ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 276 สวรรค์ไม่ทราบ ผีสางไม่รู้สึก
บทที่ 276 สวรรค์ไม่ทราบ ผีสางไม่รู้สึก*[1]
“เป็นนาง” เมิ่งฉีฮ่วนคาดเดาในใจว่าเรื่องที่ตระกูลเสิ่นส่งคนมาเฝ้าจับตามองอยู่หน้าจวนนั้น หลี่เยว่หานรับรู้มาโดยตลอด แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง นางจึงไม่เคยเอ่ยถาม ตอนนี้ในเมื่อได้ชี้แจงชัดเจนแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกว่าเป็นการดีกว่าที่จะยอมรับและบอกนางโดยตรง
“เฮอะ…” หลี่เยว่หานปวดหัวขึ้นมา
เมิ่งฉีฮ่วนและจี้ซินเยว่นั้นเป็นรักครั้งแรกของกันและกัน ตอนนี้รักครั้งแรกผู้นั้นส่งคนมาเฝ้าดู ‘เป้าหมายที่มีเรื่องอื้อฉาว’ นี้ของนาง เมื่อได้ยินคราแรกก็ดูเหมือนจะไม่เหมาะสม แต่จริง ๆ แล้วค่อนข้างเป็นเช่นนั้น
ท้ายที่สุดแล้ว แม้แต่หลี่เยว่หานที่ไม่เคยออกจากประตูจวนเลยก็ยังได้ยินข่าวซุบซิบจากภายนอก หลายคนคิดว่า มีคนไม่น้อยที่เชื่อว่าเมิ่งฉีฮ่วนและจี้ซินเยว่มีโอกาสที่จะกลับมาคืนดีกันอีกครั้ง ไม่มีใครในตระกูลเสิ่นที่จะได้ครอบครองจี้ซินเยว่ หากหญิงม่ายนามจี้ซินเยว่ต้องการแต่งงานครั้งที่สอง อย่างมากที่สุดก็คือต้องขอให้ฝ่าบาทประทานให้ เพื่อปลดสถานะของอูหยินหลวงเสีย
แต่ตราบใดที่จี้ซินเยว่แต่งงานกับเมิ่งฉีฮ่วน สถานะฮูหยินหลวงนั้นอย่างไรเสียก็ได้รับพระราชทานจากฝ่าบาทอีกครั้งอย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้สำหรับนางแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร
หากแต่นอกเหนือจากข่าวลือที่แพร่สะพัดไปว่าเมิ่งฉีฮ่วนมีภรรยาแล้ว เมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ยังเคยมาพักที่จวนแม่ทัพอยู่ช่วงระยะหนึ่งด้วย หนำซ้ำในตอนนี้ยังมี ‘ตั๋วอีเอ่อร์’ ซึ่งตั้งครรภ์ลูกของเมิ่งฉีฮ่วนอีก ทุกคนพลันรู้สึกว่าเมิ่งฉีฮ่วนและจี้ซินเยว่คงไม่มีทางได้สานสัมพันธ์กันอีก ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะฮูหยินแม่ทัพและตั๋วอีเอ่อร์ที่มาคั่นกลางระหว่างพวกเขา!
ใครเลยจะรู้ว่าแท้จริงแล้วสตรีทั้งสองคือคนคนเดียวกัน
เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ หลี่เยว่หานก็อดปวดเศียรเวียนเกล้าขึ้นมาไม่ได้
หากนางไม่มีแรงขับที่ทำให้ต้องมาหาเมิ่งฉีฮ่วนที่เมืองหลวงตั้งแต่แรก หญิงสาวย่อมไม่ต้องมาประสบปัญหามากมายขนาดนี้ใช่หรือไม่?
เมื่อเห็นหลี่เยว่หานขมวดคิ้วแน่น เมิ่งฉีฮ่วนก็รีบสาวเท้าเข้าไปจับมือของผู้เป็นภรรยาไว้ แล้วเอ่ยว่า “เจ้าอย่าได้เอาสิ่งที่คนนอกพูดมาใส่ใจ มันเป็นเรื่องระหว่างข้ากับเจ้า หากเจ้ารู้สึกว่าคนของจวนตระกูลเฉินนั้นเป็นที่รำคาญตารำคาญใจ ข้าจะให้คนไปจัดการไล่ตีจนพวกเขาต้องกลับไป ที่ก่อนหน้านี้ข้าไม่ได้คิดลงมือ นั่นเป็นเพราะข้ากลัวว่าเจ้าจะคิดว่าข้าร้อนตัว”
เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้ เวินเทียนเหล่ยซึ่งอยู่ข้าง ๆ ก็ปริปากเอ่ยทันควัน “โอ้ เพื่อให้ตัวเจ้าเองดูไม่ได้กินปูนร้อนท้อง จึงปล่อยให้คนของจี้ซินเยว่ด้อม ๆ มอง ๆ อยู่หน้าประตูจวนอย่างน่ารังเกียจงั้นสิ?”
“ไม่ใช่อย่างนั้น!” เมิ่งฉีฮ่วนรีบอธิบาย “เวินเทียนเหล่ย เจ้าอย่ามาสร้างเรื่องวุ่นวายที่นี่!”
“ข้าสร้างเรื่องวุ่นวายที่ไหนกัน ข้าหนุนหลังเยว่หานในฐานะครอบครัวเดิมของเยว่หาน เข้าใจหรือไม่” เมื่อเวินเทียนเหล่ยเกิดหน้าไม่อายขึ้นมา แม้แต่เมิ่งฉีฮ่วนก็ยังปวดหัว
เมื่อได้ยินเขาเรียกตัวเองว่าครอบครัวเดิมของนาง หลี่เยว่หานก็อดไม่ได้ที่จะขบขันเล็ก ๆ “เจ้าเป็นครอบครัวเดิมของข้าแบบไหนกัน?”
“เราทำธุรกิจร่วมกัน ก็ถือว่าเป็นหุ้นส่วนกัน ส่วนพ่อแม่เจ้าอย่าได้คาดหวังเลย และด้วยเพราะข้าเป็นหุ้นส่วนกับเจ้า ก็เหมือนเป็นพี่ชายน้องสาวกัน ข้าเรียกเจ้าว่าน้องสาว ข้าไม่ได้เสียเปรียบ เจ้าเองก็ไม่ได้เสียเปรียบ แล้วจะไม่ใช่ครอบครัวเดิมของเจ้าได้อย่างไร” ยิ่งเวินเทียนเหล่ยพูดมากเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกมีเหตุผลเพียงพอให้พูดได้มากขึ้นเท่านั้น
“…” ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เมิ่งฉีฮ่วน ทว่าหลี่เยว่หานก็ถึงกับไปต่อไม่ถูก
เวินเทียนเหล่ยผู้นี้มีกึ๋นเสียจริง นับตัวเองว่าเป็นญาติโดยไม่ผ่อนปรนเลยแม้เพียงนิด
“เหวินจั๋ว มา เรียกข้าว่าพี่เขยให้ฟังหน่อยสิ” นี่คือจุดเริ่มต้นของการเหยียบจมูกขึ้นหน้า*[2]
เมิ่งฉีฮ่วนหัวเราะด้วยความโกรธ “เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าหากวันนี้ข้าเรียกเจ้าว่าพี่เขย เยว่หานจะสามารถหันหลังกลับและตัดขาดทางธุรกิจกับเจ้าได้เลย”
เอ่ยจบ เมิ่งฉีฮ่วนก็มองไปยังหลี่เยว่หาน
หลี่เยว่หานเพียงรู้สึกว่าการโต้เถียงกันระหว่างผู้ชายเมื่อเทียบกับผู้หญิงแล้วนับว่าสร้างความยุ่งยากให้คนอื่นมากกว่า ทันทีที่ละสายตาไปทางอื่น จิตใจของนางก็ล่อยลองสู่ความว่างเปล่าเงียบงัน
เมื่อเห็นเช่นนี้ ความมั่นใจของเวินเทียนเหล่ยก็ผุดขึ้นมา “เหวินจั๋ว ในท้ายที่สุดแล้ว เยว่หานก็จะเป็นฮูหยินของเจ้า ไม่ช้าก็เร็วต้องเข้าไปอาศัยอยู่ที่จวนแม่ทัพ หากเจ้าให้คนอื่นรู้ว่าพื้นเพของเยว่หานเป็นคนยากจน แล้วในวันหน้า จะให้นางเชิดหน้าในหมู่สตรีชั้นสูงได้อย่างไร”
“เอ๊ะ ข้อนี้ข้าไม่เห็นด้วย” แม้ว่าหลี่เยว่หานจะรู้ว่าเวินเทียนเหล่ยกำลังบีบบังคับให้เมิ่งฉีฮ่วนแสดงทัศนคติของเขาออกมา แต่นางไม่ได้ต้องการเป็นสตรีที่ต้องพึ่งพาบุรุษโดยสิ้นเชิงเช่นกัน “ไม่ว่าข้าจะเชิดหน้าชูตาได้หรือไม่ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับภูมิหลังของข้า สมมติว่าข้าได้เป็นฮูหยินแม่ทัพด้วยทรัพย์สมัติมหาศาล ข้ารู้สึกว่าแม้จะเกิดมายากจน ก็ไม่มีใครกล้าเอื้อนเอ่ยอะไรกับข้าอยู่ดี”
เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้ เวินเทียนเหล่ยก็พยักหน้า “เอ๊ะ ตอนนี้เจ้าเองก็ร่ำรวยมั่งคั่งมีเงินหลายหมื่นตำลึงแล้วไม่ใช่หรือ!”
“ยังนี่” หลี่เยว่หานหัวเราะเบา ๆ “ฤดูร้อนผ่านพ้นไปแล้ว และฤดูใบไม้ร่วงก็เป็นเรื่องของฝน ข้าตั้งใจจะใช้ประโยชน์ในช่วงก่อนถึงฤดูหนาวเปิดหอสุราสักแห่ง และในฤดูหนาวจะผูกขาดการขายหม้อไฟแต่เพียงผู้เดียว รอให้ฤดูหนาวแรกผันผ่านไป จึงจะสามารถอ้างตัวว่าเป็นเศรษฐีร่ำรวยมหาศาลได้อย่างสมศักดิ์ศรี”
“จุ๊ จุ๊ จุ๊” เวินเทียนเหล่ยมองดวงตาที่เต็มไปด้วยความปลื้มปีติของหลี่เยว่หาน “ในฐานะสตรี เจ้าเก่งในเรื่องธุรกิจมากถึงเพียงนี้ แล้วยังจะต้องเป็นฮูหยินแม่ทัพอะไรอีกเล่า เมื่อเข้าสู่แวดวงสตรีชั้นสูง ในระดับเหวินจั๋วนี้แล้ว เวลาจะเดินจะพูดก็ต้องจีบปากจีบคอ เหนื่อยมากจริง ๆ เจ้าฟังข้า หย่าร้างกับเหวินจั๋วเสีย แล้วพวกเราก็หาเงินเลี้ยงดูตัวเอง ใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี สบายอกสบายใจ และเป็นสุข”
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังคุยกัน เวินเทียนเหล่ยเริ่มยุยงส่งเสริมให้หลี่เยว่หานหย่าร้างกับสามี เมิ่งฉีฮ่วนก็นั่งไม่ติดขึ้นมาโดยพลัน “เยว่หาน เจ้าอย่าไปฟังเจ้าสารเลวเวินเทียนเหล่ยนี่ เจ้ารอดูเถิด ข้ารับประกันว่าก่อนมื้อเย็นวันนี้ ทั่วทั้งเมืองหลวงจะได้รู้ว่าเจ้าคือคนของข้า!”
เอ่ยจบ เมิ่งฉีฮ่วนก็หันหันหลังจากไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อมองไปยังแผ่นหลังของเขา หลี่เยว่หานก็ถอนหายใจพลางเอ่ยเสียงอ่อน “ทำไมเจ้าถึงทำเช่นนี้อีก”
“ฮึ่ม ข้าไม่อาจทนดูได้” เวินเทียนเหล่ยกอดอกพลางยกชาขึ้นดื่ม “เหวินจั๋วนั้นใจอ่อน และสงสารที่จี้ซินเยว่เป็นม่ายตั้งแต่อายุยังน้อย ด้วยเหตุนี้จึงไม่อยากจะปะทะกับนางซึ่งหน้า อีกทั้งคนตระกูลเฉินยังลอยไปลอยมาอยู่ใต้เปลือกตาเจ้า แต่ข้าไม่ใจอ่อน ข้าไม่ชอบจี้ซินเยว่มาโดยตลอด แม้ในตอนนั้นที่เหวินจั๋วใกล้ชิดสนิทสนมกับนาง ก็หลีกเลี่ยงสตรีนางนี้มาตลอด ซ้ำยังไม่รู้สึกเห็นใจนางเลยแม้แต่น้อย!”
เมื่อได้ยินดังนั้น หัวใจของหลี่เยว่หานก็หนักอึ้งขึ้นมา “เจ้ารู้หรือไม่ว่าการที่เมิ่งฉีฮ่วนเปิดเผยตัวตนของข้า ก็ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับข้าเช่นกัน”
“ด้วยความสามารถของเจ้าในเยามนี้ การปกป้องตัวเองย่อมไม่ใช่เรื่องยาก เหตุใดจึงต้องซ่อนอยู่หลังตัวตนปลอมใหอึดอัดใจด้วย” เวินเทียนเหล่ยกล่าวพร้อมมองไปยังหลี่เยว่หาน “วางใจเถอะ ข้าบอกท่านพ่อของข้าถึงเรื่องของเจ้าแล้ว ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป เจ้าคือคุณหนูห้าแห่งตระกูลเวิน ไม่ใช่หลี่เยว่หานจากหมู่บ้านเฮยถู่”
“ไม่จำเป็น” หลี่เยว่หานส่ายหน้าเพื่อปฏิเสธเจตนาอันดีของเวินเทียนเหล่ย “ในเมื่อข้าเองต้องยืนหยัดในเมืองหลวง และต้องรักษาชื่อเสียงของการเป็นฮูหยินแม่ทัพเอาไว้ ข้าจึงไม่อาจพึ่งพาแรงกำลังภายนอกได้ แต่ถึงกระนั้น ข้าก็จะเดินเข้าจวนแม่ทัพอย่างหนักแน่นเพียงพอพร้อมกับทรัพย์สินมหาศาลของตัวเอง”
“เช่นนั้นแล้ว หลังจากเหวินจั๋วเปิดเผยตัวตนของเจ้า เจ้าไม่ได้วางแผนว่าจะย้ายเข้าไปอยู่ในจวนแม่ทัพอย่างนั้นหรือ?” เวินเทียนเหล่ยชะงัก “หากเจ้าอยู่ที่นี่จะไม่เป็นการเพิ่มอันตรายให้ตัวเองหรอกรึ?”
“ข้ามีแผนของข้า” ไม่ใช่ว่าหลี่เยว่หานไม่อาจไว้วางใจเวินเทียนเหล่ยได้ ทว่าสิ่งที่นางแอบซุ่มทำอย่างลับ ๆ มาในช่วงระยะหนึ่งเดือนนี้นั้นน่าทึ่งอย่างยิ่ง แต่ไม่สะดวกที่จะพูดออกมาตรง ๆ
ไม่ว่าใครก็คาดไม่ถึงว่าในเวลาเพียงหนึ่งเดือน หอฟ่านเทียน หอบุปผาที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงได้กลายเป็นหมูในอวย*[3]ของหลี่เยว่หานแล้ว
แม้แต่เมิ่งฉีฮ่วนเองก็ไม่รู้ หลี่เยว่หานจัดการเรื่องนี้ในแบบที่สวรรค์ไม่ทราบ ผีสางไม่รู้สึก
[1] สวรรค์ไม่ทราบ ผีสางไม่รู้สึก หมายถึงเป็นการกระทำที่เป็นความอย่างยิ่งโดยไม่มีใครค้นพบ
[2] เหยียบจมูกขึ้นหน้า หมายถึง การที่ฝ่ายหนึ่งให้เกียรติอีกฝ่ายโดยไม่นำเรื่องไม่พอใจของอีกฝ่ายมาใส่ใจ ทว่าฝ่ายนั้นกลับวางท่าเย่อหยิ่ง คล้ายกับสำนวนที่ว่าได้คืบเอาศอก
[3] หมูในอวย หากแปลตรง ๆ คือ ของที่อยู่ในกระเป๋า อุปมาว่าสิ่งที่ได้มาโดยไม่ต้องใช้แรงมากนัก