ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 279 สิ่งที่จอมโจรลึกลับกระทำ
บทที่ 279 สิ่งที่จอมโจรลึกลับกระทำ
“ทำ… เช่นนี้ได้อย่างไร… ” เมิ่งฉีฮ่วนถามอย่างตะกุกตะกัก “แม้ว่าลัญจกรหยกจะลึกลับยิ่ง แต่ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าลัญจกรหยกมีประสิทธิผลเช่นนี้ หากเป็นจริงอย่างที่เจ้าพูด ลัญจกรหยกก็สามารถสร้างกองทหารนับพันหมื่นที่พุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่กลัวความตายได้น่ะสิ?”
หลี่เยว่หานสั่นศีรษะระรัว “ไม่ได้ การใช้ลัญจกรหยกสร้างหุ่นจำลองเหมือนคนจริง ๆ ขึ้นมานั้นต้องใช้พลังจิตวิญญาณของข้าไปมาก ด้วยความเชื่อมโยงระหว่างข้าและลัญจกรหยกในเวลานี้ การสร้างหลิงซีให้สดใสมีชีวิตเช่นนี้ก็ยากยิ่งนักแล้ว หากต้องการสร้างกองทัพนับหมื่นพัน เห็นทีว่าลัญจกรหยกต้องมีพลังจิตรับรู้ของตัวเอง”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูก เมื่อก้มมองหลี่เยว่หาน และเห็นว่านางหน้าซีดขาว ก็อดรู้สึกเสียใจกับความบุ่มบ่ามและไม่เชื่อของตัวเองขึ้นมาไม่ได้ “ข้าขอโทษ ข้า…”
“ข้ารู้ว่าท่านเป็นห่วงสองพี่น้อง ไม่ได้ตั้งใจจะตำหนิข้า” หลี่เยว่หานระบายยิ้ม “ตอนนี้ท่านวางใจได้แล้วกระมัง”
“…” เมื่อเห็นสายตาที่มองมาของหลี่เยว่หาน เมิ่งฉีฮ่วนก็รู้สึกละอายใจเป็นอย่างยิ่ง
เห็นได้ชัดว่าเขาวางแผนมาอย่างดี โดยเริ่มจากการกระจายข่าวว่าตั๋วอีเอ่อร์คือหลี่เยว่หาน ฮูหยินแม่ทัพ จากนั้นจึงพานางเข้าจวนแม่ทัพ แม้ว่าองค์ชายสามจะไต่ถาม เขาก็ยังสามารถแก้ต่างได้ว่าเป็นเพราะหลี่เยว่หาขุ่นเคืองเขาจึงสร้างเรื่องขึ้นมา การทำเช่นนี้ แม้ว่าจะทำให้องค์ชายสามคลางแคลงไปบ้าง แต่ตราบใดงานที่เหลือเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์ แม้ว่าองค์ชายสามจะตรวจสอบหมู่บ้านไป๋อวิ๋น เมิ่งฉีฮ่วนก็มั่นใจว่าเขาสามารถทำลายเบาะแสของนางและเด็กทั้งสองได้
ทว่าในตอนนี้ หลี่เยว่หานกลับเป็นฝ่ายก้าวออกมาอย่างกล้าหาญ ซ้ำยังถูกแต่งตั้งให้เป็นฮั่นหรงฟูเหริน ซึ่งได้รับการปกป้องจากราชสำนัก เช่นนั้นแล้ว แม้แต่องค์ชายสามก็ไม่กล้าตรวจสอบหลี่เยว่หานอย่างโจ่งแจ้ง ซึ่งจะทำให้พวกเขามีเวลามากขึ้นในการลบเบาะแสของหลี่เยว่หานและเด็กทั้งสอง
“ไม่จำเป็นต้องส่งคนไปอื่นลบเบาะแสของข้าและเด็กทั้งสองอย่างสุดความสามารถหรอก” หลี่เยว่หานมองแผนการของเมิ่งฉีฮ่วน แล้วพูดกับตัวเอง “แม้ว่าตอนนี้องค์ชายสามจะพบว่าพระราชนัดดาทั้งสองของพระองค์ได้รับการเลี้ยงดูโดยเราทั้งคู่ก็ตาม แต่ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้แล้ว หากพระองค์ต้องการตรวจสอบตราลัญจกรหยกในมือ เขาก็ต้องเป็นฝ่ายมาหาข้าที่จวนเอง”
“เจ้ามีแผนแล้วงั้นหรือ?” เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกประหลาดใจ ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาไม่เคยรู้สึกเลยว่าหลี่เยว่หานจะเข้าใจเรื่องปากหวานก้นเปรี้ยวพวกนี้ แต่ใครกันจะคาดคิดว่าหลี่เยว่หานจะเป็นฝ่ายหยิบยกเรื่องพวกนี้ขึ้นมาก่อน
“อืม” หลี่เยว่หานมองเมิ่งฉีฮ่วน “ในเมื่อข้าก็ทำลัญจกรหยกปลอมขึ้นมา ข้าก็มีวิธีที่จะทำให้องค์ชายสามคิดว่ามันเป็นของจริง”
ได้ยินดังนั้น เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกว่าตนสับสนงุนงงอยู่เล็กน้อย “เยว่หาน ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เจ้ากลายเป็น…”
“กลายเป็นแบบที่ท่านไม่รู้จักหรือ?” หลี่เยว่หานเอ่ยแทรกตัดหน้าขึ้นมา “เมิ่งฉีฮ่วน ข้าไม่รู้ว่าตำแหน่งของข้าในใจท่านแท้จริงแล้วเป็นอย่างไร ด้วยเหตุนี้ข้าจึงลงมือกระทำสิ่งเหล่านี้ในวันนี้ ไม่ใช่เพราะข้าไม่ไว้ใจท่าน แต่เป็นเพราะข้าไม่ไว้ใจตัวเอง ท่านเองอย่าได้เอ่ยว่าจะปกป้องข้าเช่นนี้ขึ้นมาอีก หากข้าเป็นเพียงสตรีอ่อนแอที่ต้องพึ่งพาให้บุรุษคอยปกป้อง เช่นนั้นข้าก็ไม่ใช่หลี่เยว่หาน”
“ข้ารู้แค่ว่าเจ้าเป็นภรรยาของข้า และเพียงข้อนี้ก็เพียงพอแล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนถอนหายใจ ในที่สุดก็ละทิ้งความหมกมุ่นที่ฝังอยู่ในใจ
เขาอยากเป็นท้องฟ้าของหลี่เยว่หาน แต่ลืมไปว่าหลี่เยว่หานนั้นแตกต่างจากผู้หญิงคนอื่น สิ่งที่นางต้องการไม่ใช่ท้องฟ้า แต่เป็นเพื่อนตายที่เชื่อใจกันอย่างสุดใจและฝากฝังชีวิตไว้ได้
และเมิ่งฉีฮ่วนไม่สงสัยเลยว่าหากเขาไม่อาจทำได้ หลี่เยว่หานย่อมพึ่งพาความสามารถของตนในการปูทางในเมืองหลวง สร้างโลกขึ้นมาด้วยมือของนางเอง
เขาไม่อยากเห็นฉากนั้น และก็ไม่ยินยอมด้วย ดังนั้น เขาจึงทำได้เพียงปล่อยความดื้อดึงและเต็มใจยืนเคียงข้างสตรีตัวเล็ก ๆ คนนี้ ร่วมเป็นร่วมตาย จะร้ายหรือดีล้วนพึ่งพาซึ่งกันและกัน
“ข้าได้กินอาหารหมา*[1]ทันทีที่ก้าวข้ามธรณีประตูมาเลยหรือนี่ พวกเจ้าสองคนเอาแต่พอเหมาะพอควรได้หรือไม่!” เสียงด่าพึมพำของเวินเทียนเหล่ยดังขึ้น เมิ่งฉีฮ่วนจึงยอมปล่อยหลี่เยว่หาน แต่กลับเหยียดแขนออกเพื่อโอบกอดหลี่เยว่หานไว้ในอ้อมแขนอย่างแน่นหนา
“ในจวนฮูหยินของตัวเองมีอะไรให้ต้องพอประมาณ ตราบใดที่ไม่ใช่การทำลามกอนาจารตอนกลางวันแสก ๆ เราอยากทำอะไรก็จะทำอย่างนั้น” เมิ่งฉีฮ่วนละทิ้งความหมองมัวในใจไปแล้ว เมื่อเป็นเวินเทียนเหล่ย ย่อมไม่มีอะไรให้ต้องกล่าวพูดอย่างสุภาพเกรงใจนัก
ใบหน้าของเวินเทียนเหล่ยกระตุก เหตุใดจึงรู้สึกว่าวันนี้แตกต่างไปจากเดิม? “ก็ได้ ๆ ข้าไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย เยว่หาน เจ้าคิดอะไรอยู่? วันนี้ข้าส่งคนไปสอบถามอย่างละเอียดแล้ว เจ้าทำให้จี้หยางมาอยู่ใต้เจ้าได้อย่างไร?”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ เมิ่งฉีฮ่วนพลันเบิกตากว้าง ชายหนุ่มก้มมองหลี่เยว่หาน “เจ้าทำธุรกิจหอบุปผาจริง ๆ สินะ?”
“ลดเสียงลงหน่อย” หลี่เยว่หานลูบขมับของเขา “สิ่งที่ข้าต้องการทำ ไม่ว่าจะอย่างไรข้าก็ต้องทำอย่างแน่นอน ส่วนเรื่องการทำให้จี้หยางมาเป็นคนของข้าได้ นั่นเป็นเพียงเพราะข้าช่วยรักษาอาการป่วยของเขา หอฟ่านเทียนข้าก็ซื้อมาจากเขาด้วยเงินของข้าเอง เพียงแต่ในตอนที่เปลี่ยนโฉนดที่ดิน ข้าแค่วางหมากไปเล็กน้อยก็เท่านั้น”
“โอ้ เจ้าเรียกการกระทำนั้นว่าวางหมากเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือ” เวินเทียนเหล่ยพาตัวเองนั่งลง ก่อนเอ่ยต่อ “ให้คนปีนข้ามกำแพงเข้าไปในกรมทะเบียนราษฎร์กลางดึก เพื่อเข้าไปสับเปลี่ยนโฉนดที่ดินที่จดทะเบียนกับทางราชการโดยที่สวรรค์ไม่ทราบ ผีสางไม่รู้สึก คนเองก็ไม่มีใครรู้ หลี่เยว่หาน เจ้าอยู่เมืองหลวงมาได้เพียงหนึ่งเดือน แล้วเจ้าไปได้รับทักษะมากมายพวกนี้มาจากที่ไหนกัน? หากไม่ใช่เพราะข้าไปตรวจสอบรอยเท้าม้า*[2]ของเจ้าตลอดทั้งเช้า ข้าก็คงไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ”
เมื่อได้ยินคำพูดของเวินเทียนเหล่ย แม้แต่เมิ่งฉีฮ่วนก็ตกอยู่ในสภาวะตกตะลึง
หลี่เยว่หานในความทรงจำของเขาเป็นเพียงคนเห็นแก่เงินคนหนึ่ง เหตุใดหลังจากเข้ามาอยู่ในเมืองหลวงได้เพียงเดือนเดียว นางถึงเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงเช่นนี้?
“ขอบใจที่เจ้าส่งเงินมาทันเวลาพอดี ข้าใช้เงินหนึ่งหมื่นตำลึงเพื่อจ้างจอมโจรลึกลับให้ไปจัดการเรื่องนี้” หลี่เยว่หานยกยิ้ม “ในเมื่อเจ้ารู้เรื่องทั้งหมดแล้ว ข่าวการเปลี่ยนมือเจ้าของหอฟ่านเทียนคงแพร่กระจายไปในไม่ช้า”
เวินเทียนเหล่ยเมื่อได้ยินถ้อยคำของหลี่เยว่หานก็ปรบมืออย่างแรงสามครั้งกล่าวว่า “ยอดเยี่ยม! แต่เรื่องนี้ยังจะไม่ถูกแพร่งพรายไป ข้ายังให้หูตาของข้าตรวจสอบดูแล้ว เจ้าหน้าที่ของทางการยังไม่ทราบเรื่องเสียด้วยซ้ำ”
เมิ่งฉีฮ่วนซึ่งอยู่ข้าง ๆ รู้สึกราวกับตัวเองเป็นส่วนเกิน จึงอดไม่ได้ที่จะหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อย “เรื่องเหล่านี้เดิมทีแล้วเจ้าควรจะให้ข้าจัดการ แต่ในเมื่อเจ้าทำทุกอย่างไปหมดเลย สามีเช่นข้าย่อมไร้ประโยชน์”
“เหวินจั๋ว เจ้ามีประโยชน์มากเลยนะ” เวินเทียนเหล่ยยิ้มและพูดว่า “เจ้าจะต้องจัดการกับองค์รัชทายาท ทั้งข้าและเยว่หานต่างไม่อาจทำเรื่องนี้ได้”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ เมิ่งฉีฮ่วนก็พยักหน้ารับ “เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องบอกข้าก็จะทำ เพียงแต่ตอนนี้รู้สึกราวกับความฝัน ภรรยาของข้าเก่งกาจขึ้นมาในชั่วข้ามคืน ในช่วงระยะนี้ข้าจึงประสบกับความยากลำบากในการยอมรับการเปลี่ยนแปลงนี้อยู่สักหน่อย”
“เกรงว่าท่านคงต้องประสบกับความฝันอีกหลายครั้งในอนาคต นี่เป็นเพียงอาหารเรียกน้ำย่อย” หลี่เยว่หานตบหน้าอกของเมิ่งฉีฮ่วนเบา ๆ แล้วหัวเราะ
“หลังจากสัมผัสมาแล้วครั้งหนึ่งย่อมไม่ตกใจแล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนหัวเราะ “หากในอนาคตเจ้าถล่มท้องฟ้า ข้าก็ไม่แปลกใจเลย!”
“ข้าจะไปถล่มท้องฟ้าทำไมกัน…”
ขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนานกันอยู่ในห้องโถง จู่ ๆ ยามเฝ้าประตูก็รีบรุดเข้ามา ก่อนหยุดอยู่หน้าประตูห้องโถงใหญ่และคุกเข่าลงเสียงดังพรึ่บ “ฮูหยิน ฟะ… ฟะ… ฟูเหรินจากจวนตระกูลเฉินผู้นั้นมาที่นี่ ต้อนนี้รออยู่ด้านนอก ให้ฮูหยินไปต้อนรับนาง!”
[1] กินอาหารหมา หมายถึง เห็นคู่รักพลอดรักกัน
[2] รอยเท้าม้า อุปมาว่ามีช่องโหว่ เผยพิรุธ