ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 289 คนทรยศกลับมา
บทที่ 289 คนทรยศกลับมา
คังโหรวไม่รู้ว่าหลี่เยว่หานเห็นสิ่งใดแต่นางก็ไม่ได้เอ่ยถาม เพียงแค่เดินตาหลี่เยว่หานไปหลบอยู่หลังเสา เลียนแบบท่าทางของผู้เป็นนายแล้วกลั้นลมหายใจ
“เราแยกจากกันมานานหลายปี ไม่คิดว่าจะได้พบกันอีก เหวินจั๋ว ข้าแค่อยากถามความจริง เจ้าไม่มีข้าอยู่ในใจเลยอย่างนั้นหรือ” เสียงของจี้ซินเยว่ดังขึ้น คังโหรวตกใจมาก ผู้หญิงคนนั้นเรียกท่านแม่ทัพด้วยชื่ออย่างสนิทสนม ช่างไร้ยางอายเสียจริง
เมื่อคังโหรวเห็นสีหน้าของหลี่เยว่หานนิ่งสนิท หัวใจของนางก็พลันจมลึกลงก้นเหว เนื่องจากฮูหยินไม่ได้พูดอะไรออกมา นางจึงควรนิ่งเงียบไว้ก่อน แต่หากฮูหยินต้องการให้นางทำสิ่งใดให้หลังจากนี้รับรองว่าจะต้องจัดการสตรีที่ชื่อจี้ซินเยว่ผู้นั่นด้วยตนเองก่อนใคร
แม้ว่าคังโหรวจะไม่ได้อยู่กับหลี่เยว่หานมานานมากนัก แต่ก็เคยได้ยินมาว่าฮูหยินเป็นคนแข็งแกร่งเพียงใด เมื่ออยู่ในชนบทนางก็เป็นถึงคนสำคัญที่ชาวบ้านต่างยอมรับนับถือ
“สิ่งที่ฮูหยินเฉินพูดทำให้ข้าสับสน” ก่อนที่ความสนใจของคังโหรวจะกลับมา เสียงของเมิ่งฉีฮ่วนก็ดังขึ้นเสียก่อน “อีกอย่าง เมื่อใต้เท้าเฉินยังมีชีวิตอยู่ ข้าก็ไม่ได้ติดต่อกับเขาเลย เวลานี้ใต้เท้าเฉินก็ไม่อยู่แล้ว การที่ฮูหยินเฉินมาเรียกข้าอย่าสนิทสนมด้วยชื่อเช่นนี้จะไม่เหมาะสม เป็นการผิดมารยาทอย่างยิ่ง”
หลังจากฟังคำพูดของเมิ่งฉีฮ่วนแล้ว จี้ซินเยว่ก็รู้สึกเสียใจอย่างมาก “ข้ารู้ว่าเจ้าต้องการตำหนิข้า แต่ในฐานะที่เป็นลูกสาวคนโตของตระกูลจี้ จะให้ข้าทำสิ่งใดได้อีกเล่า ใช่ว่าข้าจะต้องการลากเจ้าไปเกี่ยวข้องกับท่านพ่อ เพื่อช่วยเหลือตระกูลจี้ ต้องแก้ปัญหาเกี่ยวกับอดีตรัชทายาทให้ได้ ท่านพ่อข้ารอไม่ไหวอีกแล้ว เรื่องนี้เป็นโทษอาญาร้ายแรง อาจถึงขั้นประหารได้ หากไม่ได้แต่งงานเข้าตระกูลเฉินให้ทันเวลา เกรงว่าเจ้าคงจะไม่ได้เห็นข้ายืนอยู่ที่นี่แล้ว”
แม้ว่าคำพูดเหล่านั้นของจี้ซินเยว่จะฟังดูขัดหูหลี่เยว่หานมาก แต่ก็สามารถกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของนางได้ด้วยเช่นกัน
ตระกูลจี้ไปทำสิ่งใดเอาไว้ จึงถูกกล่าวได้ว่าเป็นโทษอาญาร้ายแรงถึงขั้นประหารเชียวหรือ
“ฮูหยินเฉิน เพียงแค่จดจำให้ได้ ว่าสิ่งที่ตระกูลจี้ทำในเวลานั้นคืออะไร” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยอย่างเย็นชา “หากนายน้อยคนโตของตระกูลจี้ไม่หลบหนีทัพ ตงฮั่นของข้าคงไม่สูญเสียดินแดนไปอย่างเปล่าประโยชน์เช่นนี้ แม้ว่าฝ่าบาทจะทรงเห็นแก่ตระกูลจี้ต่อมาฮูหยินจึงได้แต่งงานเข้าตระกูลเฉินไปในครั้งนั้นจึงทำให้โทษของการหนีทัพของนายน้อยคนโตตระกูลจี้รอดพ้นจากการถูกลงอาญาไปได้ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าความเกลียดชังที่คนอื่น ๆ มีต่อเขาจะถูกคลายลงไปด้วย อย่างไรสิ่งที่ตระกูลจี้ก่อขึ้นก็ยังเป็นอาชญากรรมร้ายแรงเกินจะให้อภัยได้เช่นเดิม ในฐานะผู้ที่สมคบกับศัตรู”
“ไหนจะเรื่องที่ฮูหยินผู้เฒ่าจี้ช่วยเหลือพระสนมคังผินในการวางยาพระสนมหรงเฟย ฮูหยินผู้เฒ่าจี้ใช้สถานะของนางในการช่วยให้พระสนมคังผินหลบหนีจากฝ่ายใน และหลังจากที่เจ้าแต่งงานกับตระกูลเฉิน เรื่องทั้งหมดก็ค่อย ๆ คลี่คลายลงได้”
“จี้ซินเยว่ ข้าเคยมีเจ้าอยู่ในใจ แต่เป็นเพราะเวลานั้นสำหรับข้าแล้วเจ้าเป็นสตรีที่แสนบริสุทธิ์ ไม่เคยคิดร้ายต่อผู้ใด แต่เวลานี้ เจ้าไม่ได้ต่างอะไรจากแมงป่องพิษจากตระกูลเฉิน ไม่ช้าก็เร็วจะต้องตายด้วยเงื้อมมือข้า”
คำพูดของเมิ่งฉีฮ่วนตรงไปมาตรงมาอย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใด จี้ซินเยว่ถูกกดดันให้ล่าถอยทีละก้าวด้วยคำพูดของเขา เมื่อนางได้ยินเขากล่าวว่าจะจัดการให้ตายด้วยมือตนเองในไม่ช้า ใบหน้าของจี้ซินเยว่ก็ถอดสีทันที
“เมิ่งเหวินจั๋ว!” ใบหน้าของจี้ซินเยว่อาบไปด้วยน้ำตา “ข้ารักเจ้า และไม่มีทางเชื่อว่าเจ้าจะไม่รู้ ว่าข้ามีเพียงเจ้าผู้เดียวในใจเสมอมา เจ้าเห็นว่าข้าแต่งงานเข้าตระกูลเฉินอย่างกะทันหัน แต่ไม่ได้เห็นว่าข้าเฝ้ารอเจ้าเสมอจนกระทั่งเวลานี้ ที่ผ่านมา หลังจากที่แต่งงานกับชายชราตระกูลเฉินผู้นั้น ข้าก็ไม่เคยให้เขาได้แตะต้องเลยแม้แต่น้อย”
“เช่นนั้นเจ้าก็ไม่ได้ทำหน้าที่ในฐานะสตรีที่เป็นภรรยาอย่างเหมาะสม และการที่เจ้ามาบอกข้าเช่นนี้ต้องการสิ่งใด อยากให้ข้าสร้างจารึกยกย่องพรหมจรรย์ให้แก่เจ้างั้นหรือ” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวเย้ยหยัน
“ทันทีที่ได้รู้จักเจ้า หัวใจข้าก็เป็นของเจ้า ไม่คิดจะมอบมันให้ชายอื่นอีก เจ้าเองก็รู้ถึงความตั้งใจนี้ของข้า แต่ไหนเลยกลับพูดจาเช่นนี้กับข้าได้” จี้ซินเยว่ร้องไห้คร่ำครวญอย่างเศร้าสร้อย นางไม่คิดว่าจะได้ยินอะไรเช่นนี้จากเขาเลย
“ข้ากับภรรยามีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ไม่จำเป็นต้องมารับความรู้สึกทางใจอะไรจากเจ้าอีก” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยเหน็บแนมต่อ “หากฮูหยินเฉินรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่เป็นธรรมก็สามารถร้องทุกข์ได้ ขอพระราชทานวินิจฉัยจากฮองเฮา ให้พระนางทรงช่วยตัดสินเรื่องนี้”
“เมิ่งเหวินจั๋ว!” จี้ซินเยว่ขบฟัน
“โปรดเรียกข้าว่าแม่ทัพเมิ่ง ไม่ก็ท่านเมิ่งเถอะ” เมิ่งฉีฮ่วนยังเอ่ยด้วยเสียงเย็นชา
ในเวลานั้นเอง ที่สุดแล้วหลี่เยว่หานก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป นางรีบเดินออกไปจากที่ซ่อน พร้อมกับคังโหรวที่เดินตามไปด้านหลัง
“เมิ่งเหวินจั๋ว ข้ารักเจ้า ข้าไม่ได้แต่งงานเข้าตระกูลเฉินโดยสมัครใจเลยสักนิด เวลานี้ข้ายังคงบริสุทธิ์ทุกประการ ขอเพียงเจ้าเอ่ยปากคำเดียว ข้าสามารถมอบทั้งกายใจให้เจ้าได้ทันที…” จี้ซินเยว่ร้องไห้อย่างน่าสงสาร…
แต่หลี่เยว่หานไม่ยักรู้สึกสงสารแม้แต่น้อย
ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเมิ่งฉีฮ่วน หลี่เยว่หานก็ยกมือขึ้นตบไหล่ของจี้ซินเยว่
จี้ซินเหยว่หันไปมองอย่างไม่ทันรู้ตัว และทันทีที่สบดวงตาเย็นชาของหลี่เยว่หานนางก็ถูกตบอย่างแรงจนล้มลงไปที่พื้น
“เจ้า กล้าดีอย่างไรมาตบข้า!” จี้ซินเยว่เอามือกุมหน้าแล้วชี้หลี่เยว่หานอย่างดุเดือด “รู้หรือไม่ว่าข้าคือใคร บังอาจมาตบข้า เป็นแค่หญิงชนบท เหิมเกริมนักนะ”
“เหตุใดจะตบไม่ได้เล่า” หลี่เยว่หานแสร้งทำเป็นประหลาดใจ แล้วเอื้อมมือไปคว้าปกเสื้อของจี้ซินเยว่ “เราไปเข้าเฝ้าฮองเฮาด้วยกันเถอะ หากคิดว่าข้าตบเจ้าไม่ได้ ก็ไปร้องทุกข์เสียด้วยกัน”
ระหว่างที่กล่าวเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็ลากตัวจี้ซินเยว่ไปยังพระตำหนักจิ่งอู่
แม้ว่าหลี่เยว่หานจะเพิ่งตั้งครรภ์และร่างกายผอมบาง แต่หลังจากที่นางได้รับการฟื้นฟูจากตราลัญจกรหยกในช่วงเวลาที่ผ่านมา ร่างกายของนางจึงถือว่าแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปมาก สตรีทั่วไปไม่สามารถต้านแรงของนางได้เลย
“เยว่หาน” เมิ่งฉีฮ่วนร้องเรียกหลี่เยว่หาน ระหว่างที่นางกำลังลากตัวจี้ซินเยว่ให้เข้าไปในพระตำหนัก
หลี่เยว่หานหยุดเดินแล้วมองไปทางเขา ใบหน้าของนางสงบนิ่ง ไม่ได้แสดงออก แต่จี้ซินเยว่เริ่มใจชื้นขึ้นมา เหวินจั๋วยังมีนางอยู่ในใจและพยายามจะช่วยเหลือ
“ข้าอยากจะเตือนว่าเจ้ากำลังตั้งครรภ์ ไม่จำเป็นต้องออกแรงมากถึงขนาดนี้เพื่อช่วยข้าเลย” เมิ่งฉีฮ่วนว่าพลางชี้ไปทางจี้ซินเยว่ที่ถูกลากตัวอยู่
“ไม่เป็นไร นางพูดเองว่ายังบริสุทธิ์อยู่ ถ้าต้องถึงมือเจ้า ไม่เท่ากับว่าเจ้าไปล่วงเกินความบริสุทธิ์ของนางงั้นหรือ เป็นเช่นนั้น จวนแม่ทัพต้องวุ่นวายแน่นอน”
กล่าวเช่นนั้นแล้วหลี่เยว่หานก็ลากตัวจี้ซินเยว่เข้าไปในพระตำหนัก นางได้ยินเสียงคนเรียกเมิ่งฉีฮ่วนอยู่ด้านหลัง แต่เพราะความโกรธนางจึงไม่ยอมหยุดหันไปมองด้วยซ้ำ
แน่นอนว่าจี้ซินเยว่ไม่สามารถก้าวขึ้นบันไดและข้ามธรณีได้ทัน แต่หลี่เยว่หานออกแรงลากนางไปตามทางราวกับเป็นกระสอบข้าวอย่างไม่ได้สนใจเรื่องนั้น
ผมเผ้าของจี้ซินเยว่ยุ่งเหยิงไม่เป็นทรงเพราะถูกตบ และแม้ว่าหลี่เยว่หานจะคว้านางที่คอเสื้อ ก็ยังคว้าถูกผมด้วยเช่นกัน เมื่อประกอบกับฝีเท้าที่ก้าวย่างอย่างเร็วรี่ จี้ซินเยว่ที่พยายามจะขืนตัวออกมาหลายครั้งก็ล้มเหลวท้ายที่สุดก็ต้องยอมถูกลากไปถึงพระตำหนักและเข้าไปในห้องโถง
พระตำหนักจิ่งอู่ที่แสนมีชีวิตชีวากลับเงียบลงทันที
เดิมทีฮ่องเต้ไม่ได้ชอบบรรยากาศเช่นนี้จึงเตรียมจะลุกออกไป แต่เมื่อเห็นว่าเป็นหลี่เยว่หานกำลังลากจี้ซินเยว่เข้ามาด้วยสีหน้าไม่พอใจ ท่าทางของจี้ซินเยว่ที่ดูไม่ได้ผมเผ้ายุ่งเหยิงในเงื้อมมือนางทำให้พระองค์ต้องหยุดมอง
ท่าทางราวกับถูกพาตัวกลับมาจากการถูกล่วงเกินเช่นนั้นทำให้ฮ่องเต้สนพระทัยขึ้นมาและนั่งลงอีกครั้ง