ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 277 ฮูหยินแม่ทัพ!
บทที่ 277 ฮูหยินแม่ทัพ!
หอฟ่านเทียนเป็นหอบุปผาที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง ไม่เพียงแต่มีขนาดใหญ่มากเท่านั้น แม้แต่อิทธิพลที่คอยหนุนอยู่เบื้องหลังยังสลับซับซ้อนอีกด้วย หากหลี่เยว่หานไม่ได้เป็นคนที่ฉลาดว่องไวเช่นผู้ดูแลร้านอวี้ซึ่งติดตามนางมาจากอำเภอหวาซี เกรงว่าเวลาหนึ่งเดือนคงไม่เพียงพอให้หลี่เยว่หานได้ครอบครองหอฟ่านเทียนไว้ในมือ
แม้ว่าหอฟ่านเทียนจะได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มอิทธิพลอันสลับซับซ้อนต่าง ๆ ทว่าเจ้าของที่แท้จริงคือชายขี้โรค นามจี้หยาง และเนื่องจากเขาป่วยมาหลายปี จึงไม่มีแรงกำลังพอที่จะดูแลหอฟ่านเทียน เขาจึงปล่อยให้หอฟ่านเทียนพัฒนาแผ่ขยายออกไปเอง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีหลายกลุ่มอิทธิพลในหอแห่งนี้
หากไม่ใช่เพราะรายได้ของหอฟ่านเทียนนั้นอู้ฟู่รุ่งเรืองมาอย่างต่อเนื่อง และจี้หยางเองก็อาศัยเงินเหล่านี้เพื่อใช้ในการซื้อยาบำรุงรักษาร่างกายของตนเอง เกรงว่าจี้หยางอาจต้องปล่อยหอฟ่านเทียนให้หลุดจากมือไปนานแล้ว และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในความขัดแย้งภายในของกลุ่มอิทธิพลเหล่านี้
และหลี่เยว่หานสามารถระบุความอ่อนแอของร่างกายจี้หยางได้อย่างแม่นยำ เมื่อถูกเสริมด้วยน้ำพุจิตวิญญาณ ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน ร่างกายของจี้หยางก็ฟื้นตัวหายดีเป็นปกติ และนี่คือวิธีที่นางได้หอฟ่านเทียนมาครอบครองอย่างสงบเยือกเย็น
อย่างไรก็ตาม หญิงสาวไม่ได้ให้จี้หยางย้ายออกจากหอฟ่านเทียน ทว่ากลับมอบสิทธิ์ในการจัดการดูแลหอฟ่านเทียนให้กับ จี้หยาง ในขณะที่ช่วยให้ร่างกายของเขาปรับสมดุล ก็ปล่อยให้เขาค่อย ๆ รวบรวมกลุ่มอิทธิพลและหูตาในหอฟ่านเทียน
แม้ว่าเด็กสาวในหอฟ่านเทียนจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับบางฝ่าย แต่หนังสือสัญญาการขายตัวของพวกนางก็ยังอยู่ในมือของจี้หยาง ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเรื่องง่ายสำหรับจี้หยางในการทำเรื่องเหล่านี้ ส่วนพวกผู้มีอำนาจเบื้องหลังจะรู้หรือไม่ ตราบใดที่คนที่ออกหน้าคือจี้หยาง สำหรับพวกเขาแล้ว ชายผู้นี้ก็เป็นเพียงจี้หยางที่คอยจัดการดูแลเรื่องต่าง ๆ ในหอฟ่านเทียนของตัวเองเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบต่องานของพวกเขา
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเมิ่งฉีฮ่วนซึ่งมีเอี่ยวอยู่ในหอฟ่านเทียนนี้ ทั้งยังไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าหอฟ่านเทียนถูกเปลี่ยนมือไปเป็นของหลี่เยว่หานแล้ว
หลังจากส่งเวินเทียนเหล่ยกลับไปแล้ว หลี่เยว่หานก็ยืนนิ่งอยู่ที่ประตูจวนอยู่ครู่หนึ่ง ประสาทสัมผัสทั้งห้าและวิญญาณทั้งหกอันเฉียบคมของหญิงสาวทำให้นางสามารถระบุคนที่ถูกส่งมาเฝ้าจับตาดูอยู่หน้าประตูจวนทั้งหลายได้อย่างรวดเร็ว หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นางก็สาวเท้าก้าวเดินไปหาคนจากจวนตระกูลเฉินคนหนึ่งซึ่งปลอมตัวเป็นพ่อค้าขายบะหมี่และเอ่ยว่า “บะหมี่ชามหนึ่ง”
ผู้ที่ยืนขายบะหมี่อยู่พลันชะงักงัน ไม่มีการตอบสนองใดอยู่สักพัก
หลี่เยว่หานเลิกคิ้ว “ไม่ได้ขายหรอกหรือ?”
“อ๊า… อ๊า… ขาย ๆ ๆ แม่นางเชิญนั่ง!” คนขายบะหมี่รีบทักทายหลี่เยว่หานและกล่าวบอกให้นั่งลง จากนั้นจึงหันหลังกลับไป
หลี่เยว่หานไม่ได้เอื้อนเอ่ยอะไร เพียงนั่งลงที่โต๊ะ พลางมองไปรอบ ๆ แม้จะดูเรียบง่ายแต่ก็สะอาด
“บะหมี่มาแล้ว!” เสียงตะโกนยาวจากพ่อค้า พร้อมชามบะหมี่หยางชุนที่ถูกวางตรงหน้าหลี่เยว่หาน “แม่นางทานให้อร่อย!”
หลี่เยว่หานพยักหน้ารับ แล้วหยิบเงินสิบอีแปะโยนมันเข้าไปในอ้อมแขนของพ่อค้าพลางเอ่ย “ข้าไม่กล้ากินหรอก อย่างไรเสีย บะหมี่นี่ก็วางยาลงไปด้วย หากข้ากินไป ลูกของข้าคงไม่รอด กลับไปบอกจี้ซินเยว่ว่าอย่าได้เปลืองสมองเสาะหาช่องทางอีก เพราะนางจะไม่ได้อะไรเลย”
เอ่ยจบ หลี่เยว่หานก็ลุกขึ้นและมุ่งหน้าไปทางประตูจวน
คนขายบะหมี่คนนั้นตัวแข็งค้างยืนนิ่งอยู่กับที่พร้อมกับเงินสิบอีแปะในมือ พวกเดียวกันที่อยู่โดยรอบต่างมองกันไปมา ข้ามองเจ้า เจ้ามองข้า ทุกคนล้วนไม่รู้ว่าสตรีนางนี้รู้ได้อย่างไรว่าพวกเขามาจากไหน แต่หลังจากเฝ้าดูมานาน นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นใบหน้าของหลี่เยว่หาน
เดิมทีคิดว่าผู้หญิงจากต่างแดนนั้นมีหน้าตาที่สวยเย้ายวน แต่ใครกันคาดคิดว่า ‘ตั๋วอีเอ่อร์’ คนนี้กลับมีหน้าตาคล้ายชาวจงหยวนจนคิดว่านางเป็นคนจงหยวนเสียด้วยซ้ำไป
ด้วยความคิดนี้ พวกเขากล่าวทักทายกันเล็กน้อย ก่อนจะถอนคนออกไปทั้งหมด
ทว่าไม่นานหลังจากที่พวกเขาถอนตัวออกไป ข่าวของฮูหยินแม่ทัพ ‘ตั๋วอีเอ่อร์’ ก็ถูกแพร่งพรายไปในเมืองหลวงอย่างเงียบ ๆ ทุกคนล้วนแล้วแต่รู้เรื่องนี้กันทั้งสิ้น ฮูหยินแม่ทัพนั้นมีนามว่าหลี่เยว่หาน นางยืมใช้ตัวตนของ ‘ตั๋วอีเอ่อร์’ เพื่อเข้ามาในเมืองหลวงด้วยต้องการทำให้ขุนพลทหารม้าเมิ่งฉีฮ่วนประหลาดใจ
แต่ไม่รู้ว่าทำไม เวลาผันผ่านไปกว่าหนึ่งเดือนแล้วก่อนที่ข่าวนี้จะถูกเผยแพร่ออกมา และเมื่อดูจากรูปการณ์แล้ว ฮูหยินแม่ทัพผู้นี้ไม่อยากเข้าไปอยู่ที่จวนแม่ทัพจริง ๆ
เมื่อแสงโคมยามเย็นถูกจุดขึ้น แน่นอนว่าจี้ซินเยว่แห่งจวนตระกูลเฉินย่อมได้ยินข่าวนี้เช่นกัน
นางโกรธมากจนทุบของตกแต่งทั่วทั้งห้อง อีกทั้งหน้าตาของนางยังบิดเบี้ยวน่าเกลียดน่ากลัวอย่างยิ่ง
เดิมทีคิดว่าตนจะสามารถกำจัด ‘ตั๋วอีเอ่อร์’ ซึ่งมีข่าวลือว่ามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับเมิ่งฉีฮ่วนได้อย่างสวรรค์ไม่ทราบ ผีสางไม่รู้สึก จึงให้คนไปคอยเฝ้าจับตามองอยู่ทั้งเดือน ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนนี้ไม่รู้ว่ามีองครักษ์ลับที่ถูกส่งไปเพื่อฆ่าตั๋วอีเอ่อร์แล้วกี่คน แต่ก็คว้าน้ำเหลวกลับมาทุกครั้งไป ข่าวที่พวกเขานำกลับมาคือข้างกายตั๋วอีเอ่อร์นั้นมีองครักษ์ลับซึ่งมีวิทยายุทธสูงส่งอย่างยิ่ง พวกเขาจึงไม่สามารถจัดการได้
และวันนี้ตั๋วอีเอ่อร์เดินเข้ามาหาคนของนางซึ่งหน้า หน้ำซ้ำยังฝากมาบอกนางว่าอย่าได้เปลืองสมองเสาะหาช่องทางอีก นี่ถือเป็นการตรอกหน้านางจัง ๆ!
“ซินเยว่ เจ้าฟังแม่ เลิกคิดถึงเมิ่งฉีฮ่วนผู้นั้นเสีย” มารดาของจี้ซินเยว่มองไปยังห้องที่ถูกทำลายข้าวของจนเละเทะไม่เป็นท่าก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ “อย่างไรเมิ่งฉีฮ่วนก็แต่งงานแล้ว ว่ากันว่าตั๋วอีเอ่อร์นั้นคือภรรยาจริง ๆ ของเมิ่งฉีฮ่วน และแอบมาเมืองหลวงอย่างลับ ๆ ด้วยต้องการให้เมิ่งฉีฮ่วนประหลาดใจ”
“ข้าไม่เชื่อ!” จี้ซินเยว่ตะโกนสุดเสียง “ในตอนนั้นเหวินจั๋วและข้าต่างมีความรู้สึกอันลึกซึ้งต่อกัน! เขาจะแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่นได้อย่างไร!”
“เจ้าเองก็แต่งงานกับชายอื่นแล้ว เหตุใดเขาจะแต่งงานกับสตรีอื่นไม่ได้เล่า” จี้ฟูเหรินถอนหายใจ นางรู้ว่าลูกสาวของตนมีนิสัยใจคอเช่นไร หากวันนี้นางไม่ช่วยคลายปมในใจ ไม่แน่ว่าเมื่อนางหันหน้ากลับมา หญิงสาวอาจทำเรื่องเหลวไหลขึ้นมาอีก
“ข้าแตกต่าง!” จี้ซินเยว่จ้องมองมารดาของตนด้วยดวงตาแดงก่ำ “ข้าถูกพวกท่านบังคับ! ตอนนั้นเหวินจั๋วเองก็รู้เรื่องนี้! ข้าถูกพวกท่านบังคับให้แต่งงานเข้าตระกูลเฉิน!”
“แม้ว่าเขาจะรู้ แต่เขาจะทำอะไรได้” นางกล่าวอย่างใจเย็น “เขาไม่ได้ทำอะไรเลย มองเจ้าแต่งงานเข้าตระกูลเฉินแล้วจึงตัดสินใจออกจากเมืองหลวงอย่างเด็ดขาด เจ้าคิดว่านั่นเป็นเพราะเขาเศร้าโศกเสียใจอย่างนั้นหรือ? เขาเพียงแสร้งทำเป็นเศร้าและจากไปโดยใช้เรื่องที่เจ้าแต่งงานกับชายอื่นมาเป็นข้ออ้าง เจ้าต้องรู้ก่อนว่าเขาเป็นพี่น้องร่วมสาบานของอดีตองค์รัชทายาท หรือเจ้าคิดว่าตัวเองรู้จักเมิ่งฉีฮ่วนดีพองั้นหรือ?”
“หุบปากไปเสีย!” จี้ซินเยว่ปฏิเสธที่จะฟังวาจาของจี้ฟูเหรินอีก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางใช้ชีวิตแบบหลอกตัวเองและผู้อื่น นางน่ะหรือจะไม่เข้าใจ เห็น ๆ อยู่ว่านางไม่ต้องการจะเข้าใจ เมิ่งฉีฮ่วนเป็นใคร ด้วยสติปัญญาของจี้ซินเยว่แล้ว ไม่มีทางที่นางจะไม่รู้อะไรเลย เพียงแต่หญิงสาวไม่ต้องการที่จะยอมรับมัน
ค่ำคืนนี้ เมืองหลวงนั้นวุ่นวายอย่างยิ่ง ราวกับว่ามีงูพิษและสัตว์ร้ายนับไม่ถ้วนกำลังซุ่มซ่อนอยู่ในรัตติกาลอันมืดมิด ท่ามกลางความมืด คมเขี้ยวของพวกมันถูกเผยออกมาอย่างไร้ศีลธรรม ไม่ใช่ด้วยเหตุผลอื่นใด แต่เพียงเพราะพวกเขารู้ว่าภรรยาของเมิ่งฉีฮ่วนมายังเมืองหลวงเมื่อหนึ่งเดือนที่แล้วจริง ๆ
และเขาปิดบังไม่ให้ใครรู้
เมื่อมองแวบแรกข่าวนี้อาจดูไม่น่าแปลกใจ แต่เมื่อลองมองดูอย่างละเอียดก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ใครคนหนึ่งตื่นตกใจจนเหงื่อแตกพลั่กไปทั้งร่าง
ผู้ที่สามารถหยั่งรากในเมืองหลวงได้ล้วนเป็นบุคคลที่ประจบประแจงเพื่ออำนาจได้อย่างลึกซึ้งและสามารถยืนหยัดท่ามกลางการต่อสู้เพื่อแย่งชิงบัลลังก์มายาวนาน และความจริงที่ว่าผู้เก่งกาจและมีชื่อเสียงเลื่องลือภายใต้คำสั่งของฝ่ายตรงข้ามที่ถูกมองข้ามได้ในระดับนี้บ่งชี้ว่าอีกฝ่ายมีบางอย่างที่ยอดเยี่ยมถึงขั้นที่พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงได้
ตัวอย่างเช่น ปัญญา