ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 280 นางมีเกียรติ เจ้าน่ารังเกียจ
บทที่ 280 นางมีเกียรติ เจ้าน่ารังเกียจ
ฟูเหรินจากจวนตระกูลเฉิน?
โอ้ จี้ซินเยว่
หลี่เยว่หานเลิกคิ้ว “เจ้าว่าอย่างไรนะ? นางให้ข้าไปต้อนรับนางงั้นรึ?”
“ขอรับ” ยามเฝ้าประตูอยากจะร้องไห้ “นางบอกว่าอย่างไรเสีย ฮูหยินก็เป็นสตรีจากหมู่บ้านบนภูเขา ธรรมเนียมในเมืองหลวงอย่างไรก็ยังต้องปฏิบัติตาม นางเองเป็นฮูหยินหลวงขั้นที่หนึ่ง ท่านเองก็เช่นกัน ทว่าฮูหยินได้รับการแต่งตั้งทีหลัง ด้วยเหตุนี้ก็ถือได้ว่านางอาวุโสกว่า จึงให้ท่านไปที่หน้าประตูเพื่อฟังนางอบรม”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ หลี่เยว่หานก็แทบจะระเบิดหัวเราะออกมา
“เจ้ากลับไปบอกจี้ซินเยว่” เมิ่งฉีฮ่วนรู้ดีถึงจุดประสงค์ในการมาเยือนของจี้ซินเยว่ ดังนั้นจึงไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย “บอกนางว่ามาทางไหนให้กลับไปทางนั้น”
“เอ๊ะ อย่านะ” หลี่เยว่หานรีบเอ่ยห้าม “หากวันนี้นางไม่มา ข้าก็ลืมไปแล้ว ถึงแม้จะเป็นฮูหยินหลวงขั้นที่หนึ่งเช่นกัน แต่ข้านั้นมีตำแหน่งที่ฝ่าบาทแต่งตั้งให้ อีกทั้งในชื่อที่แต่งตั้งยังใช้นามของแคว้นเพื่อแสดงศักดิ์ด้วย ฮูหยินหลวงขั้นที่หนึ่งและฮูหยินหลวงขั้นที่หนึ่งแตกต่างกันอย่างแน่นอน การมีตำแหน่งที่แต่งตั้งนั้นมีค่ากว่า”
เอ่ยจบ หลี่เยว่หานก็หันหลังเดินไปทางประตูจวน เมิ่งฉีฮ่วนและเวินเทียนเหล่ยรีบเดินตามไป
“ภรรยาของเจ้าคิดจะทำอะไรกัน? ข้าดูท่าทางของนางแล้วราวกับจะฉีกจี้ซินเยว่ออกเป็นชิ้น ๆ” เวินเทียนเหล่ยซึ่งเดินตามหลังหลี่เยว่หาน กระซิบกระซาบบอกเมิ่งฉีฮ่วน
“ข้าก็ไม่รู้ รู้สึกเพียงว่าเยว่หานเปลี่ยนไปมาก!” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยตอบเสียงเบา “แต่ถึงแม้นางจะอยากฉีกจี้ซินเยว่เป็นชิ้น ๆ ข้าก็จะไม่คัดค้าน”
“…” อืม อาหารหมาอีกกอง
หน้าประตู
จี้ซินเยว่ยืนยกเท้าสูงอย่างเย่อหยิ่งอยู่บนรถม้า รอบ ๆ นางเริ่มมีคนมาสังเกตการณ์อยู่จำนวนหนึ่ง
ตระกูลเฉินกำลังตกอับ แต่ความมั่งคั่งที่สะสมมาตลอดหลายปีก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้จี้ซินเยว่มีข้าวปลาอาหารกินและเสื้อผ้าอาภรณ์อย่างดีสวมใส่อย่างไรกังวล และนับตั้งแต่สามีของนางลาโลกนี้ไป จี้ซินเยว่ได้เปิดร้านค้าหลายแห่งในเมืองหลวง โดยหยิบยืมชื่อเสียงของการเป็นหญิงม่าย ด้วยเหตุนี้ ชีวิตของนางจึงมีน้ำหล่อเลี้ยงอย่างชุ่มฉ่ำ แน่นอนว่ารถม้าที่ใช้เดินทางก็หรูหราสูงศักดิ์มากเช่นกัน ไม่ต้องพูดถึงว่าวันนี้มาเพื่อปราบหลี่เยว่หาน หญิงสาวจึงจงใจสวมอาภรณ์พร้อมเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันได้แก่ มงกุฎทองคำ ทำให้มีรัศมีของการฟาดฟันอยู่หลายส่วน
หลี่เยว่หานสวมอาภรณ์สีพื้นเรียบง่าย ผมยาวสลวยถูกเกล้าเพียงครึ่งเดียวโดยใช้ปิ่นหยกปักผมไว้ที่ด้านหลังศีรษะ ทำให้หญิงสาวดูอ่อนโยนไร้พิษสง ดูน่าคบหาอย่างยิ่ง
“หึ” หลังจากที่เห็นหลี่เยว่หานออกมา โดยมีเมิ่งฉีฮ่วนที่ตนเฝ้าคิดถึงอยู่ตลอดเวลาก็ตามหลังมาด้วย พร้อมกับคุณชายคนโตของตระกูลพ่อค้าหลวงชั้นหนึ่ง จี้ซินเยว่พลันปริปากเอ่ยเสียงเย็นชา “น้องสาวช่างน่าสนใจยิ่ง มีบุรุษอยู่ในจวนถึงสองคนทั้งที่เป็นเวลากลางวันแสก ๆ ซ้ำยังไม่กลัวด้วยว่าหากมีขุนนางรู้เรื่องนี้เข้า แล้วจะเอาไปรายงานต่อฝ่าบาทเพื่อกล่าวโทษเจ้า”
ได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานพลันระบายยิ้มเสียจนตาหยีแล้วมองไปยังจี้ซินเยว่ “ข้าเพิ่งมาถึงเมืองหลวง จึงไม่ได้คบค้าสมาคบกับฟูเหรินหรือคุณหนูจากตระกูลใด ไม่ทราบว่าข้าไปสนิทชิดเชื้อกับเฉินฟูเหรินตั้งแต่เมื่อไหร่จนถึงขั้นเรียกพี่สาวน้องสาวกันได้”
“แน่นอนว่าเจ้าย่อมไม่รู้” จี้ซินเยว่เห็นหลี่เยว่หานจงใจหลีกเลี่ยงหัวข้อเรื่องผู้ชาย ดังนั้นนางจึงมองว่าหลี่เยว่หานกำลังกลัว ในใจยิ่งโอหังอวดดีขึ้นอีกหลายส่วน “อย่างไรเสีย พื้นเพของเจ้าก็มาจากครอบครัวยากจน หากไม่ใช่เพราะหยิบยืมชื่อเสียงของแม่ทัพเมิ่ง สามีของเจ้า ตำแหน่งฮูหยินหลวงขั้นที่หนึ่งนี้ เห็นทีว่าคงไม่ได้รับแต่งตั้ง”
ทว่าหลี่เยว่หานกลับพยักหน้า “แท้จริงแล้วเฉินฟูเหรินก็ทราบว่าข้ามีสามีแล้ว แล้วเหตุใดถึงกล่าวหาข้าด้วยคำพูดเหลวไหลว่าขังบุรุษสองคนไว้ในจวนตอนกลางวันแสก ๆ กันเล่า? หรือการที่สามีของข้าพบปะกับสหายที่ดีในจวนนั้นเป็นความผิดของข้าอย่างนั้นหรือ?”
เอ่ยจบ หลี่เยว่หานก็มองไปยังเมิ่งฉีฮ่วนที่อยู่ข้าง ๆ ก่อนจะเอื้อมมือออกไปดึงแขนเสื้อของเขาเบา ๆ ด้วยใบหน้ากล้ำกลืนความอยุติธรรม ดูราวกับว่าเป็นเรื่องจริง
จี้ซินเยว่มองดูคนทั้งสองพลอดรักกันภายใต้จมูกของนาง ก็พลันริษยาจนไร้สติ เอ่ยตำหนิเสียงเย็น “ยื้อ ๆ ยุด ๆ กันไปมาต่อหน้าธารกำนัล เจ้าช่างไร้ยางอายเสียจริง!”
“เฉินฟูเหริน ข้าและภรรยารักใคร่กันดี เหตุใดต้องละอายด้วย?” เมิ่งฉีฮ่วนเข้ามาขวาง ดึงหลี่เยว่หานให้หลบอยู่ข้างหลังตัวเอง “เฉินฟูเหรินอยู่ในเมืองหลวงมานานจนไม่อาจแยกแยะระหว่างความสูงศักดิ์และความต่ำต้อยได้แล้วกระมัง”
“เจ้า…” จี้ซินเยว่ไม่คาดคิดว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะตำหนินางเพื่อหลี่เยว่หานจริง ๆ ม่านหมอกปกคลุมดวงตากลมโตของนางอยู่ครู่หนึ่ง หญิงสาวเสียใจมากจนอยากจะหลั่งน้ำตา โชคดีที่นางยังมีจุดแข็งอยู่บ้าง จึงไม่ได้เสียน้ำตาต่อหนาธารกำนัล แต่กลั้นน้ำตาไว้ รวบรวมเศษเสี้ยวของสติเอาไว้ แล้วเอ่ยถามกลับไปว่า “เจ้าบอกว่าข้าแยกสูงต่ำไม่ออก หรือเจ้าลืมไปแล้วหรือว่าข้าเองก็เป็นฮูหยินหลวงขั้นที่หนึ่งเช่นกัน?”
“แต่เจ้าไม่มีตำแหน่ง!” เวินเทียนเหล่ยตะโกนออกมาว่า “เยว่หานไม่เพียงแต่ได้รับบรรดาศักดิ์ฮูหยินหลวงขั้นที่หนึ่งเท่านั้น ทว่ายังได้รับแต่งตั้งให้เป็นฮั่นหรงฟูเหรินจากฝ่าบาท เจ้าว่าใครสูงศักดิ์ ใครต้อยต่ำเล่า?”
เมื่อถูกเวินเทียนเหล่ยตะคอกใส่อย่างตรงไปตรงมา จี้ซินเยว่พลันชะงักงัน
ไม่ใช่ว่านางไม่ได้คิดถึงเรื่องที่ว่าหลี่เยว่หานมีตำแหน่ง ด้วยมารดาของนางก็ได้เอ่ยเตือนถึงเรื่องนี้ในตอนที่นางออกจากจวน
แต่นางไม่คาดคิดเลยว่าหญิงชาวบ้านนางหนึ่งที่เพิ่งมาเมืองหลวงและได้รับการแต่งตั้งเพียงชั่วข้ามคืนจะรู้ถึงจุดพลิกผันของมัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการยกตำแหน่งมาข่มนาง
“ทำไมไม่พูดอะไรเลยเล่า?” เวินเทียนเหล่ยทนมองท่าทางเชิดหน้าลอยตาไม่ต้องการเสียหน้าของจี้ซินเยว่ไม่ไหว คราวนี้เขาจึงกระโดดอย่างเริงร่า “เจ้ากลัวใช่หรือไม่? เสแสร้งต่อไปไม่ไหวแล้วสิ? ในเมื่อเจ้ารู้ว่าเยว่หานสูงศักดิ์และเจ้าเองต่ำต้อยกว่า เหตุใดจึงยังยืนนิ่งอยู่บนรถม้า ไม่รีบลงมาคำนับฮั่นหรงฟูเหรินล่ะ?”
เมื่อได้ยินวาจาเหล่านี้ จี้ซินเยว่ก็กลับมามีสติอีกครั้ง แต่ดวงตาของนางกลับจ้องมองไปยังใบหน้าของเมิ่งฉีฮ่วนพร้อมร่องรอยแห่งความลังเลใจอยู่หลายส่วน แล้วเอ่ยว่า “เหวินจั๋ว ข้าต้องลงไปคำนับนางหรือไม่?”
ตอนนี้ไม่เพียงแต่หลี่เยว่หาน แม้แต่เวินเทียนเหล่ยและผู้คนที่เฝ้าดูรอบ ๆ ต่างก็มองไปยังเมิ่งฉีฮ่วนเป็นตาเดียว
ทุกคนรู้เรื่องราวของบุรุษมากความสามารถและสตรีผู้เพียบพร้อมในตอนนั้นไม่มากก็น้อย ทันทีที่ได้ยินนางเรียกเมิ่งฉีฮ่วนว่า เหวินจั๋ว ความรู้สึกเสียใจพลันตีขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจของพวกเขาให้กับคู่รักอันเหมาะสมจากสรวงสวรรค์ที่ทุกคนเคยพบเห็น ถึงขนาดที่ว่าหลายคนเริ่มตะโกนว่าฮั่นหรงฟูเหรินไม่คู่ควรกับเมิ่งฉีฮ่วน…
“แน่นอนว่าเจ้าต้องคำนับภรรยาของข้า” เมิ่งฉีฮ่วนพูดโดยสีหน้าไม่แปรเปลี่ยน “แม้ว่าจะได้รับบรรดาศักดิ์ฮูหยินหลวงขั้นที่หนึ่งเหมือนกัน และเจ้าได้รับการแต่งตั้งก่อนเยว่หาน ทว่าเยว่หานได้รับการแต่งตั้งจากฝ่าบาทด้วยพระองค์เอง อีกทั้งยังได้รับการยกย่องให้เกียรติด้วยการใช้คำว่าฮั่นอันเป็นนามของแคว้น ด้วยเหตุนี้ถึงแม้ว่าฮูหยินหลวงขั้นที่หนึ่งจะอยู่ที่นี่ทั้งหมด ก็ล้วนแล้วแต่ต้องเคารพเยว่หาน”
เมื่อถ้อยคำเหล่านี้ถูกเอ่ยออกมา เสียงโห่ร้องจากรอบ ๆ ก็จางหายไป จี้ซินเยว่รู้สึกอับอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน นอกจากอยากจะรีบออกไปจากที่นี่โดยเร็ว นางทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว!
“เฉินฟูเหรินจะไปแล้วหรือ?” ขณะที่จี้ซินเยว่รู้สึกสับสนและต้องการกลับเข้ารถม้า ทันใดนั้นหลี่เยว่หานก็เอ่ยขึ้น “ข้าหวังว่าเรื่องในวันนี้เฉินฟูเหรินจะไม่โกรธ ข้าเองไม่ต้องการต่อล้อต่อเถียงเรื่องสูงศักดิ์หรือต้อยต่ำแต่อย่างใด เพียงแต่สามีของข้าอดรนทนไม่ไหวจริง ๆ เมื่อเห็นว่าข้าถูกรังแก”
ได้ของถูกแล้วยังทำเป็นเชื่อฟัง*[1] นี่คือหลี่เยว่หาน
จี้ซินเยว่ซึ่งกำลังหันหลังกลับเข้าไปในรถม้า เมื่อได้ยินคำพูดดังกล่าว หัวใจของนางก็ยิ่งร้อนผ่าวจนทนไม่ไหว ไม่สนมารยาทใดอีก รีบรุดเข้าไปในรถม้าทันที
เพียงครู่เดียว รถม้าของจวนตระกูลเฉินก็อยู่ห่างไกลออกไป
“เฮ้อ น่าสงสารคู่หนุ่มทองสาวหยกในตอนนั้นนัก โชคชะตาช่างเล่นตลกกับมนุษย์จริง ๆ” โดยไม่รอให้คนรอบข้างแสดงอารมณ์ใดออกมา เวินเทียนเหล่ยก็คร่ำครวญขึ้นมาโดยพลัน
ทันทีที่ทุกคนได้ยินเช่นนั้น พวกเขาก็มุ่งความสนใจไปที่เรื่องซุบซิบอีกครั้งทันที
หลี่เยว่หานไม่ได้เอื้อนเอ่ยอะไร เพียงหรี่ตาลง มองดูแล้วน่าสงสารยิ่ง
“คุณชายเวิน เจ้ากำลังพูดเหลวไหลอะไรกัน” เมิ่งฉีฮ่วนรีบแสดงจุดยืน ไม่ใช่แค่กับหลี่หาน แต่รวมถึงผู้คนในที่นี่ด้วย “เรื่องในอดีตล้วนจบลิ้นไปแล้ว จึงไม่เกี่ยวอะไรกับสวรรค์บันดาล ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของตัวเอง จะพึ่งพาแต่ผู้อื่นไม่ได้”
เมื่อประโยคนี้ถูกเอ่ยออกมา ผู้คนที่เดิมคิดวางแผนจะคร่ำครวญสะอึกสะอื้นก็เข้าใจอย่างชัดแจ้งในทันที
นั่นสิ! ในตอนแรก เป็นตระกูลจี้ที่ต้องการเกี่ยวดองกับตระกูลเฉิน ไม่ใช่เมิ่งฉีฮ่วนที่ทอดทิ้งจี้ซินเยว่!
[1] ได้ของถูกแล้วยังทำเป็นเชื่อฟัง หมายถึงตัวเองได้ผลประโยชน์แล้วจะทำเหมือนขาดทุน