ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 268 ออกจากหมู่บ้านจางหนิง
บทที่ 268 ออกจากหมู่บ้านจางหนิง
“กัวอี้หรือ?” หลี่เยว่หานรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “เขาเป็นคนของเราหรอกหรือ?”
“เจ้าไม่รู้งั้นรึ?” เวินเทียนเหล่ยแปลกใจไม่น้อย “วางใจเถอะ เรื่องนี้ให้กัวอี้เป็นคนจัดการนับว่าถูกต้องแล้ว”
แม้จะแปลกใจที่กัวอี้เป็นหนึ่งในคนของตัวเอง ทว่าหลี่เยว่หานก็ยังคงหลงเหลือความรู้สึกไม่สบายใจอยู่ “อย่างไรเสีย นางเฉาก็ไม่ได้ทำเรื่องที่ผิดร้ายแรงจนถึงขั้นผิดกฎของสวรรค์ ข้าย่อมไม่มีเหตุผลที่จะฆ่าปิดปากใครสักคนพียงเพราะได้ยินเรื่องของข้า…”
“เจ้าคิดมากไปแล้ว กัวอี้มีวิธีมากมายที่จะปิดปากคนให้เงียบ ไม่จำเป็นต้องฆ่าปิดปากเสียหน่อย รับประกันว่าหญิงชราผู้นี้จะยังมีชีวิตรอดปลอดภัย ไม่บุบสลายแม้เพียงปลายก้อย” เวินเทียนเหล่ยอธิบาย
เดิมทีวันนี้เขาควรจะไปยังเมืองหลวง แต่ด้วยลางสังหรณ์บางอย่างทำให้ชายหนุ่มรู้สึกว่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้นในวันนี้ ด้วยเหตุนี้เขาจึงรั้งอยู่ต่ออีกหนึ่งวัน และก็เป็นดั่งคาด เกิดเรื่องกับหลี่เยว่หานขึ้นจนได้
หลี่เยว่หานมองไปยังนางเฉาซึ่งล้มพับหมดสติไปด้วยความกลัว จึงลุกขึ้นยืน แล้วเดินไปข้างเวินเทียนเหล่ย พลางเอ่ยถามเบา ๆ “คราวนี้เราจะไปที่ไหนกัน?”
“เจ้าไม่ได้บอกเองหรือว่าต้องการไปอำเภอหวาซี?” เวินเทียนเหล่ยถาม “หรือจะไปเมืองหลวง?” เอ่ยจบ เขาก็พยักหน้าเบา ๆ “ไปเมืองหลวงก็ดี มีพี่เมิ่งอยู่ที่นั่น เจ้าจะไม่ต้องลำบากอยู่เพียงลำพัง”
“ข้าไม่อยากไปทั้งอำเภอหวาซีหรือเมืองหลวง” หลี่เยว่หานถอนหายใจ “การเดินทางไปที่ใดก็ตามในเวลาเช่นนี้ล้วนแล้วแต่เป็นการเสาะหาเรื่องขัดแย้ง ข้าจึงคิดขึ้นมาว่าเจ้าพอจะสร้างตัวตนอื่นให้ข้าอีกได้ไหม”
เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้ เวินเทียนเหล่ยพลันขมวดคิ้วแน่น พร้อมครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสั่นศีรษะ “เรื่องนี้เห็นทีว่าคงไม่มีหนทางจริง ๆ หากเจ้าอยู่ในหมู่บ้านจางหนิง เจ้าจะเป็นเพียงหญิงม่ายนามหานเยว่เท่านั้น อีกทั้งในยามนี้ยังเป็นช่วงเวลาแห่งความอ่อนไหว ไม่ว่าจะส่งเจ้าไปอยู่หมู่บ้านใด ก็ล้วนไม่เป็นผลดีทั้งนั้น เจ้าไม่เพียงแต่ต้องขจัดความสงสัยในตัวตนของเจ้า แต่ยังต้องตั้งหลักตั้งตัวด้วย ทั้งยังต้องคำนึงถึงเจ้าก้อนแป้งในท้อง จึงเป็นเรื่องที่ยากจะจัดการนัก”
“ท่านอาสะใภ้” มู่ชวนซึ่งเก็บข้าวของเรียบร้อยและให้คนของเวินเทียนเหล่ยไปยังรถม้าแล้ว จึงเดินนำเจ้าต้าไป๋มาพร้อมเอ่ยด้วยใบหน้าจริงจังว่า “ข้ามีความเห็นบางอย่างขอรับ ให้นายน้อยเวินพาข้ากับเจ้าต้าไป๋ไปกับเขา ส่วนท่านอาสะใภ้กับน้องสาวของข้าไปพักอยู่ที่จวนตระกูลเหยียน เมื่อคลอดบุตรในครรภ์แล้วค่อยกลับมาหาพวกเรา”
ได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานรีบส่ายหน้าโดยพลัน “ไม่ได้ ข้าไม่วางใจนักที่จะให้เจ้าไปอยู่กับเวินเทียนเหล่ย”
“เหตุใดถึงไม่วางใจเล่า?” เวินเทียนเหล่ยรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย “ข้าพึ่งพาได้แน่นอน! เจ้าเองก็กังวลไม่ใช่หรือว่าจะหาข้อแก้ตัวอะไรในการออกจากหมู่บ้านจางหนิง เพียงบอกกับผู้คนในหมู่บ้านไปว่าเจ้าไม่มีข้าวกิน จึงจำต้องขายมู่ชวนให้ข้า และขายตัวเองไปเป็นข้ารับใช้ให้กับตระกูลเหยียน ผู้คนในหมู่บ้านจางหนิงก็คงไม่ถึงขั้นวิ่งตามไปดูว่าเจ้าใช้ชีวิตอย่างไรที่จวนตระกูลเหยียนหรอกกระมัง”
“เช่นนั้นข้าก็ต้องใช้ชีวิตอย่างลับ ๆ ล่อ ๆ จริง ๆ” หลี่เยว่หานอดไม่ได้ที่จะหัวเราะอย่างขมขื่น “หลังจากหลบ ๆ ซ่อน ๆ ไปมาอยู่นาน ในท้ายที่สุดข้าก็ยังต้องใช้ชีวิตอย่างลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่ดี ข้ายิ่งใช้ชีวิตก็ยิ่งแย่ลงจริง ๆ สินะ”
ไม่ใช่หรืออย่างไรกัน
คราที่นางอยู่ที่หมู่บ้านเฮยถู่ นางต้องต่อสู้อย่างหนักกับพ่อสารเลวและแม่เลี้ยงสวะในครอบครัว ไหนจะหลี่หรงหรงอีก แม้ว่าจะกลัดกลุ้มหรือรำคาญใจบ้างในบางครั้งคราว ทว่านางก็ใช้ชีวิตได้อย่างสง่าผ่าเผย
ต่อมา เมื่อนางมาถึงหมู่บ้านไป๋อวิ๋น แม้ว่าจะแต่งงานเข้าบ้านเมิ่งฉีฮ่วน แต่ในช่วงแรกนั้นนางยังไม่ได้ล่วงรู้ความลับของเมิ่งฉีฮ่วนมากมายนักจึงทำให้อยู่อย่างสบายและอิสระ
กระทั่งต่อมา หญิงสาวได้ไปพัวพันเข้ากับสิ่งที่ตัวเองไม่ควรเข้าไปข้องแวะ รู้เข้าในสิ่งที่ไม่ควรรู้ ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าจะทำอะไร นางจึงต้องระมัดระวัง ซ้ำยังต้องยอมแกล้งตายเพื่อหนีออกมา เปลี่ยนชื่อแซ่แล้วมาลงหลักปักฐานที่หมู่บ้านจางหนิงอันห่างไกล
ตอนนี้ก็ช่างดีเสียจริง ไม่เพียงแต่จะเปลี่ยนชื่อแซ่อีกครั้ง ทว่าไม่สามารถปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนได้เสียด้วยซ้ำไป ยิ่งคิดมากเท่าไหร่ หัวใจของหลี่เยว่หานก็ยิ่งอึดอัดมากเท่านั้น
แล้วจะไม่เรียกว่ายิ่งใช้ชีวิตก็ยิ่งแย่ลงได้อย่างไร…
“ข้ามีแผน แต่ไม่รู้ว่าเจ้าจะยินยอมหรือไม่” จู่ ๆ เวินเทียนเหล่ยก็มองไปยังหลี่เยว่หาน พร้อมเอ่ยถามด้วยสีหน้าจริงจัง
“เจ้าลองพูดมา” หลี่เยว่หานเองก็ค่อนข้างจะจนปัญญา
“เจ้ายังจำเรื่องที่เจ้าปลอมตัวเมื่อคราวอยู่ในเมืองหลิวชิงได้หรือไม่?” เวินเทียนเหล่ยกล่าว “การปลอมตัวของเจ้านั้นดูเนียนตาและงดงามยิ่ง ไม่สู้ครานี้เจ้าปลอมตัวเป็นแม่ค้าวาณิชจากต่างแดน ข้าจะจัดเตรียมขบวนพ่อค้าให้เจ้าขบวนหนึ่ง เจ้าก็นำขบวนนั้นเข้าสู่เมืองหลวงด้วยตัวเอง แล้วหาที่ลงหลักปักฐานเสีย และบอกว่าตนเป็นสตรีจากต่างแดน ตั้งใจมาสร้างกิจการในเมืองหลวง”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ หลี่เยว่หานก็ขมวดคิ้วแน่นพลางครุ่นคิดไตร่ตรองอย่างละเอียด จริงอยู่ว่ามันเป็นไปได้จริง ๆ
เพียงแต่…
“ตอนนี้ข้าตั้งท้องอยู่ ของที่ใช้ในการปลอมตัวพวกนั้นย่อมใช้ไม่ได้อีกแล้ว ไม่อย่างนั้นจะส่งผลต่อทารกในครรภ์” หลี่เยว่หานพลันรู้สึกหมดอาลัยตายอยากขึ้นมาอีกครั้ง
“นี่ การจะหาเครื่องสำอางที่ไม่เป็นอันตรายต่อสตรีมีครรภ์เพื่อใช้ในการปลอมตัวนั้นไม่ได้ยากเย็นอะไร พอดีข้าเองมีอยู่หนึ่งชุด เจ้าเอาไปใช้เสีย” เวินเทียนเหล่ยโบกฝ่ามือใหญ่ของเขาอย่างไม่แยแส
เหยียนจื่อเซียงซึ่งยืนฟังอยู่หน้าประตู อดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไป “พี่สาวเยว่ท่านจะไม่อยู่ที่อำเภอหวาซีเสียด้วยซ้ำงั้นหรือ?” ความตั้งใจเดิมของนางคือพาหลี่เยว่หานไปอาศัยอยู่ที่จวนตระกูลเหยียนของตน ด้วยไม่ว่าอย่างไร หลี่เยว่หานก็เป็นผู้มีพระคุณ นางไม่อาจทนเห็นหลี่เยว่หานตกอยู่ในภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกโดยไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยได้
“ไม่อยู่” หลี่เยว่หานโบกมือ “ไม่ใช่ว่าข้าไม่ต้องการอยู่ที่นั่น แต่หากข้าอยู่ที่อำเภอหวาซี ในไม่ช้าก็เร็วต้องถูกพบเข้า เมื่อถึงเวลานั้นย่อมต้องดึงให้ตระกูลเหยียนเข้ามาพัวพันด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
หลี่เยว่หานพูดถูก ขณะนี้องค์ชายสามขึ้นเป็นองค์รัชทายาทแล้ว กำลังตามหาขุนนางที่มาจากแคว้นอื่นคนนั้น พร้อมลูกชายและลูกสาวไปทั่วสารทิศ ตามการวิเคราะห์ของนางในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา องค์ชายสามย่อมต้องรู้ว่าขุนนางที่มาจากแคว้นที่ลักพาตัวมู่ชวนและหลิงซีไปนั้นเจ้าเล่ห์อย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะเป็นบุรุษหรือสตรีล้วนแล้วแต่ต้องถูกตรวจสอบ แม้แต่นาง แม้แต่หมู่บ้านจางหนิงที่ห่างไกลเช่นนี้ยังมีเจ้าหน้าที่มาหานางถึงสองครั้งสองคราว
ในช่วงเวลาวิกฤตเช่นนี้ หากมีคนย้ายออกจากบ้าน ย่อมตกเป็นเป้าหมายที่น่าสงสัยที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย เพียงองค์ชายสามคิดขึ้นมา ก็สามารถหาตระกูลเหยียนพบได้โดยอาศัยเงื่อนงำเท่านั้น ตอนนี้ตระกูลเหยียนเองยังไม่ได้มีตำแหน่งพ่อค้าหลวงมาคอยคุ้มครอง หากองค์ชายสามต้องการทำลายให้บ้านแตกสาแหรกขาดจึงเป็นเรื่องง่ายดาย ที่หลี่เยว่หานไม่ยอมไปอยู่กับตระกูลเหยียนก็เพราะในเวลานี้นางเป็นระเบิดเวลาลูกหนึ่ง
เมื่อเห็นท่าทีเด็ดเดี่ยวของหลี่เยว่หาน เหยียนจื่อเซียงจึงไม่ได้เอ่ยอะไรอีก แต่กลับมองไปยังเวินเทียนเหล่ยด้วยความคาดหวังอยู่หลายส่วน หวังว่าเขาจะคิดวิธีแก้ปัญหาออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
“ในเมื่อเจ้าสามารถหาสิ่งของสำหรับใช้ปลอมตัวที่ไม่เป็นอันตรายต่อสตรีมีครรภ์ได้ ข้าจะทำตามคำแนะนำของเจ้า” หลี่เยว่หานตัดสินใจด้วยตัวเองโดยไม่รอให้เวินเทียนเหล่ยทันได้ปริปากเอ่ยสิ่งใด “แต่เจ้าต้องพามู่ชวนไปที่อื่น ห้ามให้เขาอยู่ข้างเจ้า ส่งเขาไปอยู่กับเมิ่งฉีฮ่วนเสีย”
เมื่อได้ยินวาจานี้ เวินเทียนเหล่ยก็รู้ได้ทันทีว่าหลี่เยว่หานไม่ต้องการให้เขาเข้ามาพัวพันในเรื่องนี้ด้วย ดังนั้นจึงตอบตกลง
เวลาผันผ่านมาจนท้องฟ้าเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีดำแล้ว
ชาวบ้านในหมู่บ้านจางหนิงต่างสงสัยว่ารถม้าทั้งสามคันเหตุใดจึงมาจอดอยู่หน้าประตูบ้านของหลี่เยว่หาน พวกเขาต่างยืดคอรอดูกันอย่างครึกครื้น
เวินเทียนเหล่ยออกไปสั่งการให้ตวนอู่และจงชิวอธิบายให้ฝูงชนฟังว่าหลี่เยว่หานเกิดป่วยขึ้นมาอย่างกะทันหัน พวกเขาสองคนพี่น้องจึงได้เชิญนายท่านเวินมาโดยเฉพาะ เพื่อจะพาหญิงสาวไปรักษาต่อที่อำเภอ
ส่วนเรื่องที่ว่าเป็นโรคภัยไข้เจ็บประเภทใดนั้น ตวนอู่และจงชิวไม่ได้กล่าวบอกไว้อย่างชัดเจน เพียงแต่บอกว่าสามารถแพร่เชื้อไปยังผู้คนได้ และทันทีที่ได้ยินว่าเป็นโรคที่ติดต่อไปยังคนอื่นได้ ผู้คนที่มามุงดูที่หน้าบ้านอย่างครึกครื้นก็รีบสลายตัวกันไปไม่น้อย
ตระกูลจ้าวมาเคาะประตูบ้านเช่นกัน ผู้ที่มานั้นคือจ้าวโหย่วเฉียน โดยบอกว่าแม่ของเขามาที่นี่เพื่อนำของมีค่ามาให้เยียนจื่อเซียงตั้งแต่ตอนเที่ยง แต่จนถึงเวลานี้แล้วยังไม่กลับบ้าน
“ข้าไม่ได้รับของมีค่าใดจากแม่ของเจ้าเลย” เหยียนจื่อเซียงปั้นหน้าเย็นชา “อีกทั้งตระกูลจ้าวของพวกเจ้ามีของมีค่าอะไรมาให้ข้าได้กัน มีของมีค่าใดอีกหรือที่ตระกูลเหยียนของข้าไม่สามารถหามาได้!”
จ้าวโหย่วฝูแม้จะหน้าแตก ทว่าเขาไม่ได้กลับไป เพียงนั่งยองลง ด้วยตั้งใจว่าจะรอดูบทสรุปของเรื่องสนุกนี้