ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 287 อายุน้อยที่สุด
บทที่ 287 อายุน้อยที่สุด
เห็นสีหน้าเคร่งขรึมของฮองเฮาอย่างนั้นแล้ว ทุกคนที่โต๊ะถึงกับเงียบไปครู่หนึ่ง ไม่มีใครกล้าออกหน้าแทนจี้ซินเยว่ และไม่มีใครกล้าที่จะเอ่ยปากในเวลานี้ด้วยซ้ำ
หลี่เยว่หานเป็นคนแรกที่ทำลายความเงียบ “ด้วยถ้อยคำของฮองเฮาที่กล่าวออกทำให้หม่อมฉันรู้สึกดีขึ้น ก่อนหน้านี้หม่อมฉันคิดว่าสามีหลอกลวงหม่อมฉันเสมอมา และตอนนี้หม่อมฉันได้รับคำยืนยันจากฮองเฮาว่าตำแหน่งของหม่อมฉันก็สำคัญไม่แพ้ผู้ใด จึงผ่อนคลายใจได้บ้างแล้ว”
“โอ้ แล้วเมื่อครู่เจ้ากังวลเรื่องใด?” ฮองเฮาอดไม่ได้ที่จะสงสัยเมื่อเห็นท่าทางของหลี่เยว่หาน ในที่สุดนางก็เผยหางจิ้งจอกออกมาเสียแล้ว
“หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีชนบท หยาบคายไร้มารยาท และแน่นอนว่าหม่อมฉันไม่เข้าใจถึงมารยาทในเมืองหลวง หม่อมฉันทราบเพียงว่าเมื่อได้พบผู้สูงศักดิ์ ต้องโค้งคำนับต่อคนผู้นั้น อย่ากล่าวสิ่งที่ไม่ควรกล่าว อย่าถามในสิ่งที่ไม่ควรถาม ดีที่สุดหากไม่ทำผิดพลาด ในคราวที่หม่อมฉันได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ หม่อมฉันก็ยังไม่ทราบว่าบรรดาศักดิ์ฮูหยินหลวงขั้น 1 หมายถึงสิ่งใด เมื่อวานนี้เฉินฟูเหรินมาที่ประตูบ้านหม่อมฉันและถูกสหายของสามีตำหนิเอา หม่อมฉันยังหวาดกลัวว่าจะเป็นการสร้างความขุ่นเคืองต่ออาวุโสโดยไม่ตั้งใจ”
ฮองเฮาจับจ้องใบหน้าของหลี่เยว่หานทุกอิริยาบถ และทราบว่าอีกฝ่ายกำลังโกหกหน้าตาย แต่คำโกหกนั้นแนบเนียนเสียจนฮองเฮานึกสงสัยว่าสรุปแล้วหลี่เยว่หานทราบถึงมารยาท หรือแสร้งทำเป็นไม่ทราบกันแน่
โดยปกติแล้วด้วยสถานะเด็กสาวในชนบท บุคคลเหล่านั้นส่วนใหญ่ล้วนมีมารยาทต่ำทราม
แต่เมื่อมองในปัจจุบันนี้ มารยาทของหลี่เยว่หานดีกว่านางสนมคนอื่นด้วยซ้ำ แม้แต่จี้ซินเยว่ก็ไม่อาจเทียบ
เพราะต้องใช้ชีวิตเป็นม่ายมานานหลายปีทำให้จิตใจของนางค่อยข้างประหลาด บางครั้งฮองเฮายังได้ยินว่านางทุบตีและดุด่าคนรับใช้บ่อยครั้ง แม้แต่มารดาก็ยังได้รับผลกระทบไปด้วย
เดิมทีฮองเฮายังคงคิดถึงใบหน้าของตระกูลเฉินที่แต่งงานกับตระกูลจี้ เพราะเหตุผลนี้นางจึงรู้สึกเห็นอกเห็นใจจี้ซินเยว่อยู่บ้าง
แต่เมื่อได้ยินว่าจี้ซินเยว่ใช้บรรดาศักดิ์ฮูหยินหลวงขั้น 1 เพื่อสร้างปัญหาให้กับหลี่เยว่หาน นี่จึงทำให้ความเกลียดชังในใจของนางผุดขึ้นมาทันที
แม้ว่าวังหลังจะไม่วุ่นวายเกี่ยวกับการเมือง และเรื่องราวในอดีตของราชวงศ์ก่อนนั้น ฮองเฮาเองก็ไม่เข้าใจเช่นกัน
ทว่าสุดท้ายนางก็สามารถยืนหยัดและต่อสู้ในพระราชวังมานานหลายปี และยังเป็นผู้ที่ได้รับชัยชนะเสมอ!
ฮองเฮามองเห็นความคิดของเหล่าสตรีได้อย่างรวดเร็ว แม้หลี่เยว่หานจะไม่พูดออกมา แต่ฮองเฮาก็ยังนึกคิดว่าจะจัดการกับจี้ซินเยว่ผู้นี้ในงานเลี้ยงอย่างไรดี
“เฉินฟูเหริน” ฮองเฮาจ้องมองจี้ซินเยว่พร้อมยกยิ้ม “ช่างเย่อหยิ่งนักแล้ว เป็นเรื่องปกติที่เยว่หานจะไม่ทราบเรื่องเหล่านี้เมื่อเข้าสู่เมืองหลวงคราวแรก ในฐานะสตรีที่ได้รับตำแหน่งมานานหลายปี เหตุใดเจ้าจึงไม่ทราบถึงตำแหน่งหรือชุดที่สวมใส่?”
จี้ซินเยว่อยากจะทุบตีตนเองให้ตาย นางไม่คิดมาก่อนว่าจะถูกฮองเฮาต่อว่าเพียงเพราะหลี่เยว่หานกล่าวออกไม่กี่คำ เวลานี้นางรีบคุกเข่าลงบนพื้นเพื่อยอมรับความผิดพลาด “หม่อมฉันทราบความผิดของตนแล้ว และก่อนหน้านี้หม่อมฉันกระทำการหุนหันพันแล่นเกินไป โปรดอย่าได้ขุ่นข้องหม่อมฉันเลยนะเพคะ ร่างกายของพระองค์นับว่าสำคัญยิ่งกว่า!”
“อา?” ฮองเฮาขมวดคิ้ว “ข้าโกรธเมื่อใดกัน?”
หลังจากจี้ซินเยว่ได้ยิน นางก็ทราบว่าฮองเฮาเพียงต้องการช่วยเหลือหลี่เยว่หาน แม้นางจะเต็มไปด้วยความเกลียดชังสุมเต็มอก แต่ก็ไม่กล้าพูดออกไปเพียงแค่คุกเข่าลงบนพื้นโดยไม่เงยหน้าขึ้น โดยหวังว่าจะถูกปล่อยตัวไปโดยเร็ว
“ลุกขึ้น” ฮองเฮาเห็นว่าจี้ซินเยว่คุกเข่าไม่ยอมลุก นางจึงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ข้ามิใช่คนใจร้ายใจดำอะไร หากเป็นวันปกติและพวกเจ้าจะทะเลาะกันสักหน่อยนอกวังมันก็ไม่ผิด แต่เยว่หานเพิ่งจะเข้าสู่เมืองหลวง และนางไม่เข้าใจกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เจ้าเป็นรุ่นพี่จึงต้องอดทนและพูดคุยกับนางให้ดี มิใช่แสดงตัวโอ้อวดเย่อหยิ่ง เพราะอะไรหรือ? กลัวผู้อื่นจะไม่ทราบหรือไรว่าเยว่หานเป็นน้องเล็กสุดในเหล่าผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นราชวงศ์?”
ได้ยินอย่างนั้น หลี่เยว่หานอยากจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดัง ๆ
เมิ่งฉีฮ่วนและจี้ซินเยว่อายุไม่ห่างกันมาก เมิ่งฉีฮ่วนอายุ 23 ปี และจี้ซินเยว่อายุ 20 ปี แต่ในปีนี้หลี่เยว่หานอายุเพียง 17 ปีเท่านั้น! นางสนมทั้งหมดล้วนแต่เป็นผู้สูงอายุแล้ว จึงเป็นหลี่เยว่หานที่อายุน้อยที่สุด!
ทุกคนไม่ทราบเรื่องราวว่าทำไมจี้ซินเยว่จึงต้องไปก่อกวนหลี่เยว่หานทันทีตั้งแต่เมื่อวาน
หลี่เยว่หานทราบว่าฮองเฮากล่าวอย่างนั้นเพื่อปกป้องตน นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอบอุ่นใจ
ด้วยคำพูดของฮองเฮาที่ชัดเจน ทุกคนจึงเข้าใจความคิดของฮองเฮาแล้ว พวกนางทั้งหมดเริ่มหันมาพูดคุยกับหลี่เยว่หานมากขึ้น
แม้ว่าหลี่เยว่หานจะไม่สามารถอ่านใจใครได้ แต่บางคนที่เข้ามาล้วนมีรอยยิ้มเสแสร้งบนใบหน้า แน่นอนว่านางสามารถรับรู้สิ่งเหล่านั้นได้ชัดเจน
ไม่นานนัก เหล่าขุนนางของราชวงศ์ก่อนหน้าก็มาถึงวิหารจิ่งอู่ภายใต้การนำของฮ่องเต้ หลังจากทุกคนนั่งลง ฮ่องเต้จึงประกาศเริ่มงานเลี้ยง
หลี่เยว่หานเห็นเมิ่งฉีฮ่วนดื่มสุราหมดแก้วในรวดเดียวทันทีที่นั่งลง นางลดเสียงลงขณะกล่าวถาม “ถูกตำหนิหรือ?”
“เปล่า ข้าแค่คอแห้งเท่านั้น” เมิ่งฉีฮ่วนตอบกลับเสียงแผ่วด้วยเช่นกัน
หลังได้ยินแล้ว หลี่เยว่หานเม้มปากแน่นเพราะเกรงว่าจะหลุดหัวเราะออกมา
ขณะนั้น การร้องเพลงและการแสดงเต้นรำก็เริ่มต้นขึ้น และแววตาของนางถึงกับเบิกกว้าง
นั่น… จี้ซินเยว่ขึ้นเต้นรำบนเวทีจริง ๆ นางต้องการที่จะยั่วยวนฮ่องเต้จริงหรือ?
เห็นใบหน้าของทุกคนรอบข้างแล้ว หลี่เยว่หานจึงทราบสถานการณ์ มีคนไม่มากที่รู้ถึงทักษะของจี้ซินเยว่ ทุกคนมองจี้ซินเยว่ที่เต้นรำงดงามบนเวที และสีหน้าของทุกคนเผยความสับสนอย่างบอกไม่ถูก
สตรีทุกคนต่างระมัดระวังหญิงม่ายเช่นจี้ซินเยว่อยู่แล้ว แต่ใครจะทราบว่าจู่ ๆ หญิงม่ายสาวสวยผู้นี้จะคิดแสดงตัวจริง ๆ และเวลานี้ทุกคนมองเห็นนางชัดเจน
หลี่เยว่หานอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองเมิ่งฉีฮ่วน และเห็นว่าผู้ชายผู้นี้กำลังให้ความสนใจกับเมล็ดแตงโม ไม่มีสายตามุ่งไปที่เวทีแม้แต่น้อย นางถึงกับลอบยินดีอยู่ในใจอย่างช่วยไม่ได้
หลังจากการแสดงเต้นรำจบลงแล้ว นักเต้นทั้งหมดถอยกลับออกไปยกเว้นจี้ซินเยว่ที่ยังยืนอยู่ นางกล่าวขึ้นว่า “ข้าทราบดีว่าชีวิตในราชวงศ์ของข้านี้มีเพียงครั้งเดียว แต่ก็ไม่มีทางที่ข้าจะบรรเทาเรื่องหนักหนาสาหัสของบ้านเมืองได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมข้าจึงอยากจะมอบความบันเทิงให้กับเหล่าขุนนางและฝ่าบาทด้วยการแสดงระบำจิงหงส์ เช่นนั้นโปรดอย่ารังเกียจว่าการเต้นระบำของหม่อมฉันหยาบคายเลยนะเพคะ”
“เฉินฟูเหรินมีความตั้งใจดีเช่นนี้ แต่ใครเล่ากลับพูดจาถึงเจ้าไม่ดี? เอาล่ะ กลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วมานั่งลงให้ดีเถิด” ฮ่องเต้เฒ่ายังรู้สึกสับสนกับพฤติกรรมของจี้ซินเยว่ พร้อมรีบโบกมือให้จี้ซินเยว่ลงจากเวทีเลิกสร้างความอับอายได้แล้ว
แต่ใครจะทราบว่าจี้ซินเยว่ไม่คิดยอมแพ้ นางเหลือบมองหลี่เยว่หานแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “ฮั่นหรงฟูเหรินเพิ่งเข้าเมืองหลวงไม่นานนี้ และเรายังไม่คุ้นเคยกันเลย ข้าไม่ทราบว่าฮั่นหรงฟูเหรินมีความสามารถใดหรือไม่? เหตุใดจึงไม่ใช้โอกาสนี้เพื่อแสดงมันออกมา? ใช้งานเลี้ยงคืนนี้เพื่อแสดงให้พวกเราทุกคนได้ทราบดีหรือไม่?”
ใช่แล้ว สิ่งที่หลี่เยว่หานทราบดีว่าสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยของละครที่เกี่ยวกับราชวงศ์คือการแข่งขันความสามารถในวัง
คงจะดีหากหลี่เยว่หานมีทักษะบางอย่าง แต่สิ่งสำคัญในเวลานี้คือหลี่เยว่หานไร้ซึ่งพรสวรรค์ใด ดังนั้นนางจึงไม่สามารถแข่งขันกับใครอื่นได้นอกจากเรื่องการปลูกผัก
“เหตุใดฮั่นหรงฟูเหรินจึงไม่กล่าวสิ่งใดเลย?” จี้ซินเยว่เห็นหลี่เยว่หานนั่งตัวตรงโดยไม่เคลื่อนไหว นางอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มอย่างยินดี “เป็นจริงตามที่เขาเล่าลือกันในตลาดว่าฮั่นหรงฟูเหรินไม่สามารถอ่านหรือเขียนอักษรจีนได้แม้แต่ตัวเดียว?”
ก่อนหลี่เยว่หานจะทันได้ตอบกลับ เมิ่งฉีฮ่วนเงยหน้าขึ้นพร้อมขมวดคิ้วแน่น “ภรรยาของข้าเข้าใจมารยาทต่างหาก เพราะนางแต่งงานแล้ว นางจะปฏิบัติในหน้าที่ของตนเองเท่านั้น และจะไม่ทำท่าทางประหลาดใด ๆ ในโอกาสที่ไม่เหมาะไม่ควรเด็ดขาด วันนี้เฉินฟูเหรินดูผิดแปลกไปเล็กน้อย เห็นชัดว่านี่คืองานเลี้ยง และฮองเฮาเองก็จัดเตรียมการแสดงให้นักเต้นรำมาเพื่อสร้างความบันเทิงอยู่ก่อนแล้ว ส่วนเฉินฟูเหรินเป็นฮูหยินหลวงขั้นที่ 1 แต่กลับออกไปเต้นรำให้ความบันเทิงแก่ผู้คนด้วยตนเองเชียวหรือ?”