ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 272 เรื่องเก่าในวันวาน
บทที่ 272 เรื่องเก่าในวันวาน
หลี่เยว่หานพยายามระงับอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ แต่นางนึกไม่ถึงว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะเป็นฝ่ายระเบิดอารมณ์ออกมาก่อน จึงอดไม่ได้ที่จะตกตะลึง ทั้งยังเงียบนิ่งไปพักใหญ่
ทว่าเมิ่งฉีฮ่วนกลับลุกขึ้นยืนอย่างร้อนรน ก่อนจะเดินวนไปมาในห้องอยู่หลายครั้งพลางเอ่ยว่า “ข้าเคารพเจ้า รักเจ้า สิ่งใดที่เจ้าไม่อยากพูด ข้าก็ไม่เคยบังคับให้เจ้าพูด และแม้ข้าจะรู้ความลับของเจ้ามานานแล้วแต่ข้าก็ไม่เคยแสดงมันออกมา นี่ยังไม่ชัดเจนพออีกหรือ?”
“เจ้ามักจะถามข้าเสมอว่าทำไมข้าถึงเก็บเจ้าเอาไว้ ทำไมต้องเป็นเจ้า ความเชื่อมั่นที่เจ้ามีในตัวข้ามันน้อยถึงเพียงนั้นเลยหรือ?”
“หลี่เยว่หาน หัวใจของเจ้าแท้จริงแล้วเป็นก้อนเหล็กหรือก้อนน้ำแข็งกัน เจ้าไม่เคยคิดเลยหรือว่าที่ข้าเก็บเจ้าเอาไว้ก็เพราะข้าชอบเจ้า พึงใจในตัวเจ้า? หรือในใจของเจ้า ข้านั้นเป็นผู้ชายที่เช้าสามเย็นสี่*[1]อย่างนั้นหรือ?”
เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนพูดจบ ชายหนุ่มก็มองใบหน้าของหลี่เยว่หาน ก่อนที่ในที่สุดเขาจะสงบสติอารมณ์ลงพลางก้มศีรษะ “ข้าเคยคิดว่าครั้งล่าสุดที่เราพบหน้ากัน พวกเราได้คลี่คลายความขัดแย้งเหล่านี้ไปทั้งหมดเสียแล้วซะอีก นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาอีกในวันนี้ เป็นเพราะเจ้าไม่เชื่อใจข้าใช่หรือไม่?”
เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ หลี่เยว่หานก็กลับมามีสติอีกครั้ง แล้วเบือนหน้าหนี พร้อมกล่าวว่า “ไม่ใช่ว่าข้าไม่เชื่อท่าน เพียงแต่… เพียงแต่ว่าข้านั้นอ่อนไหวเกินไป”
ใช่ นางอ่อนไหวเกินไป
ตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ของหญิงสาวไม่เคยเป็นบ้านที่อบอุ่นแก่นางเลย เด็กที่เติบโตมาภายใต้ความรุนแรงในครอบครัว ไหนเลยจะไม่ปรารถนาที่จะได้รับความรักใคร่อย่างจริงใจ ทว่าการตายของแม่ทำให้หลี่เยว่หานเติบโตขึ้นในชั่วข้ามคืน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หญิงสาวก็ไม่กล้าที่จะมอบความทุ่มเทจริงใจของตัวเองให้ใครง่าย ๆ อีก แม้ว่าจะไม่สามารถปิดบังความรู้สึกเอาไว้ได้ แต่ก็ยังคิดเล็กคิดน้อยว่าสิ่งที่ตนให้ไปนั้นเท่ากับสิ่งที่อีกฝ่ายให้กลับมาหรือไม่
เมื่อนางตระหนักว่าไม่เท่ากัน ประสาทสัมผัสที่ละเอียดอ่อนของนางจะเข้าครอบงำเหนือเหตุผลทั้งหมดทันที ทำให้นางสงสัยและตั้งคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าเสียจนทำให้คนที่อยู่ใกล้ชิดที่สุดรอบกายนางเจ็บปวดจนทนไม่ไหวและจากไป บางทีนางอาจจะหยุด แล้วหัวเราะเยาะตัวเองพลางเอ่ยว่าเห็นไหม เขาไม่ได้รักข้าจริง ๆ
แต่เมิ่งฉีฮ่วนใช้ความอดทนและอะลุ่มอล่วยของเขา อธิบายอย่างใจเย็นทุกครั้งที่ความอ่อนไหวของหลี่เยว่หานปะทุขึ้น และนี่เป็นครั้งแรกที่เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยถามนาง ว่ามีหัวใจหรือไม่
หลี่เยว่หานพลันมารู้ตัวอีกทีว่าตัวเองนั้น… อ่อนไหวเกินไปจริง ๆ
การที่ต้องวิ่งเต้นไปมาในทุกวันนี้ได้บดขยี้สติของหลี่เยว่หานไปเสียสิ้น แม้ว่าหลี่เยว่หานจะต้องการรักษาหลักเหตุผลของนางไว้ แต่สุดท้ายแล้ว ความอ่อนไหวก็ยังคงกำชัย
“ข้าขอโทษ” เมิ่งฉีฮ่วนกอดนางไว้ในอ้อมแขน “ข้ารู้ดีถึงความยากลำบากทั้งหมดที่เจ้าต้องประสบ และข้าเองไร้หนทางที่จะรักษาบาดแผลในหัวใจของเจ้าได้ แต่ข้าสามารถให้สัญญากับเจ้าได้ว่า ตลอดชีวิตของข้า จะอยู่เคียงข้างเจ้า จะรักและห่วงใยดูแลเจ้า จะไม่ให้เจ้าได้รับอันตรายใด”
เมื่อก่อนนี้ หลี่เยว่หานชื่นชอบที่จะอ่านนิยายรัก เคยอ่านเรื่องราวความรักอันหวานชื่นมามากเสียจนเอียน ซ้ำยังเคยหลั่งน้ำตาให้กับความรักอันงดงามที่ถูกเขียนขึ้นโดยนักเขียนหลายคน
แต่คราวนี้เมื่อถึงคราวของตัวเอง นางกลับรู้สึกทำอะไรไม่ถูกขึ้นมาเสียอย่างนั้น
ดูเหมือนว่าหินก้อนใหญ่ในใจนางจะถูกเคลื่อนออกไป และเมฆดำมืดที่ปกคลุมไว้มาโดยตลอดก็ดูเหมือนจะมีรอยแยก เผยให้เห็นแสงแดดเจิดจ้าซึ่งส่องผ่านรอยต่อนั้น ถาโถมเข้าสู่โลกของนาง
“ท่านอากับท่านอาสะใภ้ช่างหวานเลี่ยนกันนัก” ขณะที่หลี่เยว่หานกำลังรู้สึกซาบซึ้งกับคำสารภาพของเมิ่งฉีฮ่วน ทันใดนั้น หลิงซีก็พลันเอ่ยขึ้นด้วยความไม่ชอบใจอย่างมาก “ก็กระจ่างชัดแจ้งอยู่ว่าท่านเป็นสามีภรรยากัน แต่กลับมาเผยความในใจกันต่อหน้าเด็กน้อยอย่างข้า นี่พวกท่านกำลังสอนวิธีการเลือกสามีที่ดีในอนาคตให้ข้าอยู่หรือ?”
ได้ยินดังนั้น ใบหน้าของหลี่เยว่หานก็ขึ้นสีระเรื่อทันที “เจ้าเพิ่งอายุสี่ขวบ จะเลือกสามีอะไรกัน!”
“สี่ขวบแล้วอย่างไรเล่า ข้าที่อายุสี่ขวบกลับถูกพวกท่านกักตัวไว้ที่นี่ ซ้ำยังบังคับให้ต้องมาดูพวกท่านพลอดรักกันอีก” แก้มของหลิงซีพองขึ้นพร้อมกับท่าทางไม่พอใจอย่างยิ่ง “วาจาของท่านอาก็น้ำเน่านัก ท่านอาสะใภ้เองก็อย่าได้โต้เถียงอย่างไร้เหตุผลอีกเลย ท่านมิได้อ่อนไหว ขี้สงสัย และใจน้อยต่อผู้อื่นเหมือนที่เป็นกับท่านอาเลยสักนิด”
เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกขบขันหลิงซี เขาบีบแก้มเล็ก ๆ ของนาง ก่อนหันไปมองหลี่เยว่หาน “เห็นหรือไม่ แม้แต่หลิงซีก็คิดว่าเจ้าเป็นคนอ่อนไหว ขี้สงสัย และใจน้อย”
“ฮึ…” หลี่เยว่หานตระหนักว่าหลิงซีนั้นพูดถูก นางจึงไม่ได้เอ่ยหักล้าง
เมื่อเห็นว่าหลี่เยว่หานไม่ได้พูดอะไร เมิ่งฉีฮ่วนจึงกลับเข้าเรื่อง “ช่วงนี้เจ้าก็พักอยู่ที่โรงเตี๊ยมไปก่อน อีกสามวันข้างหน้า ข้าจะจัดเตรียมสถานที่ให้เจ้าลงหลักปักฐาน เมื่อถึงเวลานั้น เจ้าจะอยู่ในเมืองหลวงในฐานะตั๋วอีเอ่อร์ ข้าจะให้คนเป็นสะพานเชื่อมโยงเจ้าให้ได้เข้าร่วมหอการค้าแห่งเมืองหลวงลับ ๆ จากนั้นแล้วทุกอย่างจะสะดวกสบายขึ้น”
“ข้าขอถามอีกเรื่องหนึ่ง” หลี่เยว่หานยังคงรู้สึกคันยุบยิบอยู่ในใจ “การที่ข้ามาเมืองหลวง และเข้าร่วมหอการค้าแห่งเมืองหลวงในฐานะตั๋วอีเอ่อร์นี้เป็นผลดีต่อท่านใช่หรือไม่?”
เมิ่งฉีฮ่วนอดหัวเราะออกมาไม่ได้ “เจ้าจะพูดเช่นนี้ก็ดูเหมือนจะถูกต้อง หากแต่หอการค้าเต็มไปด้วยคนของข้า ประโยชน์เดียวสำหรับข้าหลังจากเจ้าเข้าร่วมหอการค้าก็คือข้าจะเบาใจในเรื่องของเจ้าได้มากขึ้น”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ หลี่เยว่หานจึงเบือนหน้าหนีด้วยความอับอาย
นางไม่รู้เช่นกันว่าตัวเองเป็นอะไร ไม่ว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะทำอะไรก็ตาม หญิงสาวล้วนอดสงสัยไม่ได้ว่าจะมีจุดประสงค์แอบแฝงอื่นใดหรือไม่
“ในเมื่อท่านนั้นถือตัวอวดดีเช่นนี้ในเมืองหลวง แล้วเหตุใดจึงต้องไปซ่อนตัวอยู่ในที่ห่างไกลอย่างหมู่บ้านไป๋อวิ๋นกัน?” หลี่เยว่หานพึมพำ “อีกทั้งเหตุใดท่านถึงมาทำงานอยู่ภายใต้องค์ชายสาม ข้าอยากถามคำถามพวกนี้มานานแล้ว ไม่ใช่ว่าข้าอ่อนไหว แต่ข้ารู้สึกสับสนจริง ๆ”
ได้ยินดังนั้น เมิ่งฉีฮ่วนพลันทอดถอนหายใจ แล้วเอ่ยอย่างใจเย็น “สัญญากับข้าก่อนว่าหลังจากที่ข้าบอกเหตุผลให้ฟังแล้ว เจ้าจะไม่โกรธเกินไป”
“ได้ หากท่านไม่ปิดบังซ่อนเร้น ข้าย่อมไม่โกรธอย่างแน่นอน” หลี่เยว่หานพยักหน้า
เมิ่งฉีฮ่วนปรับท่านั่งของเขาให้ตรงตระหง่าน ก่อนเอ่ยว่า “ในเวลานั้น ก่อนที่จะเกิดเรื่องขึ้นกับพี่จงเจิ้ง อันที่จริง ข้านั้นออกจากเมืองหลวงไปแล้ว อืม… ตอน… ตอนนั้นข้ามีสตรีนางหนึ่งในเมืองหลวงที่ถูกใจ นามว่าจี้ซินเยว่ ด้วยในเวลานั้นข้าเป็นที่รู้จักในฐานะบัณฑิตผู้มีความสามารถคนแรกในเมืองหลวง และนางเองก็เป็นสตรีที่ได้ชื่อว่ามีความสามารถยิ่ง เมื่อเวลาผันผ่านไปจึงมีใจให้กันขึ้นมาเล็ก ๆ”
เมิ่งฉีฮ่วนแทบจะรินสุราให้ตัวเองเสียแล้ว ด้วยเกรงว่าหลี่เยว่หานจะโกรธ หลังจากสังเกตหลี่เยว่หานอย่างละเอียดและเห็นว่าหญิงสาวค่อนข้างสงบจึงเอ่ยต่อ “เมื่อห้าหกปีที่แล้ว เราสองคนได้รู้จักกัน และเพราะชื่นชมในความปราดเปรื่องของกันและกัน จึงเริ่มไปมาหาสู่กันบ้าง ทุกคนจึงต่างทึกทักกันไปว่าเราสองคนเป็นคู่รักกัน ข้าเห็นนางไม่ได้คัดค้าน ก็เลยไม่ได้ออกมาอธิบายอะไร”
“แต่เราสองคนนั้นไร้เดียงสาอย่างแท้จริง” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวด้วยท่าทีจริงจัง “ต่อมา มีบางอย่างเกิดขึ้นกับครอบครัว เดิมทีนางต้องการขอความช่วยเหลือจากพี่จงเจิ้งผ่านข้า ทว่ากลับมีคนช่วงชิงตัดหน้า และเพื่อเป็นการตอบแทนตระกูลจี้ นางจึงยอมแต่งงาน”
“ในเวลานั้น ข้ายังเด็กและหยิ่งทะนง ถือดีในความสามารถของตัวเอง แม้ว่าข้าจะไม่สนใจเรื่องการเป็นแม่ทัพ หรือเป็นเสนาบดีใด ๆ แต่ข้าเองก็เป็นคนทะเยอะทะยานอวดดีคนหนึ่ง หลังจากจี้ซินเยว่แต่งงาน ก็จะมีคนมาหาข้าเป็นครั้งคราวเพื่อนินทาว่าร้ายระคนแสดงความเห็นใจ ข้าจึงถือโอกาสออกจากเมืองหลวงไปให้รู้แล้วรู้รอด จนกระทั่งได้รับข่าวในภายหลังว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นกับพี่จงเจิ้ง ข้าจึงรีบกลับมาแต่ก็ไม่ทันการณ์แล้ว ส่วนมู่ชวนกับหลิงซีนั้น นางกำนัลอาวุโสคนหนึ่งที่รับใช้ใกล้ชิดพระชายาเป็นผู้มอบให้ข้า”
“ในด้านหนึ่ง ข้าไม่ได้อยากจะก้าวเข้าสู่เมืองหลวงอีกครั้งเพื่อทำให้ทุกคนหวนนึกถึงเรื่องระหว่างข้าและจี้ซินเยว่ ในทางกลับกัน ในเวลานั้น ข้าไม่รู้ว่าใครบงการอยู่เบื้องหลังเรื่องที่เกิดขึ้นกับพี่จงเจิ้ง จึงไม่กล้าอยู่ในเมืองหลวง ด้วยเหตุนี้จึงตัดสินใจพาสองพี่น้องคู่นี้มุ่งหน้าไปตามเส้นทางภูเขาสู่หมู่บ้านไป๋อวิ๋นในกลางดึกของคืนนั้น ซึ่งเป็นที่ที่พี่จงเจิ้งพัฒนามานานหลายปี จึงถือว่าค่อนข้างจะปลอดภัย”
[1] เช้าสามเย็นสี่ แต่เดิมหมายถึงใช้กลวิธีเพื่อต้มตุ๋นหลอกลวงผู้อื่น ต่อมามักใช้เปรียบเปรยถึงการพูดแล้วคืนคำ หรือพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปมาไม่อยู่กับร่องกับรอย