ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 267 นางเฉากลัวจนฉี่ราด...
บทที่ 267 นางเฉากลัวจนฉี่ราด…
หลี่เยว่หานเมื่อเห็นนางเฉาอยู่ที่นี่ก็รู้ได้ทันทีว่าหญิงชราคิดอะไรอยู่ในใจ ใบหน้าของหญิงสาวพลันเย็นเยียบ ก่อนจะเอื้อมมือออกไปดึงตัวนางเฉาซึ่งกลัวเกินกว่าจะพูดได้เข้าไปในลานบ้าน เหยียนจื่อเซียงเองก็ปิดประตูลานบ้านอย่างทันท่วงที
“ได้ยินหมดแล้วหรือ?” หลี่เยว่หานเลิกคิ้วขึ้นและมองไปยังนางเฉาที่ตัวสั่นเทิ้มด้วยท่าทีราวกับนักเลงขาใหญ่ประจำหมู่บ้าน
“ไม่… ไม่… ข้าไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น!” นางเฉาสั่นศีรษะระรัวราวกับกลองป๋องแป๋ง “ข้าเพิ่งมา! ทันทีที่มาก็ถูกลูกหมาป่าของเจ้าทำให้ตกใจกลัวจนแข็งค้างไป ข้าไม่ได้ยินอะไรเลย!”
“เช่นนั้นแล้วเจ้าวิ่งหนีเพื่ออะไร ฟันน้ำนมของลูกหมาป่าของข้ายังไม่ขึ้นดีเสียด้วยซ้ำ ถึงกัดคนไปก็ไม่มีทางตาย เจ้าวิ่งหนีเพื่ออะไรกัน?” หลี่เยว่หานถามอีกครั้ง ไม่รู้ว่าหญิงสาวไปหยิบตอกไม้ไผ่ออกมาจากที่ไหน ซ้ำยังเหวี่ยงมันไปมาซ้ำ ๆ อีกด้วย
“ข้า… ข้า…” นางเฉาไม่คาดคิดว่าตัวเองจะถูกจับได้ด้วยการกระทำเดียว
หลี่เยว่หานต่อสู้เก่งแค่ไหน นางเองก็เคยลิ้มรสมาก่อน ไม่ต้องพูดถึงว่าตอนนี้ในลานบ้านมีเหยียนจื่อเซียงซึ่งสามารถลงมือโดยไม่ส่งเสียงใดอยู่อีกคน เดิมทีนางเฉาคิดว่าจะมาที่นี่ก็เพื่อประจบเอาหน้ากับเหยียนจื่อเซียงเสียหน่อย อย่างน้อยก็พอให้ตระกูลเหยียนยอมรับลายปักของลูกสาวของนาง แต่ไม่คิดว่าจะได้ยินข่าวการตั้งครรภ์ของหลี่เยว่หาน
ในตอนแรกนั้นนางมีเจตนาไม่ดี กำลังคิดจะหันหลังกลับและกระจายข่าวไปทั่วทั้งหมู่บ้านทันที เพื่อให้คนทั้งหมู่บ้านรู้ว่าหลี่เยว่หานไม่ปฏิบัติตามคุณธรรมจริยธรรมของสตรี ใครกันจะคาดคิดว่าเพียงช้าไปหนึ่งก้าวก็ถูกจับได้คาหนังคาเขาเสียอย่างนั้น
“เจ้าอะไร!” หลี่เยว่หานฟาดไปยังขาของนางเฉาอย่างหมดความอดทน ทันใดนั้นนางเฉาก็รู้สึกว่าขาของตนเองแสบไปด้วยความเจ็บปวด “เจ้ามาทำอะไรที่บ้านของข้า ได้ยินเรื่องที่เราพูดคุยกันไปเมื่อครู่มากน้อยแค่ไหน!”
ในใจของหลี่เยว่หานในเวลานี้ก็เต็มไปด้วยความหงุดหงิดเช่นกัน
ตอนแรกนางเพียงคิดว่าถึงเวลาอาหารกลางวันแล้วจึงเปิดประตูทิ้งไว้
ต่อมาเกิดมีอาการคลื่นไส้ ทุกคนก็ร้อนใจระคนตื่นตระหนก จนกระทั่งเหยียนจื่อเซียงจับชีพจรและบอกว่าหลี่เยว่หานตั้งครรภ์ได้สองเดือนแล้ว นั่นทำให้ทุกคนต่างสับสนงุนงง ย่อมไม่ทันได้คิดถึงว่าควรไปปิดประตูแล้วค่อยคุยกัน
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้นางเฉาใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้ได้!
“ข้าไม่ได้ยินอะไรเลย!” นางเฉาจะร้องไห้ออกมาอยู่แล้ว ด้วยในขณะนี้ ในสายตาของนางหลี่เยว่หานไม่ต่างจากวิญญาณชั่วร้าย “แม่นาง ข้ารู้ว่าก่อนหน้านี้ข้าตั้งตนเป็นศัตรูกับเจ้ามาโดยตลอด เจ้าย่อมไม่พอใจ แต่ข้าไม่ได้ยินอะไรเลยจริง ๆ และแม้ว่าข้าจะได้ยินอะไรไป ข้าก็ไม่เอาออกไปพูดข้างนอกแน่นอน!”
“พูดเช่นนี้แสดงว่าเจ้าได้ยินเรื่องที่ไม่สมควรไปสินะ” หลี่เยว่หานเลิกคิ้ว ทว่าไม่ได้ลงไม้ลงมืออะไรกับนางเฉาอีก เพียงยืนตัวตรงและมองไปยังเหยียนจื่อเซียง “จื่อเซียง ช่วยข้าหน่อยสิ”
ทันทีที่ได้ยินดังนั้น ดวงตาของเหยียนจื่อเซียงก็พลันเป็นประกาย “ท่านต้องการความช่วยเหลือแบบไหน! ทำลายศพลบหลักฐานหรือ? ข้าไม่เคยทำเรื่องแบบนี้มาก่อน แต่ข้าสามารถไปหาคนที่อำเภอมาจัดการให้ได้!”
เหยียนจื่อเซียงปริปากเอ่ยไปเรื่อยเปื่อย แต่ทำเอานางเฉากลัวจนฉี่ราด “แม่นางไว้ชีวิตข้าด้วยเถิด! ข้าไม่ได้ยินอะไรเลยจริง ๆ! ข้ากลับบ้านไปแล้วจะดื่มยาให้เป็นใบ้เสีย รับประกันว่าจะไม่ให้หลุดจากปากไปแม้สักครึ่งคำ!”
หลี่เยว่หานหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ “ข้าจะขอให้เจ้าช่วยข้าจัดของก็เท่านั้น วันนี้ข้าตั้งใจจะย้ายออกจากหมู่บ้านจางหนิงไปตั้งรกรากที่อำเภอหวาซีพร้อมกับลูก ๆ”
ได้ยินดังนั้น เหยียนจื่อเซียงก็ส่งเสียง “อ้อ” อย่างรู้สึกผิดหวังออกมา ก่อนจะพาสองพี่น้องกลับไปในบ้านเพื่อจัดข้าวของ
ในตอนแรกที่มาถึงที่นี่นั้นมีของไม่ได้มากนัก อีกทั้งยังไม่ได้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านจางหนิงเป็นเวลานาน ดังนั้นข้าวของจึงไม่นับว่ามากมาย เหยียนจื่อเซียงออกจากบ้านไปเพื่อไปหาเกวียนคันหนึ่งให้ส่งสารไปยังร้านผ้าตระกูลเหยียนและหอสุรามัจฉาว่าให้พวกเขาหารถม้าสองคันมาที่หมู่บ้านจางหนิง
ด้านนี้ นางเฉาถูกปิดปากและมัดเอาไว้ ก่อนจะถูกโยนเข้าไปในครัว
ส่วนหลี่เยว่หานนั้นนั่งยองพลางทอดถอนหายใจ
“ท่านอาสะใภ้ ตัดใจทิ้งแตงโมพันธุ์เหม่ยเหรินกับองุ่นไม่ลงหรือเจ้าคะ?” หลิงซีซึ่งยังนั่งยองอยู่ข้าง ๆ หลี่เยว่หานเอ่ยถามขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา
“ใช่จ้ะ ข้าอยากรู้จริง ๆ ว่าตัวเองไปยั่วยุขวางทางเทพยดาองค์ใด ข้าเพิ่งปลูกสิ่งดี ๆ ไว้ด้านนั้นไม่น้อยด้วยความยากลำบากก็จำต้องย้ายมาหมู่บ้านจางหนิง พอมาอยู่ที่นี่กำลังมีวี่แววว่าจะไปได้ดีก็ต้องย้ายออกจากหมู่บ้านอีกครั้งเพราะตั้งท้อง ในใจของข้ารู้สึก… หงุดหงิดมากจริง ๆ!”
ยิ่งนางเฉาได้รับฟังมากเท่าไหร่ นางก็ยิ่งตื่นตระหนกมากขึ้นเท่านั้น ตอนนี้นางตระหนักได้แล้วว่าครอบครัวของหลี่เยว่หานไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน หนำซ้ำตอนนี้พวกนางสองคนยังมานั่งยองพูดเรื่องแบบนี้อยู่ตรงหน้า นางเฉาจึงอดคิดประโยคหนึ่งที่แพร่หลายอย่างกว้างขวางขึ้นมาไม่ได้
ยิ่งรู้มาก ชีวิตยิ่งสั้นลง…
ตอนนี้สิ่งที่เต็มอยู่ในหัวของนางเฉาไม่ใช่ว่าจะสร้างเรื่องให้หลี่เยว่หานอย่างไร แต่หลี่เยว่หานต่างหากจะจัดการนางอย่างไร! ด้วยถึงอย่างไรปากของนางถูกปิดไว้ด้วยผ้าขี้ริ้ว อยากจะร้องขอความเมตตาก็ไม่มีทาง สิ่งที่ทำได้มีเพียงร้องไห้มองหลี่เยว่หานอย่างเปล่าประโยชน์ พร้อมกับหวังว่าหลี่เยว่หานจะเหลือหนทางให้ตนเอาชีวิตรอด
ฝ่ายหลี่เยว่หานเองก็กลัดกลุ้มว่าจะจัดการกับนางเฉาอย่างไร
จะสังหารให้สิ้นนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน ไม่ต้องพูดถึงว่านางเฉาไม่ได้ทำผิดร้ายแรง เพียงแค่อีกฝ่ายรู้ความลับของนางเท่านั้น การจะให้นางลงมือฆ่าคน นางย่อมทำไม่ได้
คนแบบนี้ฆ่าไม่ได้ จะปล่อยไปก็ไม่ได้ ทำเอาหลี่เยว่หานปวดหัวอย่างยิ่ง
“ท่านอาสะใภ้วางแผนจะจัดการนางเช่นไร?” ราวกับหลิงซีเข้าใจว่าทำไมหลี่เยว่หานถึงหงุดหงิด จึงเอ่ยถามขึ้นมาโดยตรง
เมื่อนางเฉาได้ยินสิ่งนี้ ก็เบิกตากว้างรอคอยคำตอบของหลี่เยว่หานเช่นกัน
หลี่เยว่หานขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสั่นศีรษะอย่างจนปัญญา “ข้าไม่รู้”
แม้ว่านางเฉาจะมีปัญหาขัดแย้งกับนางมาหลายต่อหลายครั้ง ทว่านางก็ไม่สามารถทำอะไรโหดร้ายถึงขนาดฆ่าปิดปากใครได้ แต่นางมั่นใจอย่างยิ่งว่าตราบใดที่นางเฉาได้ออกจากบ้านของนางไปแบบไม่บุบสลาย แม้ว่านางจะย้ายไปอยู่ในตัวอำเภอแล้ว ผู้คนก็ต้องได้รับรู้กันว่าหญิงม่ายเช่นนางนั้นตั้งครรภ์
อย่างไรเสีย ปากของนางเฉาก็ไม่เคยมีหูรูด
“เช่นนั้นแล้วมิสู้ฝังไปเลยดีกว่าหรือ!” จู่ ๆ หลิงซีก็เอ่ยประโยคนี้ขึ้น ถ้อยคำนี้ไม่เพียงแต่ทำให้นางเฉาตกใจกลัว แม้แต่หลี่เยว่หานเองก็ตัวแข็งค้าง
“ฝังหรือ?”
“เจ้าค่ะ!” หลิงซีพยักหน้าอย่างจริงจัง “ท่านอาเคยบอกว่าหากมีใครละเมิดข้อห้ามก็ให้เอาไปฝังไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ปริปากสร้างหายนะขึ้นมาได้”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ หลี่เยว่หานพลันยกมือกุมหน้าผาก
แท้จริงแล้วเมิ่งฉีฮ่วนสอนสองพี่น้องนี่อย่างไรกันแน่ เด็กหญิงหลิงซีในวัยสี่ขวบถึงสามารถเอ่ยคำว่า “ฝังคน” ขึ้นมาได้ ดูท่าว่าหลังจากคลอดบุตรในครรภ์ของตนแล้ว หญิงสาวจะไม่ปล่อยให้เมิ่งฉีฮ่วนเป็นคนสั่งสอนลูกอย่างแน่นอน
“พี่สาวเยว่” ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายคล้อยแล้ว สารที่เหยียนจื่อเซียงให้คนส่งไปยังร้านผ้าตระกูลเหยียนและหอสุรามัจฉาก็ถูกจัดการเรียบร้อย รถม้าสามคันจอดอยู่หน้าประตูอย่างสะดุดตา “รถม้ามาแล้ว จอดอยู่ที่หน้าประตูใหญ่ พวกเราไปตอนนี้เลยหรือไม่?”
ได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็ยืนขึ้น ก่อนจะถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “ไปน่ะต้องไปแน่ เพียงแต่ผลหมากรากไม้ที่ข้าปลูกขึ้นมาได้อย่างยากลำบากนั้นน่าเสียดายนัก”
“ไม่ต้องกลัว” เสียงของบุรุษพลันดังขึ้น หลี่เยว่หานเห็นเวินเทียนเหล่ยที่สะบัดพัดแล้วเดินเข้ามา “ข้าจะคอยดูแลผลไม้ในสวนของเจ้าให้เอง ที่ที่เจ้าจะไปข้าก็จัดการเตรียมไว้ให้แล้ว สำหรับหญิงชรานางนี้ บังเอิญว่าช่วงนี้กัวอี้อยู่ในอำเภอหวาซีพอดี ส่งนางไปให้กัวอี้เสีย เขาจะจัดการให้แน่ใจว่าปากของหญิงชรานางนี้จะไม่อาจพูดอะไรที่เกี่ยวข้องกับเจ้าได้อีก”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ หลี่เยว่หานก็เงียบนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ส่วนนางเฉานั้นกลัวจนฉี่ราดไปแล้ว
สวรรค์ หากนางรู้ก่อนว่าเรื่องราวจะเป็นเช่นนี้ นางคงไม่มาที่บ้านหญิงม่ายผู้นี้ในวันนี้เป็นอันขาด…