย่างไร เมื่อได้ยินถ้อยคำของหลี่เยว่หาน จึงรีบพยักหน้าทันที “พี่สาวเยว่ เชิญว่ามาเถิด!”
“ช่วยพามู่ชวนและหลิงซีไปอยู่ที่จวนตระกูลเหยียนของเจ้าเพื่อซ่อนพวกเขาไว้สักพัก ทันทีที่เรื่องต่าง ๆ คลี่คลาย ข้าจะไปรับพวกเขา” หลี่เยว่หานใช้น้ำเสียงคล้ายกับฝากฝังลูกของตนให้คนอื่นดูแล แม้จะพูดว่าให้เหยียนจื่อเซียงพาสองพี่น้องไป แต่หลี่เยว่หานย่อมไปหาเวินเทียนเหล่ยเพื่อให้เขาแอบดูแลสองพี่น้องคู่นี้อยู่อย่างลับ ๆ เป็นแน่
“ข้าไม่ไป!” หลิงซีกอดขาของหลี่เยว่หานไว้แน่น “ข้าจะไม่ไปไหน ข้าจะอยู่เคียงข้างท่านอาสะใภ้ ท่านอาสะใภ้จะทอดทิ้งน้องชายคนเล็กไปไม่ได้ เขาไม่รู้เรื่องอะไรด้วย!”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ หลี่เยว่หานก็ถอนหายใจ
ทั้งที่เป็นเวลาที่ไม่เหมาะสมแก่การตั้งครรภ์! ก็จะต้องมาตั้งครรภ์ตอนนี้! จู่ ๆ ก็มาตั้งครรภ์ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานที่สุด!
ยิ่งกว่านั้น นี่คือสมัยโบราณที่เทคโนโลยีและการรักษาพยาบาลยังล้าหลัง! ลูกในท้องจะครบสองเดือนแล้ว การทำแท้งในช่วงเวลานี้นั้นอันตรายอย่างยิ่ง หากผิดพลาดแม้เพียงปลายก้อยก็อาจถึงตายได้!
ในเวลานี้ หลี่เยว่หานไม่คิดว่าน้ำพุจิตวิญญาณในพื้นที่หลิงฉวนจะมีพลังชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นคืนและทำให้เนื้อหุ้มกระดูกได้*[1]…
“ข้าไม่อาจพาสองพี่น้องนี้ไปแล้วปล่อยให้ท่านอยู่ที่นี่ตามลำพังได้” เหยียนจื่อเซียงจ้องมองอย่างแน่วแน่ “ข้าไม่สน ท่านกลับไปยังจวนตระกูลเหยียนกับข้าเสีย ข้าสัญญาว่าท่านจะได้รับการดูแลอย่างดีและให้กำเนิดเด็กคนนี้อย่างปลอดภัย ถึงอย่างไร ท่านก็มีพระคุณประหนึ่งให้ชีวิตใหม่แก่ข้า ข้าไม่อาจเนรคุณไม่คิดตอบแทนได้!”
“เจ้า…” หลี่เยว่หานอยากจะบอกว่าเจ้าไม่ต้องก่อเรื่อง ทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้ปริปาก เหยียนจื่อเซียงก็เอ่ยแทรกขึ้นมาก่อน
“อีกทั้งสถานะของท่านในหมู่บ้านจางหนิงในยามนี้คือหญิงม่าย ข้าไม่คิดว่าคนในหมู่บ้านจางหนิงจะเป็นมิตรกับหญิงม่ายมีครรภ์ได้นักหรอกนะ ท่านเองอาศัยอยู่ที่นี่มาเกือบครึ่งปีแล้ว ก็น่าจะเข้าใจดีว่าคนพวกนี้มีสีหน้าคร่าตาแบบไหน”
เมื่อได้ยินวาจาของเหยียนจื่อเซียง หลี่เยว่หานก็ก้มหน้าลงอย่างหงุดหงิด พลางลูบหัวของหลิงซีที่ยังคงร้องไห้สะอึกสะอื้นกอดขาของนางเบา ๆ ก่อนจะทอดถอนหายใจออกมาแล้วเอ่ยว่า “ไม่ใช่ว่าข้าไม่ต้องการเด็กคนนี้ แต่เขาเกิดมาในเวลาที่ไม่เหมาะสมจริง ๆ”
“ไม่ ไม่เอา” หลิงซีเงยหน้าเล็ก ๆ ของนางที่มีน้ำมูกและน้ำตาไหลอาบไปทั่วใบหน้า แล้วกล่าวอ้อนวอน “ท่านอาสะใภ้จะปล่อยน้องชายคนเล็กไปไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงท่านอาเสียด้วยซ้ำ แม้แต่หลิงซียังรู้ว่าหากต้องการทำแท้งในเวลานี้ ท่านอาสะใภ้ย่อมต้องเสี่ยงชีวิต!”
“นั่นสิ พี่สาวเยว่” เหยียนจื่อเซียงโน้มน้าว “สองเดือนแล้ว หากจะเอาเด็กออกแล้วละก็ ไม่ต้องพูดถึงว่าร่างกายของท่านจะทนได้หรือไม่ แม้แต่หมอที่เก่งที่สุดก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าท่านจะสามารถตั้งครรภ์ได้อีกในอนาคต”
เมื่อได้ยินคำพูดของพวกเขา หลี่เยว่หานพลันลังเล
หารู้ไม่ว่านางเฉาขึ้นไปบนภูเขาและได้เห็ดหลินจือมา นางคิดอยากจะมอบให้เหยียนจื่อเซียงด้วยต้องการจะเอาหน้า แต่ใครกันคาดคิดว่าเมื่อนางมาถึงบ้านของหลี่เยว่หาน ประตูกลับถูกเปิดทิ้งไว้ โดยไม่มีใครอยู่ในลานบ้าน ทว่ามีคนคุยกันอยู่ในครัว
นางรู้ว่าหลี่เยว่หานเลี้ยงลูกหมาป่าไว้ที่บ้านจึงไม่กล้าเข้าใกล้ เพียงแอบฟังอยู่ที่หน้าประตูอยู่พักหนึ่ง และทันได้ยินสองประโยคสุดท้ายของเหยียนจื่อเซียงเข้าพอดี
ทันใดนั้นดวงตาของนางเฉาก็เป็นประกายขึ้นโดยพลัน!
ดีจริง! หานเยว่ หญิงม่ายนางนี้เป็นคนเสเพลเสียจริง! นึกไม่ถึงว่าจะท้องได้สองเดือนแล้วเก็บเงียบไว้!
ก่อนหน้านี้ยังมีหน้าบอกว่าครอบครัวของนางไม่เข้มงวด แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าหญิงม่ายหานเยว่เองนั่นแหละที่สำส่อนอย่างยิ่ง!
คิดได้ดังนี้ นางเฉาก็กลอกตาไปมา ก่อนจะหันหลังจากไปพร้อมกับเห็ดหลินจือในอ้อมแขน
ในทันใดนั้นเอง เจ้าต้าไป๋พลันมีปฏิกิริยาตอบโต้โดยไม่ต้องรอให้ใครมาสั่ง แรงลมราวกับลมกรดเล็ก ๆ พุ่งตรงออกมาทำเอานางเฉาตกใจกลัวจนทรุดนั่งลงอย่างแรงที่บริเวณธรณีประตู
[1] ชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นคืนและทำให้เนื้อหุ้มกระดูก อุปมาว่า ให้ความกรุณาอันใหญ่หลวงแก่ผู้คน