ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 271 เจ้ามีหัวใจหรือไม่?
บทที่ 271 เจ้ามีหัวใจหรือไม่?
เมื่อได้ยินถ้อยคำของเมิ่งฉีฮ่วน สีหน้าของหลี่เยว่หานก็พลันแดงก่ำ
“เช่นนั้นแล้ว การที่องค์ชายสามได้รับตำแหน่งรัชทายาทอย่างกะทันหันนั้นคงเป็นผลมาจากลัญจกรหยกปลอมนั้นใช่หรือไม่?” หลี่เยว่หานรีบพูดตัดบท
“ใช่ เขาเข้าไปในพระราชวังในคืนที่เขาได้รับลัญจกรหยกปลอม และอีกสองวันต่อมา เขาก็ถูกแต่งตั้งขึ้นเป็นรัชทายาท” เมิ่งฉีฮ่วนตอบ
พูดกันตามตรง เรื่องลัญจกรหยกที่ปลอมขึ้นนั้นหลี่เยว่หานเกือบลืมไปแล้วเสียด้วยซ้ำ หากเมิ่งฉีฮ่วนไม่เอ่ยถึง หญิงสาวก็ลืมไปแล้วว่าตนเลียนแบบมันขึ้นมาเองทุกกระเบียดนิ้ว
แต่จะว่าไปแล้ว การที่องค์ชายสามสามารถค้นหาลัญจกรหยกปลอมจนพบนี้ก็เป็นข้อพิสูจน์ว่าพระองค์รู้เรื่องหมู่บ้านไป๋อวิ๋นแล้ว เดิมทีหลี่เยว่หานคิดว่าการอยู่ในหมู่บ้านไป๋อวิ๋นเป็นทางเลือกที่ดี ทว่ามาตอนนี้ นางจึงตระหนักได้ว่าหากนางไม่แกล้งตายเพื่อเอาชีวิตรอดและหลบหนีมาอย่างไม่ลังเลในเวลานั้น เห็นทีว่าตอนนี้คงกลายเป็นวิญญาณที่ตายจากคมดาบไปแล้ว
เมื่อคิดได้ดังนี้ ทุกอย่างก็สมเหตุสมผล
ส่วนกัวอี้ที่หลี่เยว่หานคิดอย่างไรก็คิดไม่ตกนั้นต้องเป็นการชดใช้กรรมอย่างไม่มีที่สิ้นสุดที่เมิ่งฉีฮ่วนตระเตรียมไว้ ในขณะที่แสร้งทำเป็นสวามิภักดิ์ต่อองค์ชายสาม แต่ในขณะเดียวกันก็คอยรายงานทุกสถานการณ์ของฝั่งองค์ชายสามให้เมิ่งฉีฮ่วนได้รับรู้
หลี่เยว่หานเชื่อว่าคนที่มีบทบาทเช่นกัวอี้ไม่ได้มีอยู่แค่ที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋น แต่ในหมู่บ้านจางหนิงเองก็มีเช่นกัน
“เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่หรือ?” เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนเห็นว่าหลี่เยว่หานดูจิตใจว้าวุ่น ชายหนุ่มก็ขมวดคิ้วแน่นขึ้นโดยพลัน “หรือเจ้าเจ็บป่วยที่ใด? เป็นเพราะการตั้งครรภ์หรือเปล่า?”
ทันทีที่ได้ยินเมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยถึงการตั้งครรภ์ของตน หัวใจของหลี่เยว่หานก็อดสั่นไหวขึ้นมาไม่ได้ “ท่านมีคนที่รับบทบาทเช่นกัวอี้กี่คนงั้นหรือ?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เมิ่งฉีหวนก็ชะงักไป “เจ้ามองออกแล้วรึ?”
“ไม่ใช่ว่าข้ามองออก เป็นเวินเทียนเหล่ยที่กล่าวบอกข้า” หลี่เยว่หานกล่าว “ก่อนที่ข้าจะออกจากหมู่บ้านจางหนิง ข้าไม่ทันระวังจึงทำให้หญิงชราคนหนึ่งทราบเรื่องที่ข้าตั้งครรภ์ ข้าไม่รู้ว่าควรจะจัดการนางเช่นไร ทั้งยังไม่ได้เต็มใจจะฆ่าปิดปากนาง เวินเทียนเหล่ยจึงบอกว่าให้ส่งต่อเรื่องนี้ให้กัวอี้เสีย เขามีวิธีการมากมายที่จะทำให้นางมีชีวิตอยู่รอดปลอดภัย แต่ไม่มีวันเปิดเผยเรื่องนี้ ตอนนั้นข้าไม่ทันหวนคิดเข้าใจอย่างแท้จริง แต่ตอนนี้เมื่อลองคิดดูแล้ว กัวอี้คงเป็นหนึ่งในคนของท่าน และท่านเองคงไม่ได้มีแค่กัวอี้เพียงคนเดียวกระมังที่รับบทบาทหน้าที่เช่นนี้”
เอ่ยจบ หลี่เยว่หานก็มองไปยังเมิ่งฉีฮ่วนอย่างจริงจัง “ข้าอยากรู้ความลับทั้งหมดของท่าน แน่นอนว่าหากท่านไม่ยินดีจะบอกกล่าวก็ไม่เป็นไร ข้าเพียงสงสัยว่าในเมื่อท่านเองมีอำนาจมากเช่นนี้ แล้วเหตุใดจึงซ่อนสองพี่น้องมู่ชวน หลิงซีไว้ที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋น”
เมิ่งฉีฮ่วนเมื่อเห็นว่าหลี่เยว่หานพูดจ้อออกมาเช่นนี้ ก็อดรู้สึกขบขันขึ้นมาไม่ได้ “เจ้าไม่กลัวหรือว่าจะถูกข้าทำให้เงียบเสียหากเจ้ารู้มากเกินไป?”
“ไม่ใช่ว่าข้าไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้” หลี่เยว่หานสารภาพ “หากแต่ข้าเชื่อใจท่าน”
“เชื่อใจ?” เมิ่งฉีฮ่วนขมวดคิ้ว “เจ้ารู้ไหมว่าทำไมข้าถึงสนใจเจ้า”
“นั่นสิ ทำไมท่านถึงสนใจข้านะ?” หลี่เยว่หานระงับอารมณ์และคำพูดพร้อมโยนคำถามกลับไป “ข้าคิดถึงปัญหานี้มานับครั้งไม่ถ้วน ด้วยความสามารถของท่าน หากคิดต้องการปกป้องมู่ชวนและหลิงซีไว้ที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋นก็ล้วนไม่เป็นปัญหาเลยด้วยซ้ำ หรือแม้ว่าท่านจะต้องการตบตาคนอื่น หวังเหอฮวาเหมาะสมกว่าข้า เพราะอย่างไรเสีย นางก็ไม่มีสมอง”
“แต่ข้านั้นแตกต่าง ข้ามีความคิดมากมาย และท่านเองก็ต้องใช้ความพยายามไม่น้อยเพื่อสร้างเรื่องโกหกและเก็บข้าเอาไว้ หากเหตุผลเพียงเพราะลัญจกรหยกเปล่งประกายในวันที่เราพบกัน ข้าไม่คิดว่านั่นจะเป็นเหตุผลที่ดีมากพอ”
พูดตามตรง หากให้หลี่เยว่หานให้เหตุผล แต่ละจุดแต่ละปมนั้นจะชัดเจน ไร้ซึ่งความยุ่งเหยิงวุ่นวายใด บางทีอาจเป็นเพราะว่าตนนั้นเป็นชาวราศีมังกร จึงมักจะคิดถึงด้านที่เลวร้ายที่สุดของสิ่งต่าง ๆ อยู่เสมอ
หลังจากฟังคำพูดยาวเหยียดของหลี่เยว่หาน เมิ่งฉีฮ่วนก็ทอดถอนหายใจและทำได้เพียงยอมแพ้ “เจ้าพูดถูก หากเพียงเพราะลัญจกรหยกเปล่งประกายในวันที่ข้าช่วยชีวิตเจ้าไว้ จะว่าถูกก็ไม่ใช่ผิดก็ไม่เชิง แต่หลังจากนั้นก็มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นระหว่างเรานี่ เจ้าคิดว่าข้าจะปล่อยให้เจ้าหลุดมือไปได้หรือ?”
“อย่ามาไม้นี้” สีหน้าของหลี่เยว่หานไม่แปรเปลี่ยน พลางยกมือปิดหูของหลิงซีตัวน้อยที่นั่งอยู่ในอ้อมแขนของตัวเอง แล้วเอ่ยต่อ “ข้ารู้ดีว่าบุรุษในยุคนี้มีทัศนคติต่อสตรีอย่างไร ภรรยาสามอนุสี่ก็ไม่ได้คิดว่ามากเกินไป ไหนจะสหายสนิทที่เป็นสตรีอีกถ้วนทั่ว สำหรับหลี่เยว่หานคนเดิม สิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนั้นอาจเป็นเรื่องราวใหญ่โตราวกับฟ้าจะถล่ม แต่สำหรับท่าน กลับกลายเป็นความสัมพันธ์แบบเพียงชั่วข้ามคืน เป็นแค่ชายหญิงเริงรมย์กันเสียหนึ่งครั้งก็เท่านั้น”
เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกหน้ามืดมึนงงไปกับคำพูดของหลี่เยว่หานที่เอ่ยออกมาคำแล้วคำเล่า พร้อมกับความรู้สึกหดหู่ใจที่ก่อตัวขึ้นมาเล็ก ๆ “เจ้าคิดว่าข้ามีแรงจูงใจซ่อนเร้นในการพยายามรักษาเจ้าไว้ในทุกวิถีทางอย่างนั้นรึ?”
“ข้าย่อมต้องสงสัยเช่นนั้นอยู่แล้ว” บ่งบอกว่านี่คือชาวราศีมังกรอย่างชัดเจน หลี่เยว่หานเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “ในท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับข้านั้นทำให้ท่านตื่นตกใจเกินไป แม้ว่าท่านจะเห็นความทรงจำของข้าผ่านลัญจกรหยกในวันนั้นก็ตาม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าท่านจะยอมรับมันได้ นับประสาอะไรกับการรับข้ามาอยู่เคียงกายท่าน หากท่านต้องการตบตาคนอื่น หวังเหอฮวาเหมาะสมกว่าข้านัก”
เมื่อได้ยินวาจาของหลี่เยว่หาน เมิ่งฉีหวนก็รู้สึกหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ “อะไรทำให้เจ้าคิดว่าข้าไม่อาจยอมรับสิ่งที่อยู่ในความทรงจำของเจ้า? กล่องที่กลิ้งอยู่บนพื้นพวกนั้นหรือ? หรือสนามรบที่เต็มไปปืนใหญ่?”
คำพูดของเมิ่งฉีฮ่วนทำให้หลี่เยว่หานชะงักไป “ท่านเห็นสนามรบแล้วหรือ?”
“แม้ว่าในช่วงยุคของเจ้าจะสงบสุข แต่ประเทศเล็ก ๆ นั้นอ่อนแอ ขาดเอกราช และมักกลายเป็นสมรภูมิสำหรับมหาอำนาจ และเจ้า เป็นนักศึกษาระดับปริญญาโทหลักสูตรสองวิชาเอก ในสาขาวิชาเวชศาสตร์คลินิกกับเกษตรกรรมและป่าไม้ แม้ว่าข้าจะไม่เข้าใจความหมายของนักศึกษาปริญญาโท แต่ในโลกของเจ้า ปริญญาโทหลักสูตรสองวิชาเอกเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง อีกทั้งเจ้ายังเป็นอาสาสมัครในโครงการแพทย์ไร้พรมแดน ต้องไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองทันทีที่จบการศึกษา ทั้งยังไม่ได้กลับบ้านเกิดเมืองนอน” เมิ่งฉีฮ่วน สรุปช่วงเวลายี่สิบปีของหลี่เยว่หานออกมาสั้น ๆ โดยที่หน้าไม่เปลี่ยนสี
“สำหรับข้า เจ้าคือสมบัติอันล้ำค่า เหตุใดข้าจึงจะไม่ให้เจ้ามาอยู่เคียงข้างด้วยเล่า?” เมิ่งฉีฮ่วนรู้ว่าหลี่เยว่หานอ่อนไหวยิ่งนักในเวลานี้ หากเขาบอกหลี่เยว่หานไปตามตรงว่าเขากำลังแสดงความรู้สึกที่ยากจะอธิบายต่อนาง หญิงสาวก็คงจะไม่เชื่อ
แม้ว่าก่อนหน้านี้เมิ่งฉีฮ่วนได้เปิดเผยความรู้สึกจากก้นบึ้งหัวใจต่อหลี่เยว่หานไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้วก็ตาม
“เช่นนั้นทุกอย่างก็สมเหตุสมผล” หลี่เยว่หานเอามือที่ปิดหูของหลิงซีลงแล้วเอ่ยเบา ๆ ว่า “สำหรับท่าน ข้าเป็นคนที่มีค่ามากพอที่จะใช้งานได้ใช่ไหมล่ะ?”
“…” เมิ่งฉีฮ่วนอยากจะส่ายหน้าอย่างยิ่ง แต่เขาไม่กล้า หากเขาปฏิเสธ ด้วยสภาวะในเวลานี้ของหลี่เยว่หาน ในไม่ช้า นางก็จะหันมาต่อต้านเขา
“หากท่านไม่พูดอะไร ข้าจะถือว่าท่านยอมรับ” หลี่เยว่หานรู้สึกว่าจู่ ๆ หัวใจของนางก็ถูกบีบรัดอย่างแรง พร้อมกับความรู้สึกหายใจไม่ออกขึ้นมา “พรุ่งนี้ท่านช่วยหาคนที่เชี่ยวชาญการแพทย์และไว้ใจได้มาคอยติดตามข้าเถอะ”
“เพื่ออะไร?” เมิ่งฉีฮ่วนโพล่งถามขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
“ความสามารถในการปลูกพืชพักของข้า ท่านเองก็ได้เห็นแล้ว” หลี่เยว่หานกล่าว “และในเมื่อองค์ชายสามทรงทราบเรื่องหมู่บ้านไป๋อวิ๋นแล้ว องุ่นของข้าก็ต้องถูกค้นพบเช่นกัน และหลังจากนั้นพระองค์ก็ต้องทราบเรื่องไร่องุ่นในหมู่บ้านจางหนิง ด้วยเหตุนี้ข้าจึงไม่สามารถใช้ทักษะนี้ได้อีก ซ้ำยังไม่สามารถหาเงินได้”
“และในเมื่อท่านรู้แล้วว่าข้าเรียนแพทย์ ท่านย่อมต้องรู้อยู่แล้วว่าทักษะที่ข้าทำได้ดีที่สุดคือการรักษาอาการบาดเจ็บฉุกเฉิน ดังนั้น หากท่านหาคนที่ไว้ใจได้และเชี่ยวชาญเรื่องการแพทย์มาอยู่ข้าง ๆ ข้า แน่นอนว่าข้าจะสอนวิชาการแพทย์ของข้าให้กับเขา”
เมื่อได้ยินถ้อยคำของหลี่เยว่หาน ในที่สุด เมิ่งฉีฮ่วนก็ทนไม่ไหว “หลี่เยว่หาน เจ้ามีหัวใจหรือไม่?”