ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 281 เดิมพันหมดหน้าตัก
บทที่ 281 เดิมพันหมดหน้าตัก
ผลคือไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่องระหว่างเมิ่งฉีฮ่วนและจี้ซินเยว่ในตอนนั้นขึ้นมาอีก หลี่เยว่หานเองก็ไว้หน้าเมิ่งฉีฮ่วนในตอนอยู่ข้างนอก แต่หลังจากประตูปิดลง ใบหน้าของนางก็พลันไร้อารมณ์ขึ้นมาทันที ทั้งยังเดินเข้าไปในเรือนโดยไม่หันกลับมามอง
“ภรรยาของเจ้าโกรธเข้าแล้ว” เวินเทียนเหล่ยใช้แขนของเขากระแทกเมิ่งฉีฮ่วนเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มร้ายบนใบหน้า
“เวินเทียนเหล่ย” เมิ่งฉีฮ่วนเหลือบมองเขา “เจ้าว่างมากเกินไปใช่หรือไม่”
“ก็ว่างจะแย่แล้วจริง ๆ” เวินเทียนเหล่ยยักไหล่ พลางเปลี่ยนท่าทีเหยียดหยามถากถาง และเอ่ยว่า “เยว่หานไม่ใช่สตรีธรรมดาทั่วไป หากเจ้าไม่แน่ใจว่าจะปกป้องนางได้ดีในเมืองหลวง ข้าจะเป็นคนทำเอง”
เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนเห็นว่าเวินเทียนเหล่ยกล่าวบอกอย่างเปิดเผย เขาพลันรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย
อย่างไรเสีย พวกเขารู้จักกันมาหลายปี ความรู้สึกที่เวินเทียนเหล่ยมีให้หลี่เยว่หาน เมิ่งฉีฮ่วนเองก็พอมองออก เดิมทีคิดว่านับแต่หว่านหรงลาจากโลกนี้ไป เวินเทียนเหล่ยจะไม่สนใจสตรีใดอีก ทว่าเมิ่งฉีฮ่วนสังเกตเห็นว่ายามที่เวินเทียนเหล่ยมองหลี่เยว่หาน แววตาของเขามีความร้อนแผดเผาแฝงอยู่เช่นเดียวกับยามที่มองหว่านหรง
หากไม่ใช่เพราะเขารู้จักเวินเทียนเหล่ยมานาน เกรงว่าในตอนนี้เมิ่งฉีฮ่วนคงจะทุบตีเวินเทียนเหล่ยให้ออกนอกจวนไปแล้ว
“เยว่หานคือคนของข้า” แววตาเย็นเยียบของเมิ่งฉีฮ่วนสบเข้ากับดวงตาของเวินเทียนเหล่ย พร้อมกล่าวอย่างหนักแน่น “ข้ายอมสละทุกอย่างแม้กระทั่งชีวิตเพื่อปกป้องนางให้ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในเมืองหลวง”
เวินเทียนเหล่ยไม่สนใจแววตาของชายหนุ่ม เขาเพียงยักไหล่ แล้วเอ่ยออกมาอย่างตรงประเด็น “หากเจ้าถึงขั้นต้องสละชีวิตเพื่อปกป้องนางให้ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบในเมืองหลวง ก็มิสู้มอบนางให้ข้าจะดีกว่าหรือ ข้าไม่จำเป็นต้องสละชีวิตก็สามารถปกป้องดูแลให้นางได้ใช้ชีวิตอย่างสงบในเมืองหลวงได้”
“แกะคำตามตัวอักษรเช่นนี้สนุกหรือไม่?”
“สนุกสิ”
“…”
เมิ่งฉีฮ่วนรู้มาโดยตลอดว่าเขาไม่สามารถแข่งขันกับเวินเทียนเหล่ยในแง่ของความไร้ยางอายได้ แต่พอเป็นเรื่องของหลี่เยว่หานแล้ว เขาไม่อาจอดกลั้นเอาไว้ได้ เมื่อพูดขึ้นมา ชายหนุ่มพลันรู้สึกหดหู่ หากเขาไม่ปล่อยให้หลี่เยว่หานอยู่ในหมู่บ้านจางหนิง เวินเทียนเหล่ยก็คงไม่มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับนาง
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เมิ่งฉีฮ่วนก็ยิ่งหัวฟัดหัวเหวี่ยงมากขึ้นไปอีก
“เยว่หาน! ข้าขอตัวกลับก่อน หากเจ้ามีเรื่องอะไร ก็ให้คนไปส่งสารถึงข้าที่จวนตระกูลเวิน!” ราวกับว่าเขาจงใจยั่วยุ เมิ่งฉีฮ่วน เวินเทียนเหล่ยตะโกนเสียงดังเข้าไปในลานบ้านโดยตรง
เวินเทียนเหล่ยหันหลังกลับและจากไปโดยไม่รอให้หลี่เยว่หานได้เอ่ยตอบ
ปล่อยให้เมิ่งฉีฮ่วนยืนอยู่เพียงลำพังที่ลานหน้าบ้าน พร้อมกับความโกรธที่ปะทุอย่างรุนแรง
“ไปอย่างนี้เลยหรือ?” เมื่อหลี่เยว่หานออกมาจากเรือน นางก็พบเพียงเมิ่งฉีฮ่วนยืนอยู่เพียงลำพัง จึงอดไม่ได้ที่จะพึมพำเบา ๆ “ข้าเพิ่งบอกในครัวว่าเขาจะอยู่กินข้าวด้วย”
เอ่ยจบ หลี่เยว่หานก็หันกลับไปราวกับว่านางไม่เห็นเมิ่งฉีฮ่วน ก่อนจะเดินกลับไปในเรือนอีกครั้ง
และทันทีที่นางก้าวออกไป เมิ่งฉีฮ่วนก็พุ่งเข้ามาหานางราวกับสายลมและขวางนางไว้ “เจ้าอย่าโกรธเลยนะ ข้ารู้ว่าข้าผิด”
“ข้าโกรธอะไรท่านกัน ท่านทำอะไรผิดงั้นหรือ” หลี่เยว่หานพูดด้วยสีหน้าไร้เดียงสา “ก็แค่คนรักเก่าของท่านมาเรียกถึงหน้าจวน นางเองเป็นม่าย ข้าหรือจะจงใจหาเรื่องหาราวกับแม่ม่ายนางหนึ่ง”
“เจ้าก็รู้ว่าที่ข้าพูดไม่ใช่เรื่องนี้” เมิ่งฉีฮ่วนมองหลี่เยว่หานด้วยสายตาจริงจัง “ที่ข้าขอโทษ เป็นเพราะข้าคิดไปเองคนเดียว ข้าไม่ควรปฏิบัติต่อเจ้าเหมือนผู้หญิงทั่วไป ข้ารู้ว่าเจ้ามีความสามารถในการใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายในเมืองหลวงโดยไม่ต้องพึ่งพาข้า เป็นข้าที่คิดเอาเอง”
“…” หลี่เยว่หานไม่ได้พูดอะไร
ในเรื่องนี้ นางเองก็มีส่วนผิด
หากนางทำตามแผนการของเมิ่งฉีฮ่วน ใช้เวลาไม่นานนางก็จะได้เข้าไปอยู่ในจวนแม่ทัพในฐานะฮูหยินแม่ทัพ และนางก็ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยสถานะของสองพี่น้องมู่ชวนและหลิงซีต่อฝ่าบาท
นางเพียงเดิมพันหมดหน้าตัก
พูดตามตรง หากในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ นางไม่ได้จัดการเรื่องหอฟ่านเทียนจนเสร็จเรียบร้อย นางก็ไม่กล้าเอาสองพี่น้องไปเป็นสาส์นรับรอบแล้วขอรับการแต่งตั้งจากฮ่องเต้ แต่เพียงเพราะนางได้หอฟ่านเทียนมาอยู่ในมือแล้ว หลี่เยว่หานจึงมั่นใจที่จะกระทำเช่นนี้
ในท้ายที่สุดแล้ว หอฟ่านเทียนก็เป็นหอนางโลมที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง กลุ่มอิทธิพลหลักทั้งหมดล้วนวางคนไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสมเพื่อจะได้รับข่าวกรองและข้อมูลได้ตลอดเวลา
ก่อนหน้านี้ จี้หยางไม่สามารถบริหารจัดการได้ ด้วยเหตุนี้กลุ่มอิทธิพลหลักในหอฟ่านเทียนจึงถูกแบ่งออกเป็นก๊กเป็นเหล่า แต่เมื่อหลี่เยว่หานเข้ามารับช่วง นางย่อมไม่ปล่อยให้ข่าวในหอฟ่านเทียนเล็ดลอดออกไปข้างนอกได้โดยง่าย
ด้วยเหตุนี้ หลังจากได้ครอบครองหอฟ่านเทียนแล้ว หลี่เยว่หานได้รวมกลุ่มอิทธิพลทั้งหมดของหอฟ่านเทียนลับ ๆ และเพิ่มกระบวนการถ่ายทอดข่าวกรองโดยไม่มีใครทันได้รู้ตัว จากนี้ไป ข่าวใดสามารถเผยแพร่ออกไปได้บ้าง หลี่เยว่หานจะเป็นใหญ่ในการตัดสินใจ
ดังนั้น นางจึงวางใจ กล้าเขียนจดหมายถึงเรื่องของสองพี่สาวน้องชายส่งเข้าไปในพระราชวัง
“อย่าโกรธข้าไปเลยนะ” เมิ่งฉีฮ่วนกอดหลี่เยว่หานไว้ในอ้อมแขนของเขา “ดูแลร่างกายของเจ้าให้ดีในช่วงเวลานี้ ให้กำเนิดลูกอย่างปลอดภัย ไม่ต้องคิดถึงเรื่องอื่นใด”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ หลี่เยว่หานก็ถอนหายใจ
นางจะไม่คิดอะไรเลยได้จริง ๆ อย่างนั้นหรือ?
แน่นอนว่าคำตอบคือไม่
เมิ่งฉีฮ่วนสามารถปกปิดเรื่องของอดีตองค์รัชทายาทไว้ได้ภายใตจมูกขององค์รัชทายาท และการปรากฏตัวของหลี่เยว่หานย่อมกล่าวเตือนองค์รัชทายาทว่าเมิ่งฉีฮ่วนเป็นคนของอดีตองค์รัชทายาทอย่างไม่ต้องสงสัย
จดหมายลับฉบับนี้สามารถนำปัญหามาสู่เมิ่งฉีฮ่วนได้มากเพียงใด หลี่เยว่หานไม่จำเป็นต้องคิดไตร่ตรองก็สามารถบอกได้
“ฮูหยิน ฮูหยินขอรับ” ยามเฝ้าประตูรีบวิ่งเข้ามา เมื่อเห็นว่าท่านแม่ทัพและฮูหยินกอดกันจึงหันหลังให้ทั้งสองคนทันที ก่อนจะรีบคุกเข่าลง “ฮูหยินขอรับ เกิดเรื่องขึ้นแล้ว! คนขององค์รัชทายาทมาเชิญท่านให้ไปพูดคุยกับพระองค์ที่ตำหนัก แต่ดูแล้วเหมือนไม่ใช่การเชิญไปพูดคุยธรรมดาขอรับ!”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ หลี่เยว่หานก็หันมองเมิ่งฉีฮ่วนทันที
องค์รัชทายาทเชิญนางไปพูดคุยสนทนาที่ตำหนัก จุดประสงค์เพื่อตรวจสอบว่าลัญจกรหยกในมือของพระองค์เป็นของจริงหรือของปลอม หากเมิ่งฉีฮ่วนไม่สะดวกจะออกหน้ารับในเรื่องนี้ หลี่เยว่หานเองก็มีวิธีจัดการกับมันเช่นกัน
ทว่าอย่างไรก็ต้องไว้หน้าบุรุษ
“เรียนคนขององค์รัชทายาทว่าฮูหยินแม่ทัพไม่สบาย ไม่สะดวกที่จะออกไปสนทนากับพระองค์ที่ตำหนัก มีเรื่องอะไร ข้าสามารถพูดคุยหารือกับพระองค์ได้อย่างละเอียด” โดยไม่จำเป็นต้องให้หลี่เยว่หานปริปาก เมิ่งฉีฮ่วนก็เป็นฝ่ายยับยั้งปัญหา
ยามเฝ้าประตูรับคำสั่งแล้วออกไป สีหน้าของหลี่เยว่หานพลันดีขึ้นเล็กน้อย
ทั้งสองกินข้าวกลางวันที่สวนหลังบ้าน หลี่เยว่หานง่วงงุน เมิ่งฉีฮ่วนจึงกล่อมให้นางนอน
เมื่อหลี่เยว่หานตื่นขึ้นมาอีกครั้ง นางก็ตระหนักว่าตัวเองอยู่อีกที่หนึ่งแล้ว
“เมิ่งฉีฮ่วน!” หลี่เยว่หานโกธมาก “ใครบอกให้เจ้าลักพาตัวข้ามายังจวนของท่านในตอนที่ข้าหลับอยู่!”
“เจ้าพูดอย่างนี้ได้อย่างไร” เมิ่งฉีฮ่วนชะโงกหน้ามาจากนอกห้องด้วยสีหน้าจริงจัง “ในเมื่อเจ้าเปิดเผยสถานะของเจ้าต่อสาธารณชนแล้ว ตามหลักแล้วเจ้าก็ต้องอาศัยอยู่ที่จวนแม่ทัพ จะอยู่ในจวนอื่นข้างนอกได้อย่างไร เจ้าเป็นถึงฮูหยินแม่ทัพ ทั้งยังมีบรรดาศักดิ์และตำแหน่ง หากอาศัยอยู่ข้างนอกอย่างง่าย ๆ คนอื่นรู้เข้าจะไม่หัวเราะเยาะเอาหรือ”
“แล้วเจ้าจะถามความเห็นข้าบ้างไม่ได้เลยหรือไง!” หลี่เยว่หานไม่พอใจมาก
“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน เช่นนั้นแล้วทำไมต้องถามความคิดเห็นของเจ้าด้วย” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยด้วยรอยยิ้มขณะที่เขาเดินเข้ามาในห้อง พร้อมกับถือบางอย่างไว้ในมือ
เมื่อหลี่เยว่หานมองอย่างละเอียด ก็อดไม่ได้ที่จะสับสนงุนงงขึ้นมา “ท่านทำโคมกระตายไปทำไม?”
“พรุ่งนี้เป็นเทศกาลชีซี มีงานโคมไฟในเมืองหลวง ข้ากังวลว่าหากเจ้าอยู่แต่ในจวนจะเบื่อหนาย ข้าจึงคิดทำโคมกระต่ายให้เจ้า หากเจ้ายินดีจะออกไป พรุ่งนี้เราก็ไปเที่ยมชมงานโคมไฟกัน”