ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 285 ฟังฮองเฮาเล่าเรื่องราวในคราวนั้น
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 285 ฟังฮองเฮาเล่าเรื่องราวในคราวนั้น
บทที่ 285 ฟังฮองเฮาเล่าเรื่องราวในคราวนั้น
หลี่เยว่หานเองก็สับสนไม่น้อยแล้ว
มันหมายความว่ายังไงที่ลัญจกรหยกเรียกขานตนเป็นเจ้านาย? เมิ่งฉีฮ่วนไม่ใช่เหรอที่เป็นนายของมันเสมอมา? และเมื่อเธอหลั่งเลือดให้กับลัญจกรหยกแล้ว หากต้องการจะสื่อสารจะต้องกระทำผ่านเมิ่งฉีฮ่วนเท่านั้น แล้วแบบนี้ลัญจกรหยกจะจดจำว่าตนเป็นเจ้านายได้อย่างไรเล่า?
“แล้วในเมื่อลัญจกรหยกจดจำเจ้านายของมันได้แล้ว แต่ทำไมเยว่หานจึงไม่ทราบ?” ใบหน้าสนุกสนานของฮ่องเต้ถึงกับหายไป ก่อนจะกล่าวเสียงเข้ม “นอกจากนี้เจ้ายังไม่ใช่คนในตระกูลจงเจิ้งของข้า แล้วเช่นนี้ลัญจกรหยกจะจดจำเจ้าเป็นนายได้อย่างไร?”
“ฝ่าบาท ลัญจกรหยกสืบทอดมาหลายชั่วอายุคนแล้ว แต่มีผู้ใดในตระกูลจงเจิ้งได้การยอมรับว่าเป็นนายของมันหรือไม่?” เมิ่งฉีฮ่วนตอบกลับอย่างไม่แยแส “นับตั้งแต่ลัญจกรหยกอยู่กับข้า ตัวข้าเองก็ไม่เคยได้ยินว่ามันยอมรับข้าเป็นนาย เพราะเหตุผลนี้ข้าเชื่อว่าการยอมรับเจ้านายของลัญจกรหยกนั้นไม่เกี่ยวข้องกับสายเลือดตระกูลจงเจิ้งแน่นอน”
“สามหาว!” ฮ่องเต้คำรามลั่น “เจ้าหมายความว่าตระกูลจงเจิ้งของข้าไม่คู่ควรที่จะเป็นราชวงศ์ตงฮั่นอย่างนั้นหรือ!”
“สองเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกันเลยฝ่าบาท นับตั้งแต่ถือกำเนิดแคว้นตงฮั่น ผู้ครองราชวงศ์ตงฮั่นคือตระกูลจงเจิ้งเสมอมา ดังนั้นแคว้นตงฮั่นจะอยู่ภายใต้อำนาจของตระกูลจงเจิ้งอย่างแน่นอน และสิ่งนี้จะไม่ถูกเปลี่ยนแปลงเด็ดขาด แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับลัญจกรหยกเลย ฝ่าบาทคิดว่าลัญจกรหยกยังสนใจสกุลของผู้นำแคว้นหรือ?”
ฮ่องเต้ถึงกับพูดไม่ออก ความจริงแล้วเขาสัมผัสได้ว่าในคำพูดของเมิ่งฉีฮ่วนเองก็สมเหตุสมผล “เจ้าจะบอกกับข้าว่าลัญจกรหยกไม่สมควรที่จะถือเป็นสมบัติของแคว้นใช่หรือไม่?”
“สิ่งนี้ถือเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ของแคว้นเรา และข้าไม่อาจมีความเห็นได้” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวต่อ “สุดท้ายแล้วพวกเราไม่อาจบงการความคิดของลัญจกรหยกได้ และใครที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นเจ้านายของมัน ก็คู่ควรที่จะได้รับสถาปนาให้อยู่ในราชวงศ์ตงฮั่นของเรา เพื่อปฏิบัติภารกิจเพื่อบ้านเมือง เราจะละเลยเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร? สุดท้ายลัญจกรหยกยอมรับเยว่หานเป็นนาย เราควรจะเก็บมันไว้ที่จวนแม่ทัพก่อนชั่วคราว นอกจากนี้หลานชายทั้งสองก็ยังต้องพึ่งพาลัญจกรหยกด้วย หากเป็นวิธีการนี้ ทั้งสองพี่น้องจะได้รับการคุ้มครองที่เชื่อถือได้”
หลี่เยว่หานต้องการคืนลัญจกรหยกให้กับฮ่องเต้ เพื่อที่เด็กน้อยทั้งสองพี่น้องจะได้อาศัยอยู่ในลัญจกรหยกต่อไป เพราะสุดท้ายแล้วนางสามารถเชื่อมโยงจิตใจกับลัญจกรหยกได้แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องสัมผัสมันเพื่อเข้าสู่ห้วงมิติอีกต่อไป
เพียงชั่วครู่ นางถึงกับตระหนักบางอย่างได้ นี่ไม่ใช่การบอกกล่าวทางอ้อมหรอกหรือว่านางคือเจ้านายของลัญจกรหยกตัวจริง? เพราะนางเป็นคนเดียวที่เข้าออกพื้นที่มิติได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องถือมันไว้ในมือด้วยซ้ำ
ราชวงศ์เป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน และเต็มไปด้วยความซับซ้อน นางตระหนักได้ว่าหากคืนลัญจกรหยกโดยสมัครใจ สิ่งนี้จะกระตุ้นหัวใจของฮ่องเต้แน่นอน และนางยิ่งรู้สึกกังวลมากขึ้นจนไม่กล้ากล่าวคำอย่างผ่อนคลายอีกต่อไป
หลังจากเมิ่งฉีฮ่วนโน้มน้าวจิตใจฮ่องเต้สำเร็จแล้ว ในที่สุดฮ่องเต้ผู้นี้ก็เลิกโต้เถียงว่าลัญจกรหยกควรเป็นของราชวงศ์แห่งแคว้นตงฮั่นหรือไม่ เขาเพียงโบกมือและบอกกล่าวให้หลี่เยว่หานเก็บรักษาลัญจกรหยกให้เหมาะสม และล้มเลิกที่จะคืนมันเสีย
หลี่เยว่หานถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างผ่อนคลาย
“ข้ากับเมิ่งฉีฮ่วนมีเรื่องต้องพูดคุยกันต่อ ฮั่นหรงฟูเหริน เจ้าควรจะออกไปพร้อมกับนางกำนัลเพื่อเข้าเฝ้าฮองเฮาเถอะ” แม้ฮ่องเต้ชราจะไม่คิดแข่งขันเรื่องลัญจกรหยกอีกต่อไป แต่ท่าทีของเขากลับเผยความเย็นชาและห่างเหิน
หลี่เยว่หานหันมองเมิ่งฉีฮ่วนด้วยความกังวล เวลานี้เขาเพียงพยักหน้าให้นางเพื่อบอกกล่าวเป็นนัยว่านางไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากรับฟังคำสั่ง
ขณะเดียวกับที่หลี่เยว่หานเดินออกจากโถงจงเจิ้ง มู่ชวนกับหลิงซีตัวปลอมและต้าไป๋ก็ถูกคนของวังพาเข้าสู่ห้องลับในโถงจงเจิ้ง
หลี่เยว่หานเดินตามนางกำนัลในวัง ไม่นานก็มาถึงอาณาเขตของหอนางใน
“ฮั่นหรงฟูเหริน นี่คือพระราชวังเฟิงฉี ฮองเฮารอท่านอยู่ด้านในแล้ว” นางกำนัลที่เดินนำทางตลอดมาไม่ได้เข้าไปด้วย เพียงแค่ยืนรอตรงทางเข้าพระราชวังเฟิงฉีอย่างสงบ
หลี่เยว่หานเห็นสถานการณ์เช่นนี้จึงทราบว่าต้องเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายเพียงลำพัง นางกล่าวขอบคุณนางกำนัลก่อนจะพาคังโหรวเข้าสู่พระราชวังเฟิงฉี
ในพระราชวังเฟิงฉีมีนางกำนัลรออยู่แล้ว ทันทีที่หลี่เยว่หานปรากฏตัวขึ้นก็มีนางกำนัลก้าวมาด้านหน้าเพื่อทำหน้าที่นำทาง
โชคดีที่แม้พระราชวังเฟิงฉีจะยิ่งใหญ่ แต่มันก็มิใช่ใหญ่โตมากนัก ไม่นานหลี่เยว่หานก็ได้พบเจอกับฮองเฮาผู้สง่างาม
แต่ในขณะนั้น ฮองเฮาผู้สง่างามตรงหน้ากำลังพยายามเอาเค้กคำใหญ่ใส่ปากด้วยท่วงท่าที่ไม่ค่อยสง่างามนัก อาจเป็นเพราะว่ากลัวริมฝีปากจะเปรอะเปื้อน
“เหนียงเหนียง เหนียงเหนียง ฮั่นหรงฟูเหรินมาแล้วเพคะ” นางกำนัลข้างกายของฮองเฮารีบร้องเตือน
ฮองเฮาจึงตระหนักได้ถึงสถานการณ์ เวลานี้นางรีบดื่มน้ำพร้อมกลืนขนมอบทั้งหมดลงคอ ก่อนจะเผยสีหน้าสง่างามราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น นางโบกมือให้หลี่เยว่หานที่ยืนรออยู่ด้านนอกเข้ามาด้านใน
จนกระทั่งหลี่เยว่หานเข้ามาใกล้ ฮองเฮาพินิจมองใบหน้าของนางสักครู่ก่อนจะเอ่ยปากจิ๊จ๊ะ “หากปล่อยให้ชายชราจากตำหนักซิงกั๋วพบกับเจ้า จะต้องเกิดเรื่องใหญ่แน่แล้ว”
“เหนียงเหนียงหมายถึงเรื่องมารดาของหม่อมฉันใช่หรือไม่เพคะ?” หลี่เยว่หานเอ่ยปาก และฮองเฮาบอกกล่าวให้นางนั่งลงได้
“ดูเหมือนว่าฮ่องเต้จะพูดเรื่องนี้กับเจ้าแล้ว” ฮองเฮาพยักหน้ารับ “ข้าคิดว่าหากฮ่องเต้ไม่ฟังคำใส่ร้ายผู้อื่นที่คิดว่าตำหนักซิงกั๋วจะก่อกบฏ เขาคงจะไม่เรียกตำหนักซิงกั๋วและครอบครัวทั้วหมดให้ไปตั้งรกรากในเมืองเหอเป่ยแน่แล้ว และหากเป็นเช่นนั้นมารดาของเจ้าก็จะไม่ถูกแยกออกจากครอบครัว”
ขณะพูดออกมาอย่างนั้น ฮองเฮาเผยสีหน้าโศกเศร้า “ข้ากับมารดาของเจ้ารู้จักกันตั้งแต่ยังเยาว์ หากว่านางไม่ได้ถูกแยกออกจากครอบครัวตั้งแต่ตอนนั้น บางทีนางอาจจะนั่งอยู่ในวังพร้อมกับข้าแล้ว”
ได้ยินแล้วหลี่เยว่หานรีบเอ่ยปากพูด “ฮองเฮาอย่าพูดเช่นนั้นเลยเพคะ”
“เจ้าอย่าได้กังวล” ฮองเฮาโบกมือ “ปกติแล้วข้าไม่คิดถือโทษคนรุ่นหลัง ทั้งหมดเป็นความคับข้องใจระหว่างคนรุ่นก่อน นอกจากนี้แล้วเจ้าก็ยังมีบุตรกับเหวินจั๋วแล้ว กล่าวตามตรงเจ้าก็คือสมาชิกของราชวงศ์คนหนึ่ง แต่เจ้าไม่รู้ใช่หรือไม่ว่าถึงเหวินจั๋วจะไม่ใช่สายเลือดของตระกูลจงเจิ้ง แต่เขาและอดีตรัชทายาทจงเจิ้งเสียนถึงกับเป็นพี่น้องร่วมสาบาน เช่นนั้นจึงควรถือว่าเจ้าเป็นสะใภ้ของตระกูลจงเจิ้งอย่างแท้จริง”
แม้ฮองเฮาจะกล่าวออกมาอย่างนั้น แต่หลี่เยว่หานก็ยังไม่กล้าจะพูดตอบกลับ
โชคดีที่นางกับเมิ่งฉีฮ่วนได้พบกับฮ่องเต้ก่อน และนางเข้าใจถึงความเหมาะสมต่าง ๆ ที่ควรแก่การปฏิบัติเมื่ออยู่ต่อหน้าฮองเฮา
นางได้อยู่พูดคุยกับฮองเฮาสักพักหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่แล้วเป็นฮองเฮาที่พูดกับ หลี่เยว่หานเพียงรับฟังเท่านั้น ส่วนฮองเฮาก็เพียงกล่าวต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่คิดจะฟังความเห็นของนางด้วยเช่นกัน ราวกับว่านางแค่ต้องการจะบอกกล่าวกับหลี่เยว่หาน และเล่าสิ่งที่หลี่เยว่หานไม่ทราบในเรื่องของมารดาผู้ให้กำเนิดกับฮองเฮาซะมากกว่า
เวลาล่วงเลยมาถึงตอนกลางวัน หลี่เยว่หานจึงต้องรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับฮองเฮา และได้รับอนุญาตให้พักผ่อนในพระราชวังเฟิงฉี
นางหลับใหลไปโดยไม่รู้เรื่องราว แต่หลังจากนั้นคังโหรวตื่นขึ้นก่อนบอกว่านางจะต้องไปที่วิหารจิ่งอู่
“กี่โมงยามแล้วหรือ?” หลี่เยว่หานเอ่ยปากพร้อมหาวฟอดใหญ่
“ยามเซินเจ้าค่ะ ฟูเหรินหลับลึกมาก ฮองเฮาถึงกับเดินมาหาถึงสองครั้ง แต่สั่งไม่ให้ข้าปลุกท่าน โดยบอกว่าเวลานี้ฟูเหรินกำลังดูแลเด็กทั้งสองคน ควรจะได้พักผ่อนให้มากเจ้าค่ะ” คังโหรวกล่าวออกมาสบาย ๆ ขณะหวีผมให้หลี่เยว่หาน
ยามเซินงั้นเหรอ? ก็หมายความว่าคงจะอยู่ในช่วงบ่ายสามถึงสี่โมงเย็นใช่ไหม แล้วไปงานเลี้ยงตอนนี้ไม่เร็วไปหน่อยหรือ?