ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 278 ได้รับพระราชโองการ ที่ทำให้ผู้คนแปลกประหลาดใจ
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 278 ได้รับพระราชโองการ ที่ทำให้ผู้คนแปลกประหลาดใจ
บทที่ 278 ได้รับพระราชโองการ ที่ทำให้ผู้คนแปลกประหลาดใจ
หลี่เยว่หานรู้ดีว่าการเคลื่อนไหวของเมิ่งฉีฮ่วน ไม่เพียงแต่จะทำให้จี้ซินเยว่ขุ่นเคืองเท่านั้น แต่ยังดึงทุกสายตาของชนชั้นสูงในเมืองหลวงมายังตัวนางในช่วงเวลาอันสั้นอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ หญิงจึงปฏิเสธคำขอของเมิ่งฉีฮ่วนที่จะอยู่ค้างคืนด้วย และใช้เวลาทั้งคืนไปกับการเขียนจดหมาย โดยเขียนถ่ายทอดถึงสถานะของมู่ชวนและหลิงซีอย่างชัดเจน ก่อนจะส่งจดหมายฉบับนี้ไปยังพระราชวังในคืนนั้น
นางเชื่อว่าหลังจากที่ฝ่าบาทเห็นจดหมาย ถึงแม้จะไม่ได้สนใจถึงสถานะของสองพี่ชายน้องสาว ก็ต้องรู้สึกกลัวอยู่บ้าง ด้วยจดหมายฉบับนี้ส่งถึงมือพระองค์หลังจากประตูพระราชวังปิดลงกลอนอย่างแน่นหนา นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่หลี่เยว่หานจะคิดออกเพื่อใช้ปกป้องตัวเอง
แม้นางจะรู้ว่าตัวตนของมู่ชวนและหลิงซีไม่อาจถูกเปิดเผยได้ในเวลานี้ แต่นางก็กำลังวางเดิมพัน เดิมพันว่าฝ่าบาทจะทรงคิดห่วงใยเครือญาติร่วมสายเลือดที่เหลืออยู่ แค่เพียงเล็กน้อยก็เพียงพอแล้ว
หากฝ่าบาทมีความกังวลมือมืดอันน่าสะพรึงกลัวของหลี่เยว่หานที่ลอบเข้าไปในพระราชวังได้โดยสวรรค์ไม่ทราบ ผีสางไม่รู้สึก และทรงคิดห่วงใยเครือญาติร่วมสายเลือดอยู่เล็กน้อย เช่นนั้นแล้วพระองค์ย่อมไม่เปิดเผยสถานะของมู่ชวนและหลิงซี อย่างนั้นเท่ากับว่าสาสน์รับรองอย่างหลี่เยว่หานฉบับนี้ก็ส่งไปถึงอย่างตรงจุด
ค่ำคืนนี้เป็นค่ำคืนที่คนจำนวนไม่น้อยหลับไม่ลง
หลี่เยว่หานเองเฝ้าอยู่ในห้องของหลิงซี ส่วนมู่ชวนยังคงติดตามเวินเทียนเหล่ย ในตลอดค่ำคืนนี้ นางไม่รู้ว่ามีคนมายังลานบ้านของนางมากน้อยเพียงใด แม้ว่าหญิงสาวจะปฏิเสธคำขอพักค้างคืนด้วยของเมิ่งฉีฮ่วน แต่นางก็ไม่ได้ไล่องครักษ์ลับที่เมิ่งฉีฮ่วนส่งมาเพื่อคอยดูแลปกป้องนางออกไป
คืนนี้ หลี่เยว่หานนอนไม่หลับ ทว่าองครักษ์ลับนั้นงานล้นมือ
โชคดีที่คนที่ลอบเข้ามาในลานบ้านของนางมักจะปะทะกับคนหลายกลุ่ม โดยต่างฝ่ายต่างคิดว่าเป็นศัตรู บ่อยครั้งจึงไม่จำเป็นต้องให้องครักษ์ลับลงมือ การต่อสู้ระหว่างพวกเขาก็แทบจะจบลงแล้ว องครักษ์ลับจึงมีหน้าที่เพียงเหมาจบงานในตอนท้าย คอยจัดการกับศพเพียงเท่านั้น
ทันทีที่ฟ้าสาง ประตูพระราชวังก็ถูกเปิดออก ขันทีถือพระราชโองการรับแสงแดดยามเช้ามุ่งตรงไปยังจวนของหลี่เยว่หาน
“ด้วยโองการแห่งสวรรค์ ฮ่องเต้ทรงมีพระราชบัญชา เยว่หานแห่งตระกูลหลี่ มีคุณูปการต่อแผ่นดิน มีบุญคุณต่อราชสำนัก ข้ารู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง จึงขอแต่งตั้งหลี่เยว่หานเป็นฮูหยินหลวงขั้นที่หนึ่ง ฮั่นหรงฟูเหริน ขอจงสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ!”
“หม่อมฉันน้อมรับราชโองการ เป็นพระมหากรุณา”
“ฮั่นหรงฟูเฟรินกำลังตั้งครรภ์ ฝ่าบาทตรัสว่าหากฮั่นหรงฟูเหรินมีเวลา ให้เข้าวังเพื่อเข้าเฝ้าฮองเฮา โดยงดเว้นพิธีการทั้งหมด ฟูเหรินโปรดลุกขึ้นเถิด” ขันทีผู้อ่านราชโองการช่วยประคองหลี่เยว่หานให้ลุกขึ้น
หลี่เยว่หานลอบถอนหายใจ ก่อนจะส่งเงินหนึ่งแท่งให้กับขันทีผู้นำราชโองการมาด้วยสีหน้าสงบนิ่ง แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ลำบากให้ท่านต้องเป็นฝ่ายเดินทางมาแล้ว เมื่อร่างกายของข้าดีขึ้น จะไปเข้าเฝ้าฮองเฮาเพื่อขอบพระทัยในพระเมตตา”
“ฮั่นหรงฟูเฟรินเกรงใจเกินไปแล้ว หลังจากนี้จะมีหมอหลวงจากในวังมาดูแลเรื่องสุขภาพจนกว่าฟูเหรินจะคลอด อีกทั้งทางราชสำนักจะจัดราชองครักษ์มาคอยปกป้องดูแลความปลอดภัยแก่ฟูเหริน ฝ่าบาทตรัสว่าฮั่นหรงฟูเฟรินมิต้องคิดอะไร นอกจากให้กำเนิดบุตรอย่างปลอดภัยเพียงเท่านั้น”
“ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่นหมื่นปี”
หลังจากแสร้งแสดงความนอบน้อมและคล้อยตามขันทีผู้นำราชโองการมาอยู่สักพัก ก็สามารถส่งเขากลับไปในได้ในที่สุด นางเข้าใจดี เรื่องที่นางได้รับแต่งตั้งเป็นฮูหยินหลวงขั้นที่หนึ่ง ฮั่นหรงฟูเหรินนี้ ในขณะที่ขันทีนำพระราชโองการออกจากพระราชวังมา ย่อมต้องถูกแพร่งพรายไปสู้จวนต่าง ๆ ตั้งแต่ในคราวแรก ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงเวลาประชุมขุนนาง เสนาอำมาตย์ทั้งหลายก็ล้วนทราบเรื่องนี้กันแล้วทั้งนั้น
และตอนนี้ สิ่งที่นางต้องทำก็คือการรออยู่ที่จวน
เรื่องที่นำมู่ชวนและหลิงซีมาเป็นสาน์สรับรองนี้ หลี่เยว่หานไม่ได้ปรึกษาหารือกับเวินเทียนเหล่ย ไม่ต้องพูดถึงเมิ่งฉีฮ่วน
นางรู้ว่าวันนี้เมิ่งฉีฮ่วนจะมาเยือนที่จวนของนางด้วยความโกรธเต็มเปี่ยม
ดั่งคาด ก่อนเที่ยงวัน ก็ได้ยินเสียงหวีดยาวของม้าทางหน้าประตู ตามมาด้วยเสียงตื่นตระหนกของยามเฝ้าประตู
“ท่านแม่ทัพ ท่านแม่ทัพเข้าไปเช่นนี้จะทำให้ฮูหยินตกใจกลัวนะขอรับ! ตอนนี้ฮูหยินกำลังตั้งครรภ์ ไม่อาจรองรับเรื่องที่ทำให้ตระหนกตกใจได้!”
เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนเห็นหลี่เยว่หาน นางกำลังนั่งดื่มชาอยู่บนที่เก้าอี้ตรงกลางห้องโถงหลัก ความโกรธก็พลันปะทุ
“ฮูหยิน ท่านแม่ทัพมาขอรับ” ยามเฝ้าประตูรายงานอย่างระมัดระวัง
“ทราบแล้ว เจ้าไปทำงานของตัวเองเถิด” หลี่เยว่หานโบกมือเบา ๆ รอให้ยามเฝ้าประตูออกไป นางจึงสบเข้ากับสายตาของเมิ่งฉีฮ่วน
“เหตุใดเจ้าถึงทำเช่นนี้?” เมิ่งฉีฮ่วนโกรธมาก “เจ้าก็รู้นี่ว่าข้าจะปกป้องเจ้าอย่างดี แล้วเหตุใดจึงไปร้องขอพระราชโองการจากฝ่าบาท อีกทั้งเจ้ายังส่งสาน์สเข้าวังไปในพระราชวังได้อย่างไร? ในระหว่างที่เราแยกกันอยู่ เจ้าทำอะไรลงไปบ้าง!”
เมื่อเห็นว่าเขาถามคำถามมากมายออกมาในคราวเดียว หลี่เยว่หานก็อดกระตุกมุมปากขึ้นไม่ได้ “ท่านนั่งลงสิ ข้าจะค่อย ๆ พูดกับท่าน”
“เยว่หาน เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้าทำอะไรลงไป!” เมิ่งฉีฮ่วนมีโทสะอย่างยิ่งยวด “ข้ารู้ว่าเจ้านำอะไรไปทำเป็นสาน์สรับรองแก่ฝ่าบาท รู้หรือไม่ว่าเจ้าทำให้ข้าต้องหล่นไปอยู่ในสถานที่ไร้เมตตาและศีลธรรม!”
“ข้ารู้” หลี่เยว่หานตอบอย่างใจเย็น “เมิ่งฉีฮ่วน ท่านตระหนกเกินเหตุ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงระวังเกินไป ท่านลืมไปแล้วหรือว่าพวกเขาไม่ได้เป็นเพียงเลือดเนื้อเชื้อไขของอดีตองค์รัชทายาท ทว่ายังเป็นถึงพระราชนัดดาของฝ่าบาทด้วย”
“เจ้ากำลังเดิมพันงั้นสิ!”
“ใช่ ข้าวางเดิมพัน และเห็นได้ชัดว่าข้ากำชัย” หลี่เยว่หานยืนขึ้น แล้วเดินไปหาเมิ่งฉีฮ่วนพร้อมจับมือของเขาไว้ และเอ่ยว่า “ข้ารู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นทำให้ท่านลำบากใจ แต่ได้โปรดเชื่อเถอะว่าข้าไม่มีทางทำรายเด็กทั้งสอง”
ได้ยินดังนั้น เมิ่งฉีฮ่วนพลันถอนหายใจ และในที่สุดก็โอบกอดเยว่หานไว้ในอ้อมแขนอย่างอ่อนโยน แล้วกล่าวว่า “ข้ารู้ว่าเจ้าจะไม่ทำร้ายพวกเขา ไม่ทำร้ายพวกเขาแน่นอน ข้าแค่กังวล ฮ่องเต้พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เจ้า แม้ว่าพระองค์จะไม่ได้ประกาศว่าให้รางวัลเจ้าด้วยเหตุผลอะไร และเมื่อเช้านี้ มีบางคนในราชสำนักโต้แย้งคัดค้าน ทว่าฝ่าบาทไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องของเจ้าเลย หากแต่กระดาษไม่อาจห่อไฟ*[1] ในเมื่อเจ้าเป็นฝ่ายเปิดเผยตัวตนของมู่ชวนและหลิงซีต่อฝ่าบาทเอง เช่นนั้นแล้วก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้นว่าพวกองค์ชายสามจะค้นพบเรื่องนี้เข้าเมื่อใด”
“ท่านวางใจเถอะ ข้ารู้ดีอยู่ในใจ” หลี่เยว่หานกล่าวพร้อมเงยหน้าขึ้นจากอ้อมแขนของเมิ่งฉีฮ่วน ก่อนเอ่ยต่อ “มู่ชวนและหลิงซีตัวจริงถูกส่งออกจากที่นี่ไปอย่างลับ ๆ เมื่อเช้านี้ ที่เหลืออยู่ตอนนี้ก็เป็นหุ่นจำลองเหมือนจริงเท่านั้น”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” เมิ่งฉีฮ่วนสงสัย
“พวกท่านต่างคิดว่าสิ่งที่มีประโยชน์ที่สุดของลัญจกรหยกคือน้ำพุจิตวิญญาณที่อยู่ข้างใน แต่หลังจากที่ข้าเชื่อมโยงกับลัญจกรหยกมากขึ้นเรื่อย ๆ ข้าก็ค้นพบวิธีการใช้งานลัญจกรหยกอีกอย่าง” หลี่เยว่หานเอ่ย จากนั้นจึงวาดมือไปในทิศทางหนึ่ง หลิงซีก็พลันเดินออกมา “นี่คือหุ่นจำลองที่ลัญจกรหยกสร้างขึ้น ซึ่งดูไม่ต่างจากคนจริง ๆ เลย มีแต่ผู้ที่ใกล้ชิดเท่านั้นที่จะสังเกตเห็นความแตกต่างได้”
เอ่ยจบ หลี่เยว่หานก็ดีดนิ้ว ราวกับว่ามีบางอย่างพุ่งเข้าไปยังหน้าผากของหลิงซีตัวปลอม ดวงตาของหลิงซีตัวชีวิตชีวาขึ้นมาโดยพลัน ก่อนที่นางจะคำนับอย่างเคารพนอบน้อมต่อเมิ่งฉีฮ่วนที่กำลังตกตะลึง แล้วเอ่ยเสียงใสว่า “หลิงซีคำนับท่านอา!”
“…” เมิ่งฉีฮ่วนตื่นตกใจอย่างยิ่ง!
เขาจะไม่ตกใจได้อย่างไร!
ด้วยสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นราวกับเป็นเรื่องหลอก!
ดูเหมือนว่าหลี่เยว่หานจะเห็นถึงความไม่เชื่อของเขา นางเพียงโบกมือเบา ๆ หลิงซีตัวปลอมนั้นกลายเป็นเส้นแสงกระจัดกระจายในทันที จากนั้นเศษเสี้ยวเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านั้นจึงมาบรรจบกันบนมือของหลี่เยว่หาน เมื่อนางคว้าพวกมันไว้ กลุ่มแสงนั้นก็หายไป
“เชื่อแล้วหรือยัง?” หลี่เยว่หานเอียงศีรษะพลางมองไปยังเมิ่งฉีฮ่วน
[1] กระดาษไม่อาจห่อไฟ เปรียบเทียบว่าความจริงเป็นสิ่งที่ไม่อาจปิดบังได้