ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 275 เวินเทียนเหล่ยเข้าเมืองหลวง
บทที่ 275 เวินเทียนเหล่ยเข้าเมืองหลวง
หลังจากเรื่องอื้อฉาวรัก ๆ ใคร่ ๆ ที่ไม่เป็นไปตามธรรมนองคลองธรรมถูกแพร่ออกไป กิจธุระของหลี่เยว่หานในเมืองหลวงจึงดำเนินไปอย่างราบรื่นเป็นพิเศษ
ผู้ดูแลร้านกล่าวบอกว่า แค่เพียงเอื้อนเอ่ยไปว่าช่วยตั๋วอีเอ่อร์จัดการเรื่องต่าง ๆ อีกฝ่ายก็จะเปิดทางให้ไม่มากก็น้อย ไม่นานนัก ผู้ดูแลร้านก็จัดการตระเตรียมหน้าร้านค้าเสร็จสิ้น เดิมทีหลี่เยว่หานคิดอยากจะไปดู แต่ผู้ดูแลร้านกล่าวว่าหน้าร้านนั้นเพิ่งสร้างเสร็จ ยังต้องทำการตกแต่งปรับปรุงอีก ให้หลี่เยว่หานพักผ่อนอยู่ที่เรือนให้เต็มที่
ผู้ดูแลร้านนั้นปฏิบัติงานได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนอย่างยิ่ง ไม่เพียงดูแลเรื่องต่าง ๆ ในจวนเท่านั้น แต่ยังดูแลธุรกิจได้เป็นอย่างดีอีกด้วย หลี่เยว่หานแม้จะอยู่ในฐานะตั๋วอีเอ่อร์ ทว่ากลับไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย ในทุก ๆ วัน เมื่อนางกินอิ่มก็จะไปเดินเล่นสักพัก และสอนหลิงซีอ่านหนังสือ เบื่อหน่ายมากเสียจนแทบจะแคะนิ้วเท้าอยู่แล้ว
หลังจากผ่านไปหนึ่งเดือนเต็ม คนที่ไม่คาดคิดพลันปรากฏตัวขึ้น ทำให้หลี่เยว่หานรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาบ้างในที่สุด
เวินเทียนเหล่ยมาที่จวนพร้อมมู่ชวนและเจ้าต้าไป๋!
ในเวลานี้ หลี่เยว่หานเริ่มแสดงให้คนภายนอกเห็นการตั้งครรภ์ของนางแล้ว หน้าท้องของนางนูนขึ้นเล็กน้อย อาการแพ้ท้องในช่วงเช้าก็ดีขึ้นมาก ทั้งยั่งอิ่มเอิบมีน้ำมีนวลขึ้นด้วย
“พี่ชาย พี่ชาย เจ้าต้าไป๋โตขึ้นมากนัก!” ขณะที่เวินเทียนเหล่ยกำลังแสดงบัญชีของการค้าขายเหล้าองุ่นและหม้อไฟให้หลี่เยว่หานดู จู่ ๆ หลิงซีก็เอ่ยประโยคนี้ขึ้น
หลี่เยว่หานเหลือบมองมันและตระหนักได้ว่าลูกหมาป่าตัวนี้เติบโตอย่างรวดเร็วดั่งว่า หญิงสาวจึงอดสงสัยขึ้นมาไม่ได้ “ข้าจำได้ว่าเมื่อครั้งที่ต้าไป๋ถูกมู่ชวนอุ้มกลับมา มันอายุไม่ถึงหนึ่งเดือนเสียด้วยซ้ำ ตอนนี้ก็อายุราวสองเดือนเท่านั้น ผ่านไปไม่นานแต่โตขึ้นมากถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
มันเกือบจะมีขนาดเท่ากับลูกสุนัขทั่วไปอยู่แล้ว
“ข้าเองก็คิดว่าลูกหมาป่าตัวนี้โตเร็วมาก” เวินเทียนเหล่ยหัวเราะแห้ง ๆ “คราวนี้ทั้งหม้อไฟและเหล้าองุ่นทำกำไรรวมแล้วหนึ่งแสนห้าพันตำลึงเงิน แบ่งให้เจ้าครึ่งหนึ่งเท่ากับเจ็ดหมื่นห้าพันตำลึงเงิน”
เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้ หลี่เยว่หานพลันตื่นตะลึง “มากเพียงนี้เชียว?”
“หลังจากที่เจ้าให้วิธีการทำเหล้าองุ่นมา ข้าจึงไปเก็บองุ่นมาอีกรอบ คราวนี้ทำเพิ่มมากกว่าเดิม ด้วยเหตุนี้จึงขายได้เพิ่ม แต่การค้าเหล้าองุ่นนั้นยังทำได้อีกหนึ่งรอบ ส่วนเหล้าองุ่นที่เหลือจะถูกเก็บไว้ในห้องใต้ดินอย่างน้อยก็จนถึงช่วงฤดูองุ่นของปีหน้า” เวินเทียนเหล่ยอธิบาย
หลี่เยว่หานพยักหน้ารับ “ฤดูองุ่นใกล้จะจบลงแล้ว หลังจากทำนำองุ่นรอบสุดท้ายไปบ่มทำเหล้าองุ่น ต้องเลือกห้องใต้ดินที่เย็นและปิดผนึกด้วยไม้ก๊อก ไม่เช่นนั้นจะเกิดเชื้อราได้ง่าย”
“จะว่าไปข้ายังไม่รู้เลยว่าเจ้าวางแผนจะทำการค้าขายอะไรในเมืองหลวง” เวินเทียนเหล่ยถาม
“เครื่องเทศ” หลี่เยว่หานยักไหล่ “หากข้ารู้ก่อนว่าตั๋วอีเอ่อร์ที่เจ้าจัดเตรียมไว้ให้เป็นสาวสังคมเช่นนี้ ข้าคงเลือกปลอมตัวเป็นบุรุษแล้วเข้ามาในเมืองหลวงแทน ทว่าอย่างไรตอนนี้ก็เข้ามาในเมืองหลวงแล้ว อีกทั้งเมิ่งฉีฮ่วนยังถึงขั้นเป็นฝ่ายปล่อยข่าวอื้อฉาวในเรื่องระหว่างชายหญิงที่ไม่ถูกทำนองคลองธรรม ข้าจะปล่อยเจ้าไปแล้วกัน”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ เวินเทียนเหล่ยพลันร้อนตัว “ในตอนนี้ นี่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องอาศัยอำนาจ เจ้าเองก็น่าจะเข้าใจนี่?”
เอ่ยจบ เวินเทียนเหล่ยก็หยิบจดหมายอีกฉบับออกมาจากแขนเสื้อของเขาแล้วส่งให้หลี่เยว่หาน “คุณหนูตระกูลเหยียนฝากให้เจ้า”
เมื่อได้ยินว่าเป็นจดหมายของเหยียนจื่อเซียง หลี่เยว่หานจึงไม่ได้ซักถามอะไรเวินเทียนเหล่ย ในชั่วระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา นางพอคุ้นเคยกับตัวตนนี้แล้วจึงไม่มีอะไรที่จะไม่เข้าใจ
ใจความในจดหมายของเหยียนจื่อเซียงนั้นเอ่ยถามว่าหลี่เยว่หานคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตในเมืองหลวงหรือยัง และบอกอีกว่านางยังคงยึดถือในวิธีออกกำลังกายที่หลี่เยว่หานทิ้งไว้ให้ ตอนนี้รูปร่างของนางเกือบจะได้สัดส่วนที่ดีพอ ๆ กับสตรีโดยทั่วไป ครอบครัวของนางก็เริ่มเป็นแม่สื่อแม่ชักหาคนมาแต่งงานกับนาง แต่นางไม่ต้องการแต่งงาน ด้วยต้องการมาหาหลี่เยว่หานที่เมืองหลวง นางหวังว่าหลังจากหลี่เยว่หานได้อ่านจดหมายนี้แล้วจะเขียนตอบกลับนางโดยเร็ว เพื่อที่นางจะได้บากหน้ามาขอพึ่งพิง
หลี่เยว่หานอ่านจดหมายแล้วก็ทั้งโมโหและขบขัน ด้านเวินเทียนเหล่ยภายในใจกลับไหวหวั่น “ทำไมหรือ ในจดหมายของคุณหนูเหยียนเขียนว่าอย่างไร?”
“นางบอกว่าครอบครัวของนางกำลังเจรจาเรื่องการแต่งงานให้นาง นางจึงขอที่อยู่จากข้า โดยตั้งใจจะบากหน้ามาขอที่พึ่งพิง” หลี่เยว่หานเอ่ยตอบเรียบ ๆ แต่ในทันใดนั้นเอง ราวกับหญิงสาวหวนนึกอะไรบางอย่างออก จึงกลอกตาไปมา ก่อนที่สายตาจะไปตกลงที่เวินเทียนเหล่ย “หรือว่าข้าจะเป็นแม่สื่อจับคู่ให้เจ้ากับจื่อเซียงดีนะ?”
“อย่านะ อย่า” เวินเทียนเหล่ยรีบโบกมือพร้อมเอ่ยปฏิเสธ “ไม่ใช่ว่าเจ้าไม่รู้สถานการณ์ของข้าเสียหน่อย ข้าไม่อยากไปถ่วงเวลาแม่นางจื่อเซียงเข้า”
“ข้าเย้าเจ้าเล่นหรอก เจ้าไม่ยินยอม ข้าย่อมไม่ยินดี” หลี่เยว่หานกล่าว “มีผู้ชายกี่คนที่ตั๋วอีเอ่อร์เคยคบหาสมาคมด้วย? หากไม่ใช่เพราะชื่อของเมิ่งฉีฮ่วนข่มเอาไว้ ก็ไม่แน่ใจว่าในเวลานี้จะมีคนมาขอพบสักกี่มากน้อย แม้ตอนนี้โลกภายนอกจะมีการพูดถึงเรื่องที่ข้าตั้งครรภ์ลูกของเมิ่งฉีฮ่วน ทว่าก็ยังพะว้าพะวัง ด้วยเมิ่งฉีฮ่วนไม่เคยออกมายอมรับเลย ข้าคิดว่าอีกไม่นานพวกเขาก็จะพากันคิดว่ามันเป็นข่าวลือ”
ได้ยินดังนั้น เวินเทียนเหล่ยก็พยักหน้า “ที่เจ้าว่ามาก็จริง ถึงเวลาที่เหวินจั๋วต้องพาเจ้าเข้าจวนแล้ว”
“พรวด!” หลี่เยว่หานพ่นชาออกมาเต็มคำ “หมายความว่าอย่างไร? ให้ตั๋วอีเอ่อร์แต่งงานกับเมิ่งฉีฮ่วนหรือ?”
“แน่นอนว่าไม่ใช่” เวินเทียนเหล่ยพูดอย่างจริงจัง “การประกาศสถานะของเจ้าไม่ใช่เรื่องยาก อย่างมากก็สร้างปัญหาให้เหวินจั๋วเล็กน้อย”
“อย่างไร?” หลี่เยว่หานขมวดคิ้ว
“เจ้าอยู่ในเมืองหลวงมาสักระยะหนึ่งแล้ว คงจะพอจับสังเกตได้ว่าการกระจายอำนาจในเมืองหลวงเป็นอย่างไร แม้อำนาจของเหวินจั๋วจะไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก แต่การผงาดขึ้นมาของขุนพลคนใหม่ก็ห้าวหาญมากนัก ซ้ำยังอยู่ภายใต้อำนาจองค์รัชทายาทอีกด้วย มีคนไม่น้อยที่เข้ามาติดต่อไปมาหาสู่กับเหวินจั๋ว ในเวลานั้น เหวินจั๋วเพียงแค่ต้องประกาศออกไปว่าเจ้าเป็นภรรยาของเขา หากแต่ปลอมตัวเป็นตั๋วอีเอ่อร์มายังเมืองหลวงก็ด้วยต้องการทำให้เขาประหลาดใจ จึงไม่มีใครสงสัย อย่างมากที่สุด เจ้าก็ต้องรับมือกับการสอบสวนขององค์ชายสาม”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ หลี่เยว่หานก็รีบโบกมือ “ลืมไปเถอะ ข้ากลัวว่าจะมีคนเข้ามาตรวจสอบแล้วตรวจสอบอีกน่ะสิ เป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว ถึงอย่างไรเมิ่งฉีฮ่วนก็ไม่ได้สนใจว่าลูกของเขาจะถูกเรียกว่าลูกนอกสมรส แล้วข้าจะไปถืออะไรได้ เด็กนั้นเกิดมาล้วนไม่เข้าใจอะไร และกว่าจะเข้าใจได้อย่างน้อยก็ต้องสองหรือสามขวบ เมื่อถึงตอนนั้นข้าไม่เชื่อว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะยินยอมให้ข้าอยู่ที่นี่อย่างนามไม่เที่ยง วาจาไม่ราบรื่นเช่นนี้ต่อไปเป็นแน่”
เวินเทียนเหล่ยมองดูท่าทางไม่แยแสของหลี่เยว่หาน จึงเปิดปากราวกับพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับไม่ได้เอ่ยอะไรมา
“จะพูดอะไรก็พูดมาเถิด อย่าอ้าปากหุบปากเหมือนปลาขาดน้ำเช่นนี้” หลี่เยว่หานเอ่ยแล้วก้มศีรษะลงเพื่อจิบชา
“เจ้ารู้จักจี้ซินเยว่หรือไม่” เวินเทียนเหล่ยถามอย่างระมัดระวัง
ก่อนที่หลี่เยว่หานจะได้เอ่ย เสียงชายผู้หนึ่งพลันดังขึ้น “เวินเทียนเหล่ย เจ้าเพิ่งมาถึงเมืองหลวงก็วิ่งโร่มาหาเยว่หานเพื่อเคี้ยวโคนลิ้น*[1]แล้วงั้นหรือ ดูท่าจะว่างเกินไปเสียแล้วกระมัง?”
เป็นเมิ่งฉีฮ่วน!
เมื่อเห็นเมิ่งฉีฮ่วน เวินเทียนเหล่ยนั้นประหลาดใจไม่น้อย ทว่าหลี่เยว่หานกลับนิ่งสงบ
ชายผู้นี้แอบปีนข้ามกำแพงมานอนกับนางทุกคืน โดยก่อนรุ่งสางเขาก็ตื่นขึ้นแล้วปีนข้ามกำแพงอออกไป ทำอย่างนี้มาเป็นเวลาหนึ่งเดือนติดต่อกันโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยแม้เพียงนิด
เขาไม่เคยมาเยี่ยมเยียนที่จวนในตอนกลางวัน แต่วันนี้เดาว่าคงได้ยินข่าวว่าเวินเทียนเหล่ยมาแล้ว ชายหนุ่มจึงนั่งไม่ติด
“ข้าจะเคี้ยวโคนลิ้นได้อย่างไรกัน!” เวินเทียนเหล่ยไม่พอใจ “เจ้าเข้ามาทางประตูหน้า ไม่เห็นหรืออย่างไรว่ามีคนของตระกูลเฉินมาเฝ้าดูที่หน้าจวน?”
“พวกเขามาเฝ้าดูกว่าหนึ่งเดือนแล้ว ปล่อยให้เฝ้าดูต่อไปจะเป็นอะไรไป” สีหน้าของเมิ่งฉีฮ่วนฉายชัดถึงความไม่แยแส ก่อนจะวางท่านั่งลงข้าง ๆ หลี่เยว่หาน “เจ้าต่างหาก ทันทีที่มาถึงเมืองหลวงก็วิ่งโร่มาพูดคุยกับเยว่หานถึงเรื่องจี้ซินเยว่ มีเจตนาแอบแฝงใดหรือไม่”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ เวินเทียนเหล่ยจึงแสดงสีหน้าว่าถูกใส่ร้าย “ใครมีเจตนาแอบแฝงกัน! คนของจวนตระกูลเฉินมาปักหลักเฝ้าดูอยู่ที่หน้าประตูจวนอย่างนี้แล้ว ข้ายังไม่อาจพูดถึงเรื่องจี้ซินเยว่ให้นางฟังอีกหรือ?”
หลี่เยว่หานปวดเศียรเวียนเกล้ากับบทสนทนาของทั้งสองอย่างยิ่ง หญิงสาวพลันตบโต๊ะเสียงดัง ทำให้ชายหนุ่มทั้งสองปิดปากฉับ
“เมิ่งฉีฮ่วน ท่านว่ามาสิ คนที่ปักหลักเฝ้าดูที่หน้าประตูจวนนั้นใช่คนที่จี้ซินเยว่ส่งมาหรือไม่?!”
[1] เคี้ยวโคนลิ้น หมายถึง นินทา