ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 288 น่าอับอาย
บทที่ 288 น่าอับอาย
จี้ซินเยว่ไม่คิดมาก่อนว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะกล้าขัดแย้งกับตน
ในใจของนาง เมิ่งฉีฮ่วนยังคงเป็นเมิ่งฉีฮ่วนคนเดิมเสมอมา เป็นชายหนุ่มที่อยู่ในใจของนางไม่แปรเปลี่ยน และไม่มีทางที่เขาจะหักหาญน้ำใจของนางต่อธารกำนัลได้
ทว่าเวลานี้เขาไม่เพียงแต่หักหน้านาง แต่ยังกล่าวว่านางกำลังสร้างความบันเทิงให้ผู้คนมากมาย!
จี้ซินเยว่ไม่ต้องจินตนาการก็ทราบว่าหลังจากนี้ชื่อของเฉินฟูเหรินจะเป็นอย่างไร!
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้แล้ว ดวงตาของจี้ซินเยว่แดงก่ำขึ้นมา นางกล่าวคำด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด “คำพูดของท่านแม่ทัพช่างน่าเจ็บใจนักแล้ว สุดท้ายข้าเป็นเพียงหญิงคนหนึ่งที่ได้รับความกรุณาจากฝ่าบาทในการแต่งตั้งบรรดาศักดิ์ และข้าไม่มีสิ่งใดจะตอบแทนฝ่าบาท จึงเพียงแสดงระบำจิงหงส์มอบความบันเทิงแก่ฝ่าบาทและเหล่าขุนนางทั้งหมด ไม่คิดเลยว่าในสายตาของท่านแม่ทัพจะมองว่าข้าเพียงแค่สร้างความบันเทิงให้กับผู้คนเท่านั้น!”
ขณะพูดอย่างนั้น น้ำตาของจี้ซินเยว่หลั่งริน
เดิมทีเหล่าบุรุษทั้งหมดรู้สึกอับอายเล็กน้อย ตอนเห็นการเต้นรำของจี้ซินเยว่ แต่เมื่อเห็นว่านางถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความคับข้องใจ หลายคนอดไม่ได้ที่จะเผยสีหน้าทุกข์ใจ
ฮองเฮาเองสังเกตเห็นปฏิกิริยาของบุรุษเหล่านั้น ก่อนจะเหลือบมองฮ่องเต้อย่างลับ ๆ และเมื่อเห็นว่าฮ่องเต้เฒ่าผู้นี้กำลังจ้องมองจี้ซินเยว่ด้วย นางรู้สึกไม่พอใจทันที
“เฉินฟูเหริน เหล่าหญิงงามของฝ่าบาทคับคั่งด้วยผู้คนแล้ว ฝ่าบาทพระราชทานบรรดาศักดิ์แก่เจ้าเพราะเจ้าต้องสูญเสียสามีตั้งแต่ยังเยาว์ ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องทรัพย์สินของตระกูลสามี แต่หากเจ้ารู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรม แล้วจะให้ข้าตัดสินอย่างไร? หรือเจ้าจะยอมถูกถอดตำแหน่งฮูหยินหลวงขั้นที่ 1 และเข้าร่วมกับเหล่าหญิงงามของฝ่าบาทหรือ?”
คำพูดของฮองเฮาตรงไปตรงมา และเด็ดขาดนัก ทุกคนถึงกับตกตะลึงหลังได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น แม้แต่ฮ่องเต้ก็อดไม่ได้ที่จะตื่นตระหนก “ข้าไม่เห็นด้วย!”
“ฝ่าบาทไม่เห็นด้วยที่จะเปลี่ยนสถานะของเฉินฟูเหรินออกจากฮูหยินหลวง หรือไม่เห็นด้วยที่จะพาเฉินฟูเหรินเข้าร่วมกับเหล่าหญิงงามเพคะคะ?” ฮองเฮาหันมองฮ่องเต้เฒ่าด้วยรอยยิ้ม “หากท่านไม่เห็นด้วยกับสถานะเฉินฟูเหรินในฐานะนางสนม ท่านก็สามารถประทานรางวัลแก่นางได้ แต่หากท่านไม่เห็นด้วยที่จะรับเฉินฟูเหรินเข้าร่วมกับเหล่าหญิงงามของพระองค์ ฝ่าบาทคงจะมีผู้ที่เหมาะสมกับเฉินฟูเหรินอยู่แล้วใช่หรือไม่?”
ได้ยินอย่างนั้น ฮ่องเต้ถึงกับตกตะลึงอีกคราว “ไร้สาระ! นางแต่งงานกับตระกูลเฉินแล้วและได้รับตำแหน่งฮูหยินหลวงขั้นที่ 1 เพราะตระกูลเฉิน นางจึงต้องปฏิบัติหน้าที่ตนเอง และคิดถึงคู่ครองของตน มิใช่ค้นหาสามีใหม่ ฮองเฮาเจ้าอย่าได้หลงเชื่อคำพูดผู้อื่น!”
“ผู้อื่น” ที่ฮ่องเต้กล่าวถึงย่อมหมายถึงจี้ซินเยว่
จี้ซินเยว่ไม่เคยคิดว่าเพียงแค่นางเต้นระบำจิงหงส์ จะเกิดเรื่องราวมากมายเช่นนี้ ไม่ใช่ว่านางไม่เคยทำเช่นนี้มาก่อน แต่วันนี้นางกลับต้องอับอายจากฮองเฮาครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วยังต้องถูกเมิ่งฉีฮ่วนต่อว่าในที่สาธารณะชนว่ามอบความบันเทิงแก่ผู้อื่นไปทั่ว แล้วฮ่องเต้ยังกล่าวอีกว่านางได้โน้มน้าวฮองเฮาเพียงคำพูดไม่กี่คำ
มันทำให้นางยิ่งอับอายมากขึ้น!
“เหตุใดท่านจึงไม่กล่าวกับคนรักเก่าของตนสักสองสามคำเล่า?” หลี่เยว่หานสะกิดเมิ่งฉีฮ่วนใต้โต๊ะ “ข้าคิดว่านางกำลังอับอายอย่างถึงที่สุด ไม่คิดช่วยเหลือนางบ้างหรือ?”
ได้ยินอย่างนั้นแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนเหลือบมองหลี่เยว่หานก่อนจะบ่น “ดูเหมือนเจ้าอยากให้ข้าเกี้ยวสตรีจริง ๆ”
หลี่เยว่หานอดไม่ได้ที่จะขบขัน แต่หลังจากนั้นนางก็ไม่ได้กล่าวอะไรต่อไป
“เฉินฟูเหริน เจ้าก็เห็นแล้วหรือไม่ว่ามิใช่ข้าไม่อยากช่วยให้เจ้าได้พบเจอคู่ครองที่ดี แต่เพราะเจ้าคือสะใภ้ตระกูลเฉินแล้ว และยังได้รับตำแหน่งฮูหยินหลวงขั้นที่ 1 ด้วย ข้าจึงไม่สามารถแต่งงานให้กับเจ้าอีกครั้งได้ คราวที่เจ้าได้แต่งงานเข้าสู่ตระกูลเฉิน และสามีเจ้าต้องตายตก พวกเราทุกคนล้วนเสียใจสุดซึ้ง แต่สุดท้ายแล้วเจ้ายังเป็นภรรยาของเขา และไม่สามารถมอบความบันเทิงแก่ผู้คนโดยทั่วได้ ในฐานะฮูหยินหลวงขั้นที่ 1 วันนี้ถือว่าเจ้าทำเรื่องน่าอับอายลงไปแล้ว”
ฮองเฮากล่าวออกมาด้วยสีหน้าจริงจังพร้อมถอนหายใจ “ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถิด เจ้าสวมใส่ชุดนักเต้นเพื่อสิ่งใด เวลานี้เจ้าเป็นฮูหยินหลวงขั้นที่ 1 แล้วควรจะสำรวมกริยาให้มาก ดูฮั่นหรงที่ได้รับตำแหน่งฮูหยินหลวงขั้นที่ 1 เช่นเดียวกับเจ้าสิ นางเพียงอายุน้อยกว่า แต่กลับมีความคิดว่าจะไม่โอ้อวดตนเองในที่สาธารณะ แล้วเจ้าไม่เพียงแต่จะไม่ทราบว่าสิ่งที่ตนเองทำไม่เหมาะสม ยังเชื้อเชิญให้ฮั่นหรงขึ้นมาแสดงบนเวทีเดียวกันกับตนด้วย ข้าอดคิดไม่ได้ว่าเจ้าเสียสติไปแล้วหรือไร”
หลี่เยว่หานไม่เคยคิดมาก่อนว่าฮองเฮาจะกล่าวถ้อยคำได้ยอดเยี่ยมเช่นนี้ น้ำเสียงสุภาพโอนอ่อนขณะพูดถ้อยคำที่รุนแรง เกรงว่าจะมีเพียงฮองเฮาท่านั้นที่จะเผยกริยาเช่นนี้ออกมาได้
เห็นจี้ซินเยว่พยายามกลั้นน้ำตาอย่างถึงที่สุด หลี่เยว่หานอดไม่ได้ที่จะลอบถอนหายใจ หากให้กล่าวว่านางน่าสงสารก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นความจริง อีกฝ่ายต้องกลายเป็นม่ายตั้งแต่อายุยังน้อย แต่หากให้กล่าวก็คงต้องบอกว่านางไม่ได้น่าสงสารขนาดนั้น เพราะท้ายที่สุดแล้วนางยังมีความทะเยอทะยานที่จะกระทำสิ่งต่าง ๆ
“เฉินฟูเหริน เจ้าไม่พอใจที่ข้าบอกกล่าวให้เจ้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือไม่?” น้ำเสียงของฮองเฮากลายเป็นเข้มงวดขึ้นมา “หรือเจ้ามิให้ความสำคัญกับยศพระราชทานและต้องการจะเริ่มชีวิตใหม่?”
ทันทีที่ฮองเฮากล่าวออกเช่นนั้น จี้ซินเยว่ฟื้นคืนสติกลับมา นางรีบก้มศีรษะลงและกล่าวยอมรับความผิดของตัวเองอย่างเร่งรีบ “เป็นตัวหม่อมฉันที่โง่เขลาและกระทำสิ่งไม่เหมาะสม ขอฮองเฮาอย่าได้ขุ่นเคืองหรือตำหนิหม่อมฉันเลยนะเพคะ หม่อมฉันซาบซึ้งในความเมตตาของฝ่าบาทและไม่กล้าคิดฝันถึงเรื่องการแต่งงานใหม่อย่างแน่นอนเพคะ!”
“แล้วเช่นนั้นเหตุใดเจ้าจึงยังไม่ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าอีกเล่า?” ฮองเฮาเน้นหนักในน้ำเสียงจนจี้ซินเยว่ไม่กล้าพูดพล่ามไร้สาระ นางรีบก้าวออกไปเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที
ทันทีที่จี้ซินเยว่จากไปแล้ว เสียงดนตรีดังขึ้นอีกครั้ง สาวนักเต้นปรากฏตัวบนเวที รูปร่างงดงาม การเคลื่อนไหวอ่อนช้อยน่ารับชม ปลอกแขนสะบัดไปมาราวกับสายน้ำในอากาศทำให้ดูสง่างามยิ่ง
หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้ว จี้ซินเยว่หยุดทำตนแปลกแยก นางนั่งในงานเลี้ยงข้างมารดาอย่างมั่นคง และรับประทานอาหารอย่างซื่อสัตย์ หากมีผู้ใดเข้ามาพูดคุยด้วย นางก็จะยกแก้วสุราขึ้นดื่ม และเมื่อไม่มีใครมาใกล้ นางก็เพียงดื่มและเฝ้ามองการแสดงอย่างเงียบ ๆ โดยไม่กระทำเรื่องอื้อฉาวใดอีก
ทางหลี่เยว่หาน เป็นเพราะเมิ่งฉีฮ่วนอยู่สังกัดเดียวกับองค์ชาย ฮั่นหรงฟูเหรินจึงกลายเป็นเป้าหมายที่ทุกคนอยากจะประจบสอพลอ ในสายตาของคนนอกแล้วพวกเขามองว่าฮ่องเต้นั้นประทานบรรดาศักดิ์แก่เหล่าภรรยาของข้าราชบริพารไปอย่างฟุ่มเฟือย แต่นี่คือการสนับสนุนข้าราชบริพารอย่างจริงใจที่สุด
ขุนนางใกล้เคียงที่ชื่นชอบการประจบต่างเข้าหาเพื่อดื่มอวยพรแก่หลี่เยว่หานที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ แต่หลังจากนั้นไม่นาน หลี่เยว่หานก็เริ่มมึนเมาจนใบหน้าเริ่มไม่สู้ดีนัก
“ข้าอยากจะออกไปสูดอากาศสักหน่อย ช่วยกันคนเหล่านี้และรับหน้าพวกเขาแทนข้าเถิด” หลี่เยว่หานไม่ต้องการดื่มอีกแล้ว นางจึงเอ่ยปากขอตัวและพาคังโหรวออกจากงานเลี้ยงโดยตรง
หลังจากพบเจอสถานที่เหมาะสมเพื่อบรรเทาความตึงเครียดก่อนหน้า หลี่เยว่หานเอนกายลงใกล้กับราวบันไดพร้อมปล่อยกายปะทะกับสายลมเย็น
เมื่อวานนี้เมิ่งฉีฮ่วนบอกว่าเขาจะพานางไปรับชมเทศกาลโคมไฟ แต่ใครจะทราบว่าหลังจากเข้าสู่พระราชวังในวันนี้จะกินเวลาไปหนึ่งวันเต็ม และนางก็ไม่รู้ว่าเลยว่าได้ไปเดินรับชมเทศกาลโคมไฟหรือไม่ สุดท้ายแล้วนางก็ยังต้องการที่จะเดินบนถนนที่มีโคมไฟประดับประดา
“ฟูเหริน พวกเราออกมานานเกินไปแล้ว ควรกลับเข้าไปได้แล้วนะเจ้าคะ” คังโหรวเอ่ยปากเตือนเมื่อเห็นหลี่เยว่หานเอนกายรับลมอย่างเหม่อลอย
หลังจากหลี่เยว่หานได้ยินคำเตือนของคังโหรว นางฟื้นคืนสติกลับมาก่อนจะเอ่ยปากตอบกลับ “อื้ม ได้เวลากลับเข้าไปแล้ว” หลังจากพูดจบ นางก็เดินกลับไปในงานเลี้ยง แต่ไม่คาดคิดว่าขณะที่นางกำลังเลี้ยวตรงมุมทางเดินจะได้พบกับเมิ่งฉีฮ่วนและจี้ซินเยว่
เพราะไม่คิดว่าจะได้เห็นฉากบางอย่าง นางรีบซ่อนตัวหลังเสาและหายมึนเมาเป็นปลิดทิ้ง เวลานี้นางกลั้นหายใจอยู่ในความเงียบและเฝ้ามองอย่างใกล้ชิด