ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 273 สาวสังคม
บทที่ 273 สาวสังคม
เมื่อได้ยินถ้อยคำของเมิ่งฉีฮ่วน หลี่เยว่หานก็พยักหน้าเพื่อบ่งบอกให้เห็นว่าตนเข้าใจแล้ว จากนั้นจึงเอ่ยขึ้น “ตอนนี้ท่านเองก็กลับมายังเมืองหลวงอีกครั้ง ซ้ำยังเป็นแม่ทัพด้วย แม่นางจี้ผู้นั้นได้มาพบท่านบ้างหรือไม่?”
ทันทีที่ได้ยินประโยคนี้ ในใจของเมิ่งฉีฮ่วนพลันส่งเสียงดังราวระฆังตีบอกเตือน คำถามเอาชีวิตไปทิ้งในตำนานมาแล้ว!
“มาหา” เมิ่งฉีหวนพยักหน้ารับอย่างจริงใจ “หากแต่นางแต่งงานแล้ว พบหน้ากันก็ไร้ซึ่งเหตุผลสมควรใด ดังนั้นแม้ว่านางจะให้คนมาส่งจดหมายถึงข้าอยู่หลายครั้ง แต่ก็พบหน้ากันเพียงสองสามครั้งเท่านั้น ทุกครั้งข้าล้วนแล้วไม่ได้ใส่ใจ ซ้ำยังส่งคนไปกล่าวบอกนางว่าข้าแต่งงานแล้ว”
“ตอนแรกนางไม่เชื่อข้า ส่งจดหมายกลับมาว่าข้าจงใจหลีกเลี่ยงนาง เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงความสงสัยหรืออะไรทำนองนั้น” เมิ่งฉีฮ่วนอธิบายอย่างตรงไปตรงมา “ทว่าหลังจากเจ้ามาพักอาศัยอยู่ที่จวนแม่ทัพสักพักหนึ่ง นางจึงยอมรามือ”
เมื่อได้ยินเรื่องราวของเมิ่งฉีฮ่วน หลี่เยว่หานก็อดสงสัยขึ้นมาไม่ได้ “มิใช่ว่านางแต่งงานแล้วหรอกหรือ? สามีของนางไม่สนใจเลยหรืออย่างไร?”
“คนตายไปแล้ว ย่อมไม่อาจสนใจ” เมิ่งฉีฮ่วนกางมือของเขา “ในปีที่สามหลังจากที่นางแต่งงาน สามีของนางก็ติดเชื้อวัณโรค เขาไม่ได้ตายไปเพียงคนเดียวเท่านั้น ยังพาหญิงชราของครอบครัวพวกเขาไปด้วย ด้วยครอบครัวเดิมของจี้ซินเยว่สมคบคิดกับศัตรูก่อเหตุบางอย่างเมื่อครั้งอดีต และสามีของนางคือเสนาบดีเฉินซึ่งแก่กว่านางหนึ่งรอบ แม้ว่าเขาจะเป็นเสนาบดี แต่เขามีอำนาจเต็มที่ในทั้งสองฝ่าย ด้วยการรับรองจากเขา จึงสามารถช่วยเหลือตระกูลจี้เอาไว้ได้”
“น่าเสียดายที่แม้ว่าจะช่วยรักษาตระกูลจี้เอาไว้ได้ แต่ตระกูลของตนกลับตกต่ำอย่างรวดเร็วภายในสามหรือสองปี คนในตระกูลต่างเสียชีวิตหรือล้มป่วย และไม่นานก็เหลือเพียงแม่เฒ่า ต่อมา หลังจากสามีของจี้ซินเยว่ติดวัณโรค ฮูหยินเฉินก็ติดโรคไปด้วย ในท้ายที่สุด ทั้งแม่และลูกชายก็เสียชีวิตด้วยโรคนี้ ทิ้งตระกูลจี้และตระกูลเฉินไว้กับจี้ซินเยว่เพียงลำพัง”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ หลี่เยว่หานพลันทอดถอนหายใจออกมา “เช่นนั้นแล้วมิใช่ว่าในอนาคต นางสามารถทำอะไรก็ได้ตามที่ใจต้องการหรอกหรือ?”
“อันที่จริง ฝ่าบาทมีความตั้งใจที่จะให้จี้ซินเยว่แต่งงานใหม่ แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไรนางก็ไม่ยินยอม” เมิ่งฉีฮ่วนถอนหายใจ “ต่อมา ฝ่าบาททรงเห็นว่านางเป็นสตรีน่าสงสาร จึงพระราชทานบรรดาศักดิ์ฮูหยินหลวงขั้นที่หนึ่งให้นาง และบรรดาศักดิ์ฮูหยินหลวงขั้นที่สองให้ท่านยายของนาง แม้จะไม่มีอำนาจแต่ก็เป็นเกียรตินัก”
“นางไม่มีลูกหรือ?” หลี่เยว่หานถามอีกครั้ง
“มีลูกสาวคนหนึ่ง ตอนนี้อายุพอ ๆ กับหลิงซี” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยพลางบีบแก้มของหลิงซี “ว่ากันว่าในเวลานั้นนางให้กำเนิดแผดชายหญิง แต่ไม่รู้ว่าทำไมลูกชายถึงตายก่อนจะครบเดือน”
เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ หลี่เยว่หานก็เหลือบมองเมิ่งฉีฮ่วน “ท่านดูจะเข้าใจในสถานการณ์ชีวิตในปัจจุบันของนางไม่น้อย”
เมิ่งฉีฮ่วนตัวสั่น “ไม่ใช่ว่าข้าเข้าใจ ส่วนใหญ่เป็นเพราะหลังจากที่กลับมายังเมืองหลวง ข้าจึงได้ใช้งานหน่วยข่าวกรองของพี่จงเจิ้ง อีกทั้งเรื่องของจี้ซินเยว่ก็ไม่ใช่ความลับอะไร อาจกล่าวได้ว่าผู้คนทั้งเมืองหลวงต่างก็รู้เรื่องนี้ ข้าเองจึงรู้เรื่องพวกนี้เช่นกัน”
“แล้วท่านวางแผนจะเผชิญหน้ากับจี้ซินเยว่ในอนาคตอย่างไร?” หลี่เยว่หานมองดูสีหน้าประหม่าของเมิ่งฉีฮ่วน ในใจก็พลันขบขันขึ้นมา “แม่ม่ายสาวผู้งดงาม คนรักเก่าที่มีความรักอย่างลึกซึ้ง ทั้งยังเป็นสตรีที่มีความสามารถซึ่งทัดทัดเทียมกันในเวลานั้น ทุกอย่างฟังดูแล้วเหมือนจะเป็นช่วงเวลาแห่งความรักอันแสนเจ็บปวดทว่างดงามนัก”
“ข้าจะไปเผชิญหน้ากับนางได้อย่างไร?” เมิ่งฉีฮ่วนรีบปฏิเสธว่าไม่มีความสัมพันธ์ใดกันทั้งสิ้น “ตอนนั้นข้าอาจคิดอะไรกับนางอยู่บ้าง อย่างไรเสีย นางเองก็เป็นคนมีความสามารถและมีรูปโฉมงดงาม หากจะบอกว่าไม่คิดอะไรกับนางเลย หลี่เยว่หาน เจ้าเองก็ย่อมไม่เชื่อ แต่เมื่อนางแต่งงานออกเรือนไปแล้ว ข้าก็เลิกคิดเรื่องนี้ไป อีกทั้งเรื่องนี้ผ่านมานานหลายปีแล้ว หากข้าอยากจะพูดถึงเรื่องราวในตอนนั้นก็คงพูดไปนานแล้ว เจ้าว่าจริงหรือไม่เล่า”
แม้ว่าหลี่เยว่หานจะไม่รู้ว่าทำไมหัวใจของนางถึงไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง แต่นางก็ต้องยอมรับว่าเมิ่งฉีฮ่วนพูดถูก
ในเมื่อเขาสามารถสารภาพทั้งหมดนี้กับนางได้ ย่อมพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาไม่มีความคิดอื่นใดในใจจริง ๆ
“เอาล่ะ หลังจากรีบเร่งเดินทางมาสองสามวัน ทั้งหลิงซีและข้าต่างก็เหนื่อยล้ากันมาก ท่านกลับไปเถอะ เราจะได้พักผ่อนกัน” หลี่เยว่หานออกคำสั่งไล่โดยไม่รีรอ
เมิ่งฉีฮ่วนชะงัก “ข้าอยู่ด้วยไม่ได้หรือ?”
“ก็ใช่นะสิ ท่านคิดบ้างหรือไม่ว่าข้าจะต้องทำอย่างไร?” ทันใดนั้น หลี่เยว่หานก็จ้องเมิ่งฉีฮ่วนเขม็ง “ตั๋วอีเอ่อร์ไม่มีสามี”
“เรื่องนั้น…” เมิ่งฉีฮ่วนพลันรู้สึกเขินอายขึ้นมา “เจ้าสัญญากับข้าก่อนว่าจะไม่โกรธ”
“ข้าไม่รู้เลยว่าท่านมีเรื่องปิดบังข้ามากมายในตอนที่ข้าไม่ได้อยู่เมืองหลวงด้วย กี่ครั้งแล้วที่ท่านบอกข้าว่าอย่าโกรธ?” เสียงของหลี่เยว่หานเย็นชาขึ้น
“เป็นครั้งสุดท้าย!” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวอย่างจริงจัง “เป็นเพราะตัวตนของตั๋วอีเอ่อร์นี้นั้นเวินเทียนเหล่ยเป็นคนจัดให้เจ้า เจ้าควรจะได้เห็นตั๋วอีเอ่อร์ตัวจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าจะรู้ว่ามีคนผู้นี้อยู่จริง เพียงแต่ว่าตั๋วอีเอ่อร์เมื่อครั้งอยู่ในต่างแดนนั้นเป็นสาวสังคม ดังนั้น…”
“แล้วลูกในท้องข้าต้องเป็นลูกนอกสมรสงั้นสิ?” ตอนนี้หลี่เยว่หานโกรธขึ้นมาจริง ๆ แล้ว “ข้าจะบอกท่านให้นะเมิ่งฉีฮ่วน! เด็กในท้องของข้าคือเมล็ดพันธุ์ของท่าน! หากท่านกล้าปล่อยให้เขาเกิดมาเป็นลูกนอกสมรสแล้วละก็ ข้ารับรองกับท่านไว้ตรงนี้เลยว่าจะพาเขา มู่ชวน และหลิงซีหนีไปที่ที่ท่านไม่มีวันหาพบ!”
เมิ่งฉีฮ่วนปวดหัวแทบระเบิด ทั้งยังอดไม่ได้ที่จะแอบตำหนิเวินเทียนเหล่ยอยู่ในใจเงียบ ๆ ว่าให้หลี่เยว่หานใช้ตัวตนของตั๋วอีเอ่อร์ได้อย่างไร ในขณะเดียวกันก็เอ่ยเกลี้ยกล่อมหลี่เยว่หาน “เจ้าวางใจ เจ้าวางใจได้เลยว่าข้าจะไม่ทำเช่นนั้น และข้าขอรับรองว่าจะพาเจ้าเข้าไปอยู่ในจวนด้วยกันในอีกไม่ช้า”
“…” หลี่เยว่หานเองไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เพียงมองเมิ่งฉีฮ่วนเท่านั้น
“และใช้ตัวตนของหลี่เยว่หานด้วย!” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวเสริม
หลี่เยว่หานพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
นางต้องใช้ชีวิตด้วยชื่อและตัวตนที่ไม่ได้เป็นของตัวเองมาโดยตลอด ซึ่งทำให้นางต่อต้านอย่างยิ่ง หากนางไม่มีลูกคนนี้อยู่ในท้อง อันที่จริง หลี่เยว่หานก็ไม่รังเกียจที่จะใช้ตัวตนของหานเยว่เพื่ออาศัยอยู่ในหมู่บ้านจางหนิงตลอดไป
แต่ในเมื่อนางมาถึงเมืองหลวงแล้ว ทั้งยังได้อาศัยอยู่ที่เดียวกับเมิ่งฉีฮ่วน การที่นางต้องสร้างตัวตนปลอมขึ้นมา จึงทำให้รู้สึกอึดอัดใจไม่น้อย
เมื่อเห็นว่าหลี่เยว่หานเหนื่อยล้ามากจริง ๆ เมิ่งฉีฮ่วนจึงเอ่ยกำชับให้นางพักผ่อน ไม่ได้ดึงรั้งให้นางพูดคุยอะไรด้วยอีก หลังจากหลี่เยว่หานผล็อยหลับไปพร้อมหลิงซีในอ้อมกอด ชายหนุ่มจึงเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ
ทันทีที่เขาออกมาจากห้อง เมิ่งฉีฮ่วนก็ละทิ้งความสุภาพอ่อนโยนที่มียามอยู่ต่อหน้าหลี่เยว่หาน ใบหน้าของเขาดูเหมือนมีชั้นน้ำแข็งก่อตัวอยู่ เพียงเขายกมือขึ้นเบา ๆ ในทันใดนั้นมีคนก็ปรากฏตัวขึ้นข้าง ๆ เมิ่งฉีฮ่วนท่ามกลางความว่างเปล่า
“ดูแลอารักขาฮูหยินและคุณหนูตลอดเวลา คอยติดตามอย่างลับ ๆ”
“น้อมรับคำสั่ง!”
เมื่อหลี่เยว่หานตื่นขึ้นมาก็เป็นเวลาบ่ายของวันรุ่งขึ้นแล้ว
ผู้ดูแลร้านของขบวนพ่อค้ามาเคาะประตูเพื่อบอกว่าเขาพบสถานที่ที่เหมาะสมในการตั้งถิ่นฐานแล้ว ทั้งยังรายงานต่อราชการแล้ว จึงมาถามหลี่เยว่หานว่าจะย้ายเข้าเมื่อใด
“ย้ายวันมะรืนนี้ เจ้าช่วยไปหาคนมาทำความสะอาดจวนก่อน สิ่งใดที่ควรซื้อหามาก็จัดการซื้อตามเหมาะสม แล้วก็ส่งคนออกไปหาที่ตั้งร้านค้าสักสองคน จริงอยู่ที่เรามาที่นี่ก็เพื่อค้าขายเครื่องเทศ แต่ก็สามารถแตะไปถึงการค้าขายสมุนไพรยาได้ด้วย ฝากเจ้าจัดการเสียหน่อย”
“ขอรับ นายหญิง!” ผู้ดูแลร้านเป็นผู้รับคำสั่งและจากไป จากนั้นหลี่เยว่หานจึงเริ่มแต่งองค์ทรงเครื่อง
นอกจากผู้ดูแลร้านแล้ว ไม่มีใครในขบวนพ่อค้ารู้ว่าตั๋วอีเอ่อร์นั้นเปลี่ยนไป อีกทั้งหลี่เยว่หานไม่ได้วางแผนที่จะทำธุรกิจทั้งหมดด้วยตัวเอง ไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้นางมีตั๋วเงินหลายพันตำลึงอยู่ในมือ เพียงแค่เหล้าองุ่นและหม้อไฟ เวินเทียนเหล่ยก็สามารถส่งเงินให้นางตามระยะเวลาที่กำหนด
ตราบใดที่ธุรกิจทั้งสองนี้ยังคงอยู่ หลี่เยว่หานย่อมไม่ขาดเงิน และไม่จำเป็นต้องปรากฏตัวในวงสังคม
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมหลี่เยว่หานจึงวางแผนที่จะฝากเรื่องทางธุรกิจทั้งหมดไว้กับผู้ดูแลร้าน เพื่อที่นางจะได้ดูแลลูกในครรภ์อย่างสบายใจ