ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 269 ตั๋วอีเอ่อร์ ขบวนพ่อค้าจากต่างแดน
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 269 ตั๋วอีเอ่อร์ ขบวนพ่อค้าจากต่างแดน
บทที่ 269 ตั๋วอีเอ่อร์ ขบวนพ่อค้าจากต่างแดน
เนื่องจากป่าวประกาศออกไปว่าหลี่เยว่หานติดโรคระบาดขึ้นมากะทันหัน หลี่เยว่หานย่อมไม่สามารถเดินออกไปได้อย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้ตวนอู่และจงชิวจึงหามนางซึ่งนอนอยู่บนไม้กระดานเรียบง่ายออกไป
ก่อนออกจากบ้าน หลี่เยว่หานได้ทาแป้งลงบนใบหน้า ทำให้ใบหน้าของหญิงสาวดูขาวซีด เมื่อมองมาก็ดูราวกับเป็นคนที่ใกล้จะหมดลมหายใจ ทั้งยังไอออกมาเป็นบางครั้งคราว ส่งผลให้ทันทีที่ผู้คนซึ่งมามุงดูหญิงสาวถูกหามออกไปรีบตีตัวออกห่างโดยพลัน ด้วยกลัวว่านางจะแพร่เชื้อโรคให้
หลังจากหามหญิงสาวขึ้นรถม้าแล้ว ในที่สุดหลี่เยว่หานก็เป่าปากโล่งอก
เวินเทียนเหล่ยกล่าวว่าหลี่เยว่หานเป็นภรรยาของผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเขาไว้ เมื่อนางเกิดติดโรคร้ายขึ้นมา อย่างไรเขาก็ต้องดูแล ก่อนจะกำชับหัวหน้าหมู่บ้านอวี๋ว่าให้ปิดตายบริเวณลานบ้านหลังนี้ไปก่อน เมื่อหลี่เยว่หานรักษาตัวจนหายดีแล้วจะกลับมาอาศัยอยู่ที่เดิม
ส่วนลูกทั้งสองคนของหญิงสาว เวินเทียนเหล่ยจะพาไปดูแลให้ก่อน เรียกให้สวยงามก็คือช่วยดูแลลูกของผู้มีพระคุณ ทว่าทุกคนเริ่มแอบเล่าลือกันว่าหลี่เยว่หานในตอนนี้นั้นมีสัมพันธ์กับนายท่านชนชั้นสูง
น่าเสียดายที่ข่าวลือนี้ไม่ค่อยมีคนเชื่อมากนัก ท้ายที่สุดแล้ว หลี่เยว่หานถูกนำตัวไปต่อหน้าผู้คน ใบหน้านั้นขาวซีดจนแทบจะไม่มีสีเลือด ย่อมต้องเป็นการเจ็บป่วยขึ้นเฉียบพลันเป็นแน่ ทั้งยังต้องเป็นโรคร้ายแรงด้วย
ไม่เช่นนั้นแล้วเหตุใดคนที่ยังดี ๆ อยู่เมื่อเช้า แต่ผ่านไปไม่ถึงครึ่งวันจะลุกไม่ขึ้นเสียด้วยซ้ำได้อย่างไร
ไม่ว่าชาวบ้านในหมู่บ้านจางหนิงจะพูดถึงกันไปเช่นไร ทว่ารถม้าก็เริ่มเคลื่อนตัวออกไป เพียงไม่นานก็ลับสายตาไปจากหมู่บ้านจางหนิง
จ้าวโหย่วฝูเมื่อไม่เห็นแม่ของตนปรากฏตัวที่ใดก็พลันกังวลใจขึ้นมาเล็กน้อย เขาวางแผนว่าจะรอให้ฟ้ามืด แล้วจะหาบันไดปีนข้ามกำแพงไปเพื่อดูว่าแม่ของเขาอยู่ข้างในหรือไม่ แต่ก่อนที่ชายหนุ่มจะปีนข้ามกำแพงเข้ามา กัวอี้ก็ได้เดินเข้าไปในความมืดและพานางเฉาซึ่งเป็นลมล้มพับไปเพราะความกลัวอยู่หลายครั้งออกไปแล้ว ทำให้เมื่อจ้าวโหย่วฝูปีนข้ามกำแพงเข้ามาก็ไม่พบกับอะไรทั้งสิ้น
ไม่รู้ว่ากัวอี้ใช้กลวิธีใด วันรุ่งขึ้น เวินเทียนเหล่ยส่งคนไปบอกหลี่เยว่หานว่านางเฉาได้กลับบ้านแล้ว และสัญญาว่าจะไม่ปริปากเอ่ยถึงเรื่องการตั้งครรภ์ของนาง
ข่าวนี้ทำให้หัวใจอันหนักอึ้งของหลี่เยว่หานเบาลงอย่างสิ้นเชิง
ในเวลานี้ นางพักอยู่ในห้องพักแขกชั้นในสุดของโรงเตี๊ยมเยวี่ยไหล โดยมีหลิงซีอยู่กับนาง เหยียนจื่อเซียงนั้นกลับไปยังบ้านของตน ส่วนมู่ชวนและเจ้าต้าไป๋นั้นเวินเทียนเหล่ยเป็นผู้พาตัวไป โดยจะเดินทางเข้าเมืองหลวงในอีกสองวันข้างหน้า
เวินเทียนเหล่ยตระเตรียมสิ่งต่าง ๆ ให้กับหลี่เยว่หานก่อนที่เขาจะจากไป ชายหนุ่มมอบชุดเครื่องสำอางที่สกัดจากธรรมชาติให้กับหลี่เยว่หาน และยังกล่าวบอกด้วยว่าตอนนี้ขบวนพ่อค้าที่จัดเตรียมไว้อยู่ที่โรงเตี๊ยมเยวี่ยไหล โดยหัวหน้าขบวนพ่อค้าแต่เดิมนั้นเป็นสตรี นามว่าตั๋วอีเอ่อร์
ซึ่งเป็นของเวินเทียนเหล่ยซึ่งในตอนนี้ได้จากไปอย่างลับ ๆ แล้ว การที่หลี่เยว่หานเข้ามาสวมตัวตนแทนนางย่อมไม่ทำให้เกิดความสงสัยใด
หลี่เยว่หานเองไม่กล้าคอยท่าจนเสียการเสียงาน จึงพักผ่อนที่โรงเตี๊ยมเยวี่ยไหลเพียงสองวัน ในวันที่สาม หญิงสาวก็พาหลิงซีออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวง
นี่เป็นครั้งแรกที่หลิงซีได้เห็นหลี่เยว่หานสวมชุดของชาวต่างชาติ จึงอดไม่ได้ที่จะอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาเล็ก ๆ
“ท่านอาสะใภ้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนอื่นได้อย่างไร?” หากไม่ใช่เพราะว่านางได้ดูหลี่เยว่หานแต่งหน้า เด็กหญิงตัวน้อยก็คงไม่เชื่อว่าคือท่านอาสะใภ้ของตน ซ้ำยังจำไม่ได้โดยสิ้นเชิง
“รอให้หลิงซีโตกว่านี้สักหน่อยแล้วอาจะสอนให้” หลี่เยว่หานไม่ได้พักผ่อนมากนักในช่วงสองวันที่ผ่านมา ขณะที่นั่งอยู่ในรถม้า หญิงสาวก็กังวลอยู่ตลอดเวลาว่าเด็กในท้องของตนจะกระทบกระเทือนหรือไม่ ด้วยในท้ายที่สุดจากอำเภอหวาซีไปเมืองหลวงนั้นต้องใช้เวลากว่าสองวัน
“เมื่อไหร่น้องชายจะเกิดหรือเจ้าคะ?” หลิงซีวางมือบนท้องของหลี่เยว่หานอีกครั้ง
เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้ ความรู้สึกอบอุ่นในหัวใจของหลี่เยว่หานพลันเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย นางลูบหัวหลิงซีแล้วเอ่ยว่า “อีกแปดเดือนข้างหน้า น้องชายก็จะลืมตาดูโลกแล้ว เอ๊ะ เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าจะเป็นน้องชาย ไม่ใช่น้องสาว?”
“หลิงซีเดา!” หลิงซีเอ่ยกลั้วหัวเราะ ก่อนจะทิ้งตัวลงหนุนตักของหลี่เยว่หาน
หลังจากอยู่ด้วยกันมานาน หลิงซีถือว่าหลี่เยว่หานเป็นครอบครัวของนางโดยสมบูรณ์ ไร้ซึ่งความเป็นปรปักษ์ใดเหมือนเช่นที่พบหน้ากันในคราแรก เวลาที่นางอยู่กับหลี่เยว่หาน ก็เหมือนกับแม่และลูกสาว
“เมื่อเราถึงเมืองหลวง ตัวตนของหลิงซีจะต้องเปลี่ยนไปเล็กน้อยนะ” หลี่เยว่หานถอนหายใจ “เมื่อถึงเวลานั้น ข้าจะบอกคนอื่นว่าเจ้าเป็นลูกสาวของสาวรับใช้คนสนิท โดยระหว่างทางจากต่างแดนมายังแคว้นนี้ สาวใช้เสียสละชีวิตของตนพยายามช่วยข้า และทิ้งเจ้าไว้กับข้า เจ้าไม่ใช่หลิงซีหรือเสี่ยวหลิงตัง แต่ชื่อของเจ้าคือเฉียวน่า”
แม้ว่าหลิงซีจะยังเด็ก แต่หลังจากต้องระหกระเหินพลัดถิ่นอยู่หลายครั้ง เด็กหญิงจึงรู้ว่าหลาย ๆ เรื่องนั้นอย่าถามให้มากความ นางเพียงพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง “เฉียวน่า ชื่อนี้ฟังดูแล้วก็ไพเราะไม่น้อย”
เอ่ยจบ หลิงซีก็หนุนศีรษะลงบนตักของหลี่เยว่หานอีกครั้ง ไม่นานนัก เด็กหญิงตัวน้อยก็ผล็อยหลับไป
หลี่เยว่หานมองดูใบหน้าเล็ก ๆ ที่กำลังหลับใหลของหลิงซีแล้วก็รู้สึกปวดใจขึ้นมาไม่ได้
ครั้งนี้ หากไม่ใช่เพราะนาง เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้คงมีชีวิตที่สงบสุขได้นานขึ้นโดยไม่ต้องติดตามนาง ไม่ต้องปกปิดชื่อแซ่และอยู่หลบ ๆ ซ่อน ๆ เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ หลี่เยว่หานก็พลันตำหนิตัวเอง
หากในเวลานั้นไม่ต้องแกล้งตายเพื่อเอาตัวรอด และอยู่ที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋นมาโดยตลอดก็อาจจะดีกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ไม่น้อย…
ตลอดเส้นทางนั้นรถม้าโคลงเคลงไปมา และด้วยกังวลเกี่ยวกับร่างกายของหลี่เยว่หาน จึงไม่ได้ใช้ความเร็วมากนัก จากเดิมที่ต้องใช้เวลาเดินทางสองวัน ทำให้กลายเป็นว่าต้องใช้เวลาสามวันจึงจะถึงเมืองหลวง
ทหารยามเฝ้าประตูเมืองหลวงเห็นว่าเป็นขบวนพ่อค้าจากต่างแดน ตามกฎแล้ว ต้องทำการตรวจสอบอย่างละเอียด ด้วยเหตุนี้หลี่เยว่หานจึงต้องลงจากรถม้าด้วยเช่นกัน
“ตั๋วอีเอ่อร์ มาจากต่างแดนใช่หรือไม่?” ทหารยามมองหนังสือผ่านทางในมือพลางเลิกคิ้ว แล้วมองไปยังหลี่เยว่หานอีกสองสามครั้ง ต้องยอมรับว่าชุดชาวต่างชาติที่หลี่เยว่หานสวมใส่นั้นทำให้ผู้คนตกตะลึง “เดินทางมายังเมืองหลวงเพื่อทำการค้างั้นรึ?”
“เรียนใต้เท้า” หลี่เยว่หานบีบเสียงของตัวเองและเอ่ยตอบเบา ๆ ว่า “ผู้น้อยตั้งใจว่าจะตั้งร้านค้าในเมืองหลวงและทำธุรกิจเล็ก ๆ เจ้าค่ะ”
“โอ้?” ทหารยามเมื่อได้ยินดังนั้นก็คลางแคลงขึ้นมาเล็กน้อย “เจ้าเป็นสตรีต่างแดน เหตุใดจึงจะมาค้าขายในเมืองหลวงของเราเล่า?”
“เรียนใต้เท้า” น้ำเสียงของหลี่เยว่หานยามเอ่ยว่าเรียนใต้เท้าแต่ละคำนั้นทำให้ยามเฝ้าประตูพอใจอย่างยิ่ง “ถึงแม้ว่าผู้น้อยจะเป็นสตรี แต่ธุรกิจที่บ้านก็เป็นผู้น้อยที่คอยดูแลมาโดยตลอด ครานี้ที่มุ่งหน้ามาเปิดร้านค้าในเมืองหลวง ก็เป็นเจตนารมณ์ของผู้อาวุโสในครอบครัวของผู้น้อยเจ้าค่ะ”
เมื่อเอ่ยจบ หลี่เยว่หานก็โบกมือ ทันใดนั้นก็มีคนดึงถุงใส่เงินออกมาแล้วยื่นให้หลี่เยว่หาน หลี่เยว่หานระบายยิ้มพร้อมยัดถุงเงินนั้นไว้ในมือของทหารยามเฝ้าประตูเมือง “ครอบครัวของผู้น้อยค้าขายเครื่องเทศ ใต้เท้าโปรดอำนวยความสะดวกให้เสียหน่อยเถิดเจ้าค่ะ”
ทหารยามเฝ้าประตูนั้นลุ่มหลงในคำพูดของหลี่เยว่หานจนมึนงงสับสนไปแล้ว คราวนี้หลี่เยว่หานยังให้เงินมาอีก และเมื่อลองชั่งน้ำหนักด้วยมือก็รู้ได้ว่าน้ำหนักไม่น้อย น้ำเสียงของเขาจึงอ่อนลง “คนต่างแดนที่ต้องการทำการค้าขายในแคว้นของเราต้องไปยื่นเรื่องกับทางการก่อน หลังจากเจ้าหาที่พักอาศัยได้แล้ว อย่าลืมไปรายงานตัวให้ทันเวลาด้วยเล่า ไม่เช่นนั้นแล้วจะถือว่าเป็นโจรแล้วจะถูกโยนเข้าคุก”
“ผู้น้อยขอบคุณใต้เท้าที่เอ่ยเตือน” หลี่เยว่หานโค้งคำนับอย่างสง่างาม
ทหารยามเฝ้าประตูเมืองเฝ้ามองหลี่เยว่หานเดินกลับขึ้นรถม้า ก่อนจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นแป้งสีชาดของสตรีนางนี้ที่หลงเหลือบนปลายจมูกของตน เขารีบออกคำสั่งให้ปล่อยหลี่เยว่หานและขบวนพ่อค้าของนางเข้าไปในเมืองหลวงทันที
หลังจากเข้าสู่เมืองหลวง และพบโรงเตี๊ยมเยวี่ยไหลในเมืองหลวงแล้ว หญิงสาวก็จัดให้ทุกคนพักที่โรงเตี๊ยมเยวี่ยไหล จากนั้นหลี่เยว่หานจึงพาหลิงซีกลับมาที่ห้อง และนางจะได้หายใจโล่งเสียที
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก–” ไม่ทันที่หลี่เยว่หานจะได้พักหายใจก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ในทันใดนั้น หัวใจของหลี่เยว่หานพลันกระดอนขึ้นมาเสียจนถึงลำคอ