ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 282 เข้าวัง
บทที่ 282 เข้าวัง
เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยจบ ใบหน้าของเขาก็เผยรอยยิ้ม
ท่าทางใจลอยของหลี่เยว่หาน ดูเหมือนว่านางจะหวนนึกย้อนไปเมื่อครั้งอยู่ที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋น ชีวิตในช่วงนั้นช่างเรียบง่าย และแม้หลี่เยว่หานจะต่อล้อต่อเถียงกับเมิ่งฉีฮ่วนอยู่เสมอ แต่ชายหนุ่มก็สามารถดูแลนางได้ในทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องสำคัญหรือเรื่องเล็กน้อยก็ตาม
ตอนนี้เมิ่งฉีฮ่วนไม่เอื้อนเอ่ยวาจาใด แต่กลับพาตัวนางมาจากจวนเล็ก ๆ ข้างนอกมายังจวนแม่ทัพ อันที่จริงในใจของหลี่เยว่หานนั้นยินดี แต่ที่หญิงสาวโกรธอีกฝ่ายก็เพราะเขาไม่บอกกันก่อน
“เมิ่งฉีฮ่วน” หลี่เยว่หานมองดูโคมกระต่ายในมือของเขา ก็พลันรู้สึกหดหู่ใจขึ้นมา “ตอนนี้ท่านเองเป็นแม่ทัพแล้ว ในวันข้างหน้าท่านต้องออกไปยกทัพจับศึกในสนามรบหรือไม่?”
“หืม? ทำไมจู่ ๆ ถึงถามเรื่องนี้ล่ะ?” เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกงุนงง แต่มือของเขายังคงขยับไปมาไม่หยุด
“ตอนนี้องค์ชายสามขึ้นเป็นองค์รัชทายาท หากข้าจัดการเรื่องนี้ได้ไม่เหมาะสม การที่พระองค์จะส่งท่านออกไปรบราอย่างโหดร้ายดุเดือดก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้” ว่ากันว่าคนท้องชอบคิดฟุ้งซ่าน อารมณ์แปรปรวน ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้หลี่เยว่หานคิดตัดสินใจอย่างห้าวหาญ ตอนนี้หลังจากนอนหลับและเห็นว่าเมิ่งฉีฮ่วนทำโคมกระต่ายให้นาง สีหน้าท่าทางจึงดูสงบและโล่งใจมากขึ้น ทว่าหญิงสาวกลับอดไม่ได้ที่จะคิดฟุ้งซ่านขึ้นมาอีก
“ตอนนี้ไม่มีสงครามใดให้รบรา” เมิ่งฉีฮ่วนหัวเราะ “แคว้นตงฮั่นนี้แข็งแกร่ง ทั้งยังล้อมรอบด้วยรัฐต่างแดนเล็ก ๆ และอาจมีปัญหาเล็ก ๆ เกิดขึ้นบ้างในทางตอนใต้ แต่ทางตอนใต้มีแม่ทัพประจำหัวเมืองอยู่ ดังนั้นเรื่องของสงครามจึงยังไม่ใช่ตำแหน่งของข้าในการบุกโจมตีข้าศึก”
ได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็เงียบไป
“เรื่องพวกนี้เจ้าไม่ต้องกังวล แม้เบื้องหลังของเมืองหลวงจะสกปรก แต่ชีวิตของปุถุชนคนธรรมดานั้นสงบสุขและมั่งคั่ง” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยขณะผูกโคมกระต่าย “เรื่องปากหวานก้นเปรี้ยวระหว่างบรรดาผู้ทรงอำนาจและมีอิทธิพลพวกนั้น ส่วนตัวแล้วข้าไม่ต้องการให้เจ้าเข้าไปยุ่งเกี่ยว นั่นคือเหตุผลว่าทำไมก่อนหน้านี้ข้าจึงพยายามหาวิธีที่เป็นตัวกลางเพื่อไกล่เกลี่ยถึงตัวตนของเจ้า ทว่าตอนนี้เป็นแบบนี้ก็ดีเช่นกัน แม้ทุกคนจะรู้ถึงการมีอยู่ของเจ้า แต่การเดิมพันหมดหน้าตักเพียงครั้งเดียวในการขอพระราชทานบรรดาศักดิ์จากฝ่าบาทนั้นถูกต้อง คนอื่นย่อมไม่กล้าทำอะไรเจ้า”
เมิ่งฉีฮ่วนเห็นว่าหลี่เยว่หานยังคงนิ่งเงียบ จึงคิดว่านางกังวลเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในเมืองหลวง ชายหนุ่มจึงพยายามเกลี้ยกล่อมอย่างอดทน
“ข้าไม่ได้กังวลเรื่องนั้น” หลี่เยว่หานกล่าว “ข้าแค่กังวลว่าเพราะเรื่องของข้า สิ่งที่เจ้าตระเตรียมจัดการไว้กับทางองค์ชายสามก่อนหน้านี้จะไร้ประโยชน์”
“แน่นอนว่ามันเป็นไปไม่ได้” เมิ่งฉีฮ่วนลูบศีรษะหลี่เยว่หาน “ตอนนี้ข้าไม่ได้อยู่ภายใต้คำสั่งขององค์ชายสาม ข้าแค่ให้ความร่วมมือกับเขา หากความร่วมมือไม่เป็นที่พอใจ ก็ตัดขาดกัน ทางใครทางมัน ข้าก็ยังคงเป็นเสนบดีกรมกลาโหม ยังคงเป็นขุนพลทหารม้า เขาเองก็ยังเป็นองค์รัชทายาท ย่อมไม่มีผลกระทบใด ๆ ทั้งสิ้น”
“เช่นนั้น” หลี่เยว่หานสบตากับเมิ่งฉีฮ่วน “อันที่จริง ความจงรักภักดีที่แท้จริงของเจ้านั้นไม่ใช่ต่ออดีตองค์รัชทายาทหรือองค์ชายสามในตอนนี้ แต่เป็นฮ่องเต้ใช่หรือไม่?”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ เมิ่งฉีฮ่วนพลันตกตะลึง ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างปล่อยตัวไม่เสแสร้ง “ไม่มีอะไรจะซ่อนเร้นไปจากสายตาของเจ้าได้จริง ๆ”
“เพียงแต่ข้าไม่เข้าใจเลยว่าในเมื่อเจ้าภักดีต่อฮ่องเต้ แล้วเหตุใดจึงพาพระโอรสพระธิดาของอดีตองค์รัชทายาทไปซ่อนตัวในหมู่บ้านบนภูเขาเล็ก ๆ ที่ห่างไกลออกไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ” หลี่เยว่หานรู้สึกงุนงง “ถึงอย่างไร พวกเขาก็ล้วนแล้วแต่เป็นพระญาติทางสายเลือดของฮ่องเต้ แม้อดีตองค์รัชทายาทจะเกี่ยวข้องกับลัญจกรหยกอันเป็นสมบัติประจำแคว้นจนนำไปสู่ความหายนะของการล่มสลายของตนเอง ทว่าฮ่องเต้เองก็คงไม่เลวร้ายขนาดที่จะปฏิเสธหลานชายและหลานสาวของตัวเอง”
เมื่อได้ยินหลี่เยว่หานพูดเช่นนี้ เมิ่งฉีฮ่วนพลันเม้มริมฝีปาก “ข้าเองเป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามคำสั่ง กิจการของราชวงศ์ ใครเลยจะกล่าวออกมาได้อย่างชัดเจน”
เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนกล่าวเช่นนี้ หลี่เยว่หานก็รับรู้ได้ทันทีว่านางไม่สามารถถามต่อได้อีก แม้จะเอ่ยถาม เมิ่งฉีฮ่วนก็จะไม่ปริปาก
แม้หญิงสาวจะไม่รู้ว่าเมิ่งฉีฮ่วนมีบทบาทอย่างไรในหมู่ราชวงศ์ แต่หลี่เยว่หานก็รู้ว่าระหว่างเมิ่งฉีฮ่วนและฮ่องเต้ต้องมีความลับบางอย่างที่ไม่อาจพูดออกมาได้
รัตติกาลผันผ่าน หลี่เยว่หานนอนหลับอย่างปลอดภัยในจวนแม่ทัพ เมื่อมีเมิ่งฉีฮ่วนอยู่เคียงข้าง นางไม่ฝันเสียด้วยซ้ำ นอนหลับไปจนกระทั่งช่วงหลังเที่ยงคืน เสียงความโกลาหลวุ่นวายพลันปลุกหญิงสาวให้ตื่นขึ้นมาด้วยความงุนงง
หลี่เยว่หานตื่นขึ้นมาโดยที่ยังไม่ได้ลืมตา ทว่าจมูกของนางได้กลิ่นคาวเลือด
“กำจัดศพเหล่านี้ซะ อย่าให้ฮูหยินสังเกตเห็น” น้ำเสียงเมิ่งฉีฮ่วนที่เอ่ยออกมานั้น แตกต่างจากความอ่อนโยนเป็นปกติที่ใช้สนทนากับนาง แต่กลับให้ความรู้สึกเยือกเย็นเข้าไปถึงกระดูก
“ท่านแม่ทัพ ทางตอนใต้กำลังจะควบคุมไม่ได้แล้วขอรับ องค์ชายสามกำลังบังคับให้ท่านแสดงจุดยืน!” เสียงผู้ชายที่ไม่คุ้นเคยดังเข้ามาในหูของหลี่เยว่หาน
“ข้ารู้ดีอยู่แก่ใจแล้วในเรื่องนี้” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าว “เรื่องที่ข้าขอให้เจ้าช่วยตรวจสอบเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ค้นพบแล้วขอรับ” เสียงชายผู้นั้นกล่าว “ก่อนที่จินเสวี่ยเอ๋อร์จะสิ้นลม นางได้ส่งข่าวเรื่องฮูหยินและพระราชนัดดามายังเมืองหลวง องค์ชายสามเองรู้มาตลอดว่าลัญจกรหยกในมือของเขานั้นเป็นของปลอม มาวันนี้ ฮูหยินได้ปรากฏตัวแล้ว องค์ชายสามย่อมต้องไม่ยอมรามือในเรื่องนี้”
เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ หลี่เยว่หานพลันรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาในใจไม่น้อย ก่อนจะเบิกตาขึ้นในทันใด
หากองค์ชายสามรู้ว่าลัญจกรหยกในมือเป็นของปลอม เช่นนั้นก็เท่ากับว่านางติดกับแล้ว!
เกือบจะทันทีที่หลี่เยว่หานลืมตา คนที่คุยกับเมิ่งฉีฮ่วนก็หายไป หากไม่ใช่เพราะกลิ่นเลือดที่คั่งค้างอยู่ในอากาศ หลี่เยว่หานคงคิดว่าตัวเองเพิ่งฝันไป
“ทำให้เจ้าตื่นแล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนนั่งลงข้างเตียงแล้วดึงผ้าคลุมห่มไปถึงคอของหลี่เยว่หาน
หลี่เยว่หานลุกขึ้นจากเตียงพร้อมจับมือของเมิ่งฉีฮ่วนเอาไว้ แล้วเอ่ยว่า “เกิดอะไรขึ้นที่ทางใต้? แล้วก็องค์ชายสามต้องการให้ท่านแสดงจุดยืนอะไร?”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ เมิ่งฉีฮ่วนพลันชะงัก และเอ่ยปลอบ “ก็แค่เรื่องว่าข้ายืนอยู่กับฝ่ายไหนในศึกชิงบัลลังก์ ทางตอนใต้นั้นมีสงครามเกิดขึ้นมาโดยตลอด ทั้งยังมีการกบฏของประชาชนอยู่เสมอ ทางราชสำนักได้ส่งทหารไปปราบปรามเรียบร้อยแล้ว ย่อมไม่เกิดปัญหาใหญ่หลวงใดขึ้น”
แม้เมิ่งฉีฮ่วนจะกล่าวปลอบใจหลี่เยว่หาน ทว่าหญิงสาวก็ยังรู้สึกว่าสิ่งต่าง ๆ ไม่ง่ายอย่างที่อีกฝ่ายพูด แต่ในเมื่อเมิ่งฉีฮ่วนเองไม่พูดอะไร นางเองก็ไม่รู้ว่าควรจะถามอย่างไร จึงทำได้เพียงมองเขาอย่างเด็ดเดี่ยวพร้อมเอ่ยว่า “ท่านกำลังปิดบังบางอย่างกับข้า”
“ไม่มี” เมิ่งฉีฮ่วนปฏิเสธโดยไม่ได้คิดเสียด้วยซ้ำ “เจ้าและข้าเป็นสามีภรรยากัน ข้ามีอะไรให้ต้องปิดบัง และหากข้าปิดบังจากเจ้าในตอนนี้ เมื่อเจ้ารู้เรื่องเข้าในภายหลัง มิใช่ว่าจะทำให้เจ้ายิ่งโกรธหรือ สำหรับข้าแล้วนี่ไม่มีประโยชน์เลยแม้เพียงครึ่งส่วน”
แม้จะได้ยินดังนั้น ในใจของหลี่เยว่หานก็ยังไม่มั่นคง ทั้งยังคิดจะปริปากเอ่ยต่อ ทว่าเมิ่งฉีฮ่วนหยุดนางไว้ “เจ้ารีบนอนเถิด วันนี้เจ้าได้รับแต่งตั้ง พรุ่งนี้ต้องเข้าวังไปกับข้าเพื่อขอบคุณในพระกรุณา ตอนนี้เจ้าเองกำลังท้องกำลังไส้ หากไม่พักผ่อนให้เพียงพอ พรุ่งนี้จะเหนื่อยเอา”
เอ่ยจบ เมิ่งฉีฮ่วนก็นอนลงพร้อมโอบกอดหลี่เยว่หานไว้โดยไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดอีก จากนั้นชายหนุ่มจึงดีดปลายนิ้ว ไฟในห้องก็ดับลง
ในท้ายที่สุดแล้วหลี่เยว่หานไม่ได้ถามอะไรอีก แต่กอดเมิ่งฉีฮ่วนเอาไว้แน่น ไม่นานนักนางก็ผล็อยหลับไปจริง ๆ
เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่เยว่หานตื่นขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ เมิ่งฉีฮ่วนนั้นตื่นเต็มตาลุกออกไปแล้ว เมื่อเห็นนางลุกขึ้นจากเตียง เขาก็รีบกล่าวบอกสาวใช้ให้นำน้ำมาให้หญิงสาวล้างหน้าบ้วนปาก
เมื่อมองใกล้ ๆ สาวใช้สองสามคนนี้ยังเป็นคนที่เมิ่งฉีฮ่วนสั่งให้พ่อบ้านไปซื้อมาเพื่อคอยดูแลหลี่เยว่หานเมื่อครั้งที่นางแอบเข้ามาในเมื่อหลวง ก่อนหน้านี้จวนแม่ทัพนั้น แม้แต่คนรับใช้ใกล้ชิดเมิ่งฉีฮ่วนล้วนเป็นบุรุษ
หลังจากล้างหน้าล้างตาแล้ว หลี่เยว่หานจึงเปลี่ยนไปสวมชุดเต็มยศตามบรรดาศักดิ์ซึ่งไม่รู้ว่าเมิ่งฉีฮ่วนไปตระเตรียมให้นางไว้ตั้งแต่เมื่อใด และเมื่อหญิงสาวรู้ตัวอีกที ก็นั่งอยู่บนรถม้าไปยังพระราชวังแล้ว