ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 284 ฝ่าบาททรงมีปัญญายิ่ง
บทที่ 284 ฝ่าบาททรงมีปัญญายิ่ง
เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกตกใจกับหลี่เยว่หานจนขนลุกชูชัน หลังจากครุ่นคิดสักพักก็พอจะทราบได้ว่าแม่นางผู้นี้คิดไปถึงไหน เขาจึงเอ่ยขึ้นทันที “เจ้าอย่าได้คิดพล่อย ๆ ข้ามิได้มีเชื้อสายข้องเกี่ยวกับราชวงศ์ อีกทั้งยังมิใช่ข้ารับใช้ของฝ่าบาทที่พักอยู่ในต่างแดนด้วย”
ฮ่องเต้เฒ่าได้ยินคำนี้ แววตาก็เบิกกว้างโพลงทันที ก่อนจะรีบหันมอง “แม่นางหลี่ สามีของเจ้ามิได้มีสายเลือดข้องเกี่ยวกับทางราชวงศ์จริง ๆ อีกทั้งเป็นผู้ที่ไม่ชอบความวุ่นวาย แต่ก็เป็นเด็กที่มีความจงรักภักดี ข้าจะไม่ปล่อยให้ต้องอยู่ต่างแดนอย่างแน่นอน!”
เมื่อได้ยินแบบนี้ หลี่เยว่หายก็เอียงคอด้วยท่าทีสงสัยด้วยความไม่อยากเชื่อนิดหน่อย “เช่นนั้นเหตุใดพวกท่านจึงเข้าขากันดีเยี่ยงนี้?”
“เรื่องมันยาวถ้าให้พูด” ฮ่องเต้เฒ่าโบกมือ “กล่าวกันตามตรง หากสามีของเจ้าเป็นลูกพี่ลูกน้องของข้าก็คงจะดี
“ฝ่าบาทอย่าทรงพูดเช่นนั้นเลย กระหม่อมรู้สึกละอาย” เมิ่งฉีฮ่วนแสดงทัศนคติของตนทันที “ทุกสิ่งที่ข้าทำล้วนเป็นหน้าที่ของขุนนาง ข้าจึงคิดเห็นแก่ตัวต่อแผ่นดินมิได้”
“ก็ได้ ๆ ข้ารู้ ๆ” ฮ่องเต้เฒ่าเห็นท่าทางของเมิ่งฉีฮ่วนแบบนี้ จึงปล่อยวางท่าทางของฮ่องเต้ลง เขาไม่ได้แทนว่า ‘เรา’ ด้วยซ้ำ แต่เอ่ยคำว่า ‘ข้า’ แทน “พูดให้ภรรยาของเจ้าฟังหรือยัง หากทำให้ภรรยาของเจ้าเข้าใจผิด แล้วนำไปบอกกล่าวต่อกับฮองเฮา ข้าคงไม่มีผลไม้ดี ๆ ทาน!”
เมื่อได้ยินดังนี้ สุดท้ายหลี่เยว่หานจึงได้เข้าใจอย่างถ่องแท้
เมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้เกี่ยวข้องกับราชวงศ์จริง แต่เหตุผลที่สนิทกับฮ่องเต้ได้ถึงเพียงนี้ อาจเป็นเพราะเขาเป็นสหายของจงเจิ้งเสียน เมื่อจงเจิ้งเสียนจากไปแล้ว ฮ่องเต้เฒ่าก็อาจใกล้ชิดกับผู้คนรอบตัวจงเจิ้งเสียนอยู่เสมอ
เมื่อคิดแบบนี้ หลี่เยว่หานจึงไม่แอบคิดในใจแล้ว ทำเพียงก้มหัวเพื่อถวายความเคารพต่อฮ่องเต้ พลางกล่าวว่า “กราบทูลฝ่าบาทตามตรง หม่อมฉันไม่ชอบเป็นคนก่อปัญหาอยู่แล้วเพคะ”
“ข้ารู้! ข้ารู้!” ฮ่องเต้เฒ่าจงเจิ้งพยักหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า และหลังจากนั้นก็หันมองหลี่เยว่หานด้วยรอยยิ้ม พลางกล่าว “เจ้ารู้จักกับแม่แท้ ๆ ของเจ้าอวี๋ปิงซูหรือไม่?”
เมื่อได้ยินแบบนี้ หลี่เยว่หานก็ตกตะลึง ก่อนจะส่ายหัวโดยไม่รู้ตัว
“เจ้าดูสิ! นางบอกว่าไม่รู้จักแม่นางผู้นี้!” ฮ่องเต้เฒ่าชี้ไปทางหลี่เยว่หานด้วยท่าทางดีใจ ก่อนจะหันมองเมิ่งฉีฮ่วน ดีใจประหนึ่งชนะการเดิมพัน
เมิ่งฉีฮ่วนก็พยักหน้าลงอย่างช่วยไม่ได้ “ฝ่าบาททรงมีปัญญายิ่ง”
“แม่นางเยว่หาน เราจะบอกให้เจ้าฟัง บรรพบุรุษของเจ้าคือตำหนักซิงกั๋วในปัจจุบันนี้ แม่ของเจ้าอวี๋ปิงซูคือลูกสาวคนโตของตำหนักซิงกั๋ว ในตอนนั้นครอบครัวขุนนางตำหนักซิงกั๋วโดนเรียกตัวจากเมืองหนิงมายังเมืองหลวง แต่พวกเขากลับต้องปะทะกับกลุ่มโจรระหว่างทาง แม่ของเจ้าจึงหลงทางโดยไม่ได้ตั้งใจ ตอนแรกตามหากันนานอยู่นานหลายปีแต่ก็ไม่พบอะไร ไม่คิดเลยว่าจะไปตั้งรกรากอยู่ที่มณฑลหยงอัน แล้วให้กำเนิดลูกสาวตัวน้อยน่ารักเช่นเจ้า”
เมื่อได้ยินแบบนี้ หลี่เยว่หานก็สับสนไปหมด
“เมิ่งฉีฮ่วน ภรรยาตัวน้อยของเจ้าขี้อายอย่างนั้นหรือ ทำไมอยู่ ๆ ถึงได้ใสซื่อ?” ฮ่องเต้เฒ่าเห็นหลี่เยว่หานไม่เอ่ยพูดสิ่งใดเลย จึงอดหันมองเมิ่งฉีฮ่วนอย่างช่วยไม่ได้
เมิ่งฉีฮ่วนเองก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน “ฝ่าบาท เดิมทีเยว่หานเป็นสาวชนบท แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยนึกถึงเรื่องความเจริญมั่งคั่ง ท่านได้พบนางครั้งแรกก็บอกข่าวใหญ่โตให้นางเสียแล้ว นางก็ต้องใช้เวลาในการครุ่นคิดสักพัก”
เมื่อได้ยินแบบนี้ ฮ่องเต้เฒ่าก็รู้สึกว่าสมเหตุสมผล เมื่อครุ่นคิดแล้ว จึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “หากเจ้าไม่ต้องการจดจำบรรพบุรุษของเจ้าก็ไม่เป็นไร เพราะถึงอย่างไร คนในตำหนักซิงกั๋วตอนนี้ค่อนข้างวิกลจริต เพียงแต่เจ้ามีรูปลักษณ์คล้ายกับแม่ของเจ้าแทบทุกอย่าง เช่นนั้นก็ต้องระวังอย่าให้พวกคนเฒ่าคนแก่ในตำหนักซิงกั๋วพบเจ้า”
“…” หลี่เยว่หานรู้สึกหดหู่มากกว่าเดิม
ฮ่องเต้เฒ่าผู้นี้นี่อะไรกัน เพิ่งบอกข่าวใหญ่ให้นางได้ทราบ หลังจากนั้นก็เอ่ยพูดจาคลุมเครือให้นางได้รับฟังอีกครั้ง ตอนนี้นางเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าควรจะแสดงความขอบคุณหรือหันหลังแล้วเดินจากไปจะเป็นการดีเสียกว่า
แต่ถึงอย่างไร หลี่เยว่หานก็ยืนยันได้แล้วว่าเมิ่งฉีฮ่วนกับฮ่องเต้เฒ่าไม่ได้ข้องเกี่ยวกันทางสายเลือด ตนกับผู้ชายของตนจึงไม่ต้องเข้าร่วมการต่อสู้อันร้อนแรงเพื่อแย่งชิงอำนาจกัน เท่านี้ก็เป็นอันพอแล้ว
“ฝ่าบาท!” หลี่เยว่หานเห็นฮ่องเต้ยกมือเกาศีรษะและใบหูเช่นนี้ จึงเริ่มทำใจให้สงบลงแล้วเปิดปากถาม “หม่อมฉันต้องการคำยืนยันจากฝ่าบาทสองประการเพคะ ไม่ได้สำคัญอะไรมากมาย ไม่ทราบว่าฝ่าบาทจะช่วยขจัดความสงสัยได้หรือไม่เพคะ?”
เมื่อได้ยินหลี่เยว่หานเริ่มเอ่ย ฮ่องเต้จงเจิ้งจึงรีบพยักหน้าทันที “เชิญถาม เชิญถาม!”
“ประการแรก หม่อมฉันอยากทราบ สามีของหม่อมฉันซึ่งเป็นแม่ทัพกองทหารม้านี้ ต้องเดินทางไปทั่วแดนตลอดเลยหรือไม่ เมื่อองค์รัชทายาททรงรับสั่งจะต้องพุ่งเข้าสังหารศัตรูเลยหรือไม่?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฮ่องเต้ก็โบกมือก่อนจะบอกกล่าว “ไม่ต้อง นอกจากเมิ่งฉีฮ่วนจะเป็นแม่ทัพนำพลทหารม้าแล้ว ยังเป็นถึงรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมด้วย เป็นผู้บังคับบัญชามีอำนาจในกระทรวงกลาโหม เพียงแค่นั่งสั่งการอยู่เบื้องหลัง ไม่ต้องพูดถึงรัชทายาท แม้เป็นตัวเราเองก็ไม่สามารถสั่งเขาให้ไปออกรบได้ง่าย ๆ แต่แน่นอนว่า หากเขาต้องการเอง เราก็ไม่คัดค้านเช่นกัน”
เมื่อได้เข้าใจคำพูดของฮ่องเต้ ภายในใจของหลี่เยว่หานก็ตั้งมั่น ก่อนจะหันมองเมิ่งฉีฮ่วนที่อยู่ข้าง ๆ แววตาค่อนข้างซับซ้อน ไม่ทราบว่ากำลังคิดสิ่งใดกันแน่
“ขอบพระทัยฝ่าบาทอย่างยิ่งที่ช่วยขจัดความสงสัยเพคะ” หลี่เยว่หานโค้งคำนับด้วยความเคารพ ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ส่วนอีกคำถาม หม่อมฉันเพียงอยากถามฝ่าบาทว่าจะให้ส่งตัวมู่ชวนกับหลิงซีอย่างไรเพคะ?”
ข้อนี้เป็นคำถามที่จริงจัง แม้แต่ฮ่องเต้ที่ปกติแล้วจะมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าอย่างสนุกสนานอยู่เสมอก็อดที่จะซ่อนรอยยิ้มเสียไม่ได้ ก่อนจะมองหลี่เยว่หานด้วยสีหน้าจริงจัง พลางบอกกล่าว “ตอนนี้ไม่ใช่เวลาเหมาะสมที่สองพี่น้องจะปรากฏตัว ดังนั้นถ้าหากพวกเขาอยู่ข้างกายพวกเจ้า เราก็วางใจ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หลี่เยว่หานจึงตัดสินใจด้วยตัวเอง ก่อนจะคุกเข่าลงบนพื้น แล้วนำลัญจกรหยกออกมา พลางเอ่ยว่า “ฝ่าบาททรงนำลัญจกรหยกกลับไปเถิดเพคะ เนื่องจากมันเป็นสมบัติของแคว้น จึงไม่อาจนำมันออกไปเดินเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอกได้”
ไม่ใช่เพียงฮ่องเต้เท่านั้น แม้แต่เมิ่งฉีฮ่วนก็ไม่ทันคาดคิดว่าหลี่เยว่หานจะนำลัญจกรหยกออกมาในตอนนี้ และเขาไม่ได้คาดคิดเลยว่าหลี่เยว่หานจะพกลัญจรหยกติดตัว!
“…” เมื่อมองดูแท่งหยกที่กำลังส่องแสงในมือของหลี่เยว่หาน ฮ่องเต้จึงไม่คิดมีข้อกังขาเกี่ยวกับความถูกต้องของลัญจกรหยกเลย เพียงแต่ตอนนี้อารมณ์ของเขาซับซ้อนมาก
ในอีกแง่หนึ่งแล้ว เขาไม่อยากนำลัญจกรหยกกลับมา เนื่องจากหากลัญจกรหยกถูกพบเห็นแล้ว เช่นนั้นคงมีข่าวว่าสมบัติของแคว้นได้กลับคืนสู่ท้องพระคลังอย่างไม่สามารถปิดบังได้ และสิ่งนี้อาจเป็นการเริ่มต้นสู่ยุคนองเลือดของราชวงศ์อีกครั้ง
ส่วนในอีกแง่หนึ่งเขาก็อยากได้ลัญจกรหยกกลับคืนมา ถึงแม้จะเป็นแบบนั้น แต่ลูกชายที่เขาภาคภูมิใจที่สุดก็ได้ถือกำเนิดมาเพราะหยกแท่งนี้ นอกจากนี้ลัญจรกรหยกยังเป็นสมบัติของแคว้นด้วย ไม่ว่าจะพูดอย่างไร แต่สมบัติของแคว้นไม่ควรฝากเอาไว้ในมือของหญิงสาวได้
ดังนั้นฮ่องเต้จึงสับสนมากยิ่งขึ้น พลางไม่พูดอะไรอยู่เนิ่นนาน
เมิ่งฉีฮ่วนที่อยู่ข้าง ๆ มองความสับสนของฮ่องเต้ออก เขาจึงเปิดปากเอ่ยว่า “ฝ่าบาท ลัญจกรหยกยอมรับเยว่หานให้เป็นเจ้าของมัน กระหม่อมว่า นี่ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในการทวงลัญจกรหยกกลับคืนพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้รู้สึกตกใจเมื่อได้ยินเช่นนี้ “สิ่งนี้จำเจ้าของมันได้อย่างนั้นหรือ?”
“พ่ะย่ะค่ะ” เมิ่งฉีฮ่วนถอนหายใจ เดิมทีไม่ได้คิดจะบอกเรื่องนี้ตั้งแต่แรก แต่หลี่เยว่หานใจร้อนเกินไป หลังจากได้รับการยืนยันว่าเขาจะโดนส่งไปเป็นทหารแนวหน้า ก็แทบรอไม่ไหวที่จะนำตัวเองออกห่างจากสิ่งมีอำนาจของแคว้น โดยไม่ทราบเลยว่า สิ่งที่นางทำอยู่จะทำให้ถลำลึกลงไปมากกว่าเดิม “ลัญจกรหยก เมื่อปีก่อนยอมรับว่าเยว่หานเป็นเจ้าของมัน แต่เยว่หานเองก็ยังไม่ทราบ”