ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 270 การประชุมลับของแม่ทัพ
บทที่ 270 การประชุมลับของแม่ทัพ
“ใครอยู่ข้างนอกนั่น?” หลี่เยว่หานบีบเสียงเอ่ยถาม
“ข้าเอง” น้ำเสียงอันคุ้นเคยดังขึ้น ทำเอาหลี่เยว่หานก็ชะงักงัน
เป็นหลิงซีที่ตอบสนองอย่างรวดเร็ว พร้อมเอ่ยว่า “เป็นท่าอา ท่านอาสะใภ้ คนที่อยู่ข้างนอกคือท่านอา!”
หลี่เยว่หานไม่ได้พูดอะไร เพียงลุกขึ้นไปเปิดประตู และเมิ่งฉีฮ่วนที่ไม่ได้พบหน้ากันมานานกว่าสองเดือนก็ยืนอยู่หน้าประตูนั้น ทั้งนัยน์ตาและมุมปากล้วนเปี่ยมล้นไปด้วยรอยยิ้ม
โดยไม่รอให้หลี่เยว่หานได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เมิ่งฉีฮ่วนก็เชิญตัวเองเข้ามาในห้อง ก่อนจะปิดประตูลง จากนั้นก็พุ่งเข้ากอดหลี่เยว่หานเสียจมอก “หลังจากที่เวินเทียนเหล่ยกลับมายังเมืองหลวง เขาได้ให้คนมาส่งข่าวบอกข้าว่าเจ้าตั้งครรภ์และจะมาถึงเมืองหลวงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยจะพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมเยวี่ยไหล ทันทีที่ข้าไปยินทหารยามเฝ้าประตูเมืองบอกกล่าวว่ามีขบวนค้าขายต่างแดนที่นำโดยผู้หญิงเข้ามาในเมือง ข้าก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นเจ้า”
เมื่อได้ยินถ้อยคำของเขา จู่ ๆ หลี่เยว่หานพลันแสบจมูกขึ้นมาเพราะจะร้องไห้ “ท่านรู้ไหม เพราะท่าน เพราะท่าน… องุ่นที่ข้าประคบประหงมดูแลมาอย่างยากลำบากจนออกผลงดงาม ไหนจะแตงโมพันธุ์เหม่ยเหรินที่เพิ่งปลูกกลับต้องถูกทิ้งร้างอีกครั้ง! คราแรกก็พริกชี้ฟ้าที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋น ไหนจะต้นพืชรกรุงรังในสวนหลังบ้านที่ข้าปลูกขึ้นมาได้ด้วยความยากลำบาก ซ้ำยังมีองุ่นอีกหนึ่งแปลงที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋น ข้าใช้น้ำพักน้ำแรงอย่างยิ่งในการดูแลพวกมัน ตอนนี้หมดสิ้นแล้ว ทุกอย่างล้วนถูกทิ้งร้างอยู่ที่นั่น!”
เมิ่งฉีฮ่วนได้ยินคำพูดของหลี่เยว่หานก็อดหัวเราะไม่ได้ “เด็กโง่ ไร่องุ่นในหมู่บ้านไป๋อวิ๋นของเจ้า ข้าได้มอบให้หลิวโหย่วฉาย สามีภรรยาคู่นั้นไปแล้ว ต้นพืชในสวนหลังบ้านที่เจ้าปลูกข้าก็มอบไว้กับพี่สะใภ้หลิวรวมถึงวิธีการดูแลพวกมันด้วย ส่วนไร่องุ่นในหมู่บ้านจางหนิง ได้ยินเวินเทียนเหล่ยกล่าวบอกว่าเขากำลังหาคนเข้ามารับช่วงต่อ ข้าได้ยินมาว่าเจ้ามีความสัมพันธ์อันดีกับครอบครัวโจวที่อยู่ข้างบ้าน จึงวางแผนว่าจะให้พวกเขาเข้ามาดูแลไร่องุ่นให้ โดยจ่ายค่าตอบแทนให้พวกเขาทุกปีก็ได้แล้ว”
หลี่เยว่หานไม่รู้เรื่องเหล่านี้มาก่อน ดังนั้นเมื่อเมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยขึ้นมาเช่นนี้ หญิงสาวจึงไม่ค่อยอยากจะเชื่อนัก “จริงหรือ? ท่านไม่ได้โกหกข้าใช่หรือไม่? น้ำพักน้ำแรงของข้าล้วนยังอยู่ดีจริงหรือ?”
“ยังอยู่ดี ไม่ขาดหายไปแม้เพียงปลายก้อย” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าว พลางยกมือถอดผ้าคลุมหน้าของหลี่เยว่หานออก ในขณะที่ชายหนุ่มตั้งใจจะลิ้มรสชาติบนริมฝีปากแดงชาดของนาง ทันใดนั้นขากางเกงของเขาก็ถูกใครบางคนดึงไว้ เมื่อก้มศีรษะมองไป เมิ่งฉีฮ่วนก็พบว่าเป็นหลิงซีตัวน้อยที่กำลังดึงกางเกงของเขา พร้อมเงยหน้าจ้องมองมา
“ไม่ได้เจอเจ้ามาครึ่งปี หลิงซีโตขึ้นมากถึงเพียงนี้เชียว” แม้ว่าปากของเขาจะพูดว่าหลิงซี แต่ทว่ามือของเมิ่งฉีฮ่วนกลับไม่ยอมปล่อยจากหลี่เยว่หาน หนำซ้ำยังกอดหลี่เยว่หานแน่นยิ่งขึ้นเสียอีก
เมื่อเห็นดังนั้น หลิงซีจึงไม่พอใจ “ท่านอาไม่ยุติธรรม กอดแต่ท่านอาสะใภ้ ไม่กอดหลิงซี หลิงซียังเป็นเด็กเล็ก หลิงซีเองก็อยากกอดด้วย!”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ ใบหน้าของหลี่เยว่หานพลันขึ้นสีระเรื่อ หญิงสาวรีบผลักเมิ่งฉีฮ่วนออก ก่อนจะหันกลับมาเพื่อลบเครื่องสำอางบนใบหน้า
เครื่องสำอางนี้อยู่บนใบหน้าของหลี่เยว่หานมากว่าสามวันแล้ว ด้วยตลอดสามวันนี้หลี่เยว่หานเกรงว่าหน้าจะลบ ทั้งยังต้องเติมหน้าเป็นครั้งคราว หญิงสาวรู้สึกมาสักพักแล้วว่าผิวของตนนั้นไม่ได้หายใจเลย…
เมื่อเห็นว่าหลี่เยว่หานไปล้างหน้า เมิ่งฉีฮ่วนจึงโน้มตัวลงแล้วอุ้มหลิงซีขึ้นมา ก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะใกล้ ๆ พร้อมวางหลิงซีไว้บนตักแล้วเอ่ยว่า “ไหนบอกอามาสิ หลังจากใช้ชีวิตตลอดครึ่งปีที่ผ่านมาในหมู่บ้านจางหนิงกับท่านอาสะใภ้ เจ้าเคยชินหรือยัง?”
“ไม่ชินเลยเจ้าค่ะ” หลิงซีย่นจมูก “ไม่มีท่านอา ท่านอาสะใภ้ต้องดูแลข้าและพี่ชายอย่างลำบากยากนัก”
“ถ้าอย่างนั้นเมื่อหลิงซีมาถึงเมืองหลวงแล้ว จากนี้ต่อไปเจ้าต้องเป็นฝ่ายดูแลท่านอาสะใภ้ให้ดีเล่า” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยด้วรอยยิ้ม
“เจ้าค่ะ!” หลิงซีพยักหน้าอย่างแรง “ท่านอาสะใภ้มีน้องชายอยู่ในท้อง หลิงซีจะดูแลท่านอาสะใภ้เป็นอย่างดี แล้วก็ ๆ หลิงซีเมื่อมาอยู่ในเมืองหลวงแล้วมิได้ชื่อหลิงซีอีกต่อไป แต่ชื่อเฉียวน่า ท่านอา ชื่อใหม่ของหลิงซีไพเราะมากเลยใช่หรือไม่!”
เมื่อเห็นใบหน้าเปี่ยมด้วยความสุขของเด็กหญิงตัวน้อย เมิ่งฉีฮ่วนก็พยักหน้า “ไพเราะมาก แต่นามว่าหลิงซีนี้ไพเราะที่สุด”
“หลิงซีรู้!” หลิงซีเอ่ยพร้อมกับไถลลงจากอ้อมแขนของเมิ่งฉีฮ่วนในคราวเดียว ก่อนจะเดินเข้าไปหาหลี่เยว่หานซึ่งกำลังล้างหน้าอยู่ แล้วกล่าวว่า “ท่านอาสะใภ้ นำเหล้าองุ่นออกมาให้ท่านอาได้ลิ้มลองสักหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ?”
เรื่องที่หลิงซีชื่นชอบสุราเมรัยนี้ หลี่เยว่หานเพิ่งมาค้นพบทีหลัง
ว่ากันว่าเด็กวัยนี้ไม่ควรดื่มสุรา ไม่เช่นนั้นจะล้มป่วยได้ง่าย แต่ไม่รู้ว่าทำไม หลิงซีผู้นี้กลับไม่เคยเมามายจากการดื่มสุราเลย และนางก็ชอบเหล้าองุ่นที่หลี่เยว่หานเป็นคนบ่มเป็นพิเศษ
“ที่แท้เจ้าเป็นคนบ่มเหล้าองุ่นหรอกหรือ?” เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนนี้ในเมืองหลวง เหล้าองุ่นเพียงไหเล็ก ๆ นี้ราคาพุ่งสูงเสียดฟ้าไปแล้ว?”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ หลี่เยว่หานก็พลันชะงัก “จริงหรือ? ข้าคิดว่าเวินเทียนเหล่ยโกหกข้าเสียอีก”
“จริงแท้แน่นอน” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยพลางนั่นลงข้าง ๆ หลี่เยว่หานอย่างหน้าไม่อาย ชายหนุ่มอุ้มหลิงซีตัวน้อยไว้ในอ้อมแขน ภาพของพวกเขาทั้งสามสะท้อนอยู่ในกระจกทองสัมฤทธิ์ ชวนให้นึกถึงหนึ่งครอบครัวที่มีกันสามคน
ใบหน้าของหลี่เยว่หานขึ้นสีจาง ๆ นางก้มศีรษะลงแล้วเอ่ยว่า “เพราะเป็นเหล้าองุ่นราคาเสียดฟ้า ข้าจะไม่ให้ท่านดื่มหรอก แม้ว่าข้าจะมีเงินสองสามพันตำลึงอยู่ในมือ แต่ที่นี่คือเมืองหลวงที่เราจะต้องตั้งหลักตั้งตัว ในเมื่อเหล้าองุ่นขายได้ในราคาสูงลิ่ว ข้าย่อมไม่นำมันออกมาสุ่มสี่สุ่มห้าเป็นแน่”
เมื่อเห็นท่าทีเขินอายของหลี่เยว่หาน เมิ่งฉีฮ่วนจึงเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขจากก้นบึ้งของหัวใจ “ไม่เป็นไร เจ้าจะเอาอะไรมาก็ได้ทั้งนั้น”
“ข้ายังไม่ได้เอ่ยเลยสักคำว่าจะให้อะไรกับท่าน” หลี่เยว่หานเอ่ยตอบทันทีอย่างคล่องปาก และในทันใดนั้นเอง หญิงสาวพลันหวนนึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงมองไปยังเมิ่งฉีฮ่วน แล้วเอ่ยต่อ “ตอนนี้ท่านทำงานอยู่ข้างกายองค์ชายสาม เช่นนั้นท่านรู้เรื่องที่พระองค์กลับมาสืบสาวราวเรื่องของมู่ชวนและหลิงซีอีกครั้งมากน้อยเพียงใด?”
เมื่อได้ยินหลี่เยว่หานหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา เมิ่งฉีฮ่วนก็ยับยั้งสีหน้าที่แท้จริงของตนไว้ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่นว่า “เมื่อไม่กี่เดือนก่อน เขาพบเข้ากับลัญจกรหยกที่เจ้าทำเลียนแบบขึ้นมาในหมู่บ้านไป๋อวิ๋น จึงรีบร้อนตามหามู่ชวนและหลิงซีเพื่อที่ให้ได้มาซึ่งลัญจกรหยก”
“เช่นนั้นพระองค์ก็ทรงทำเพื่อตามหาลัญจกรหยกอย่างนั้นหรือ?” หลี่เยว่หานขมวดคิ้ว ก่อนหยิบลัญจกรหยกออกมาแล้วมอบให้เมิ่งฉีฮ่วน “ในช่วงนี้ ข้ารู้สึกได้ว่าลัญจกรหยกเริ่มเชื่อมโยงกับข้ามากขึ้นเรื่อย ๆ และภายใต้ความอบอุ่น รวมถึงการบำรุงเสริมสร้างร่างกายจากลัญจกรหยก ประสาทสัมผัสทั้งห้าและจิตสัมผัสที่หกของข้านั้นชัดเจนขึ้นกว่าเดิมไม่น้อย ข้าคิดว่าหากทำเช่นนี้ต่อไป ลัญจกรหยกจะจดจำข้าว่าเป็นนายของมัน ท่านเอากลับไปจะดีกว่า”
“จดจำว่าเจ้าเป็นนายถือเป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ?” เมิ่งฉีฮ่วนสับสนงุนงง “เหตุใดเจ้าถึงอยากจะให้ข้ากัน?”
“อย่างไรเสีย นี่คือสมบัติของแคว้นตงฮั่นของพวกท่าน อีกทั้งรัชทายาทพระองค์ก่อนก็ทำให้ตำหนักบูรพาย่อยยับเป็นจุณก็เพื่อลัญจกรหยกนี้ ข้าไม่ต้องการที่จะเก็บความหายนะแบบนี้ไว้ข้างกาย ข้าเพียงอยากเห็นมู่ชวนและหลิงซีเติบโตอย่างแข็งแรงและปลอดภัย” หลี่เยว่หานเอ่ยตอบด้วยความจริงใจอย่างถึงที่สุด
เมื่อได้ยินดังนั้น เมิ่งฉีฮ่วนพลันสั่นศีรษะ “ที่จวนของข้าเต็มไปด้วยหูตาขององค์ชายสาม ลัญจกรหยกนี้จะถูกค้นพบทันทีที่ข้าก้าวข้ามธรณีประตูจวน ทิ้งมันไว้กับเจ้าที่นี่ย่อมเป็นผลดีกว่า โรงเตี๊ยมเยวี่ยไหลนี้เป็นของตระกูลเวิน ผู้ที่จะเข้ามาพักได้หากไม่ร่ำรวยก็ต้องเป็นชนชั้นสูง ด้วยเหตุนี้การเก็บลัญจกรหยกนี้ไว้ที่นี่ ข้างกายเจ้าจึงปลอดภัยนัก ทั้งยังไม่มีใครจะหามันพบ”
เมื่อได้ยินคำพูดของผู้เป็นสามี หลี่เยว่หานก็ถอนหายใจเบา ๆ แล้วเอ่ยว่า “ข้าหมายความว่าข้าไม่อยากจะก่อให้เกิดปัญหา”
“แต่เจ้ามาถึงเมืองหลวงแล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนอดไม่ได้ที่จะดีดหน้าผากของหลี่เยว่หานเบา ๆ “เจ้าเป็นสตรีของข้า อุ้มท้องลูกของข้า ซ้ำยังมาถึงอาณาเขตของข้าแล้ว จะไม่มีสิ่งที่ใดที่เป็นปัญหา ข้าจะปกป้องดูแลเจ้า เจ้าสามารถวางใจได้ในทุกเรื่อง”
แม้ว่าคำพูดของเมิ่งฉีฮ่วนจะทำให้กวางเฒ่าในใจของหลี่เยว่หานกระโดดโลดเต้น ทว่านางก็จำต้องฝืนเอ่ยออกมาว่า “อาณาเขตของท่านอะไรกัน ท่านเองใช้ชีวิตอยู่ในที่ที่เต็มไปด้วยหูตาขององค์ชายสามเสียด้วยซ้ำ”
“เสี่ยวเยว่หานของข้านับวันยิ่งน่ารักขึ้นเรื่อย ๆ จริงเชียว” เมิ่งฉีฮ่วนหัวเราะ “หากองค์ชายสามสามารถสอดแนมข้าได้ วันนี้ข้าจะมีโอกาสมาพบเจ้าเป็นการส่วนตัวได้อย่างไร”