ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 290 ทดสอบความบริสุทธิ์
บทที่ 290 ทดสอบความบริสุทธิ์
ทุกสายตาจดจ้องอย่างเงียบเชียบระหว่างที่หลี่เยว่หานลากตัวจี้ซินเยว่เข้ามา ทุกคนต่างคาดเดาว่าฮั่นหรงฟูเหรินที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งนั้นคิดจะทำสิ่งใดกันแน่ บางคนเริ่มสังเกตได้กว่าเมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้อยู่บนที่นั่งประจำตำแหน่งของตนเองจึงอดไม่ได้ที่จะพากันเอ่ยปากซุบซิบกับคนข้าง ๆ
จนกระทั่งหลี่เยว่หานโยนจี้ซินเยว่ลงไปที่พื้นด้วยความแค้น นางระบำทั้งหมดออกไปจากพื้นที่หน้าพระพักตร์แล้วจี้ซินเยว่จึงรีบคุกเข่าลงกราบทูล “ฝ่าบาท และเหนียงเหนียงโปรดตัดสินแทนหม่อมฉันด้วยเพคะ หม่อมฉันเพียงแค่พูดคุยกับใต้เท้าเมิ่งเพียงไม่กี่คำเท่านั้นแต่ฮั่นหรงฟูเหรินกลับตรงเข้ามาโดยไม่กล่าวอะไรก็ลงมือทุบตีหม่อมฉัน หม่อมฉันยังไม่ได้ทำสิ่งใดเลยจริง ๆ เพคะ…”
ระหว่างที่เอ่ยเช่นนั้นจี้ซินเยว่ก็แสดงท่าทางอ่อนแอน่าสงสารอย่างมาก ดวงตาของนางเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำอย่างรวดเร็ว และน้ำตาก็ค่อย ๆ ไหลรินออกมาทีละหยด
“อ้อ” หลี่เยว่หานยิ้ม “การกล่าวต่อสามีข้าว่าแม้จะแต่งงานกับใต้เท้าเฉินมาแล้วแต่ก็ยังรักษาความบริสุทธิ์เอาไว้อยู่ตลอดมาจะให้ข้ามองว่าเป็นเจตนาใดได้อีก เวลานี้ก็เป็นม่ายแล้ว จึงต้องการให้สามีข้าสร้างอนุสรณ์พรหมจรรย์ให้อย่างนั้นหรือ”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ถูกเอ่ยออกมาทุกคนต่างตกตะลึง
“ฮั่นหรงฟูเหรินพูดเกินไปแล้ว ที่นี่เป็นที่ไหนกัน สามารถกล่าวเช่นนี้ต่อหน้าพระพักตร์ได้อย่างนั้นหรือ นี่เป็นการหมิ่นพระเกียรติยิ่ง”
หลี่เยว่หานไม่แน่ใจนักว่าผู้พูดเป็นใคร จึงเพียงโค้งขอบคุณบุคคลนั้นแล้วทำความเคารพก่อนเอ่ยอย่างมั่นใจ “ต้องขออภัยด้วยจริง ๆ ข้าน้อยเป็นเพียงหญิงสาวชาวบ้าน โดยธรรมดาแล้วจึงไม่อาจทราบเรื่องมารยาทผู้ดีได้เท่าสตรีชั้นสูง แต่แม้ว่าข้าจะยังตื้นเขินนักเรื่องมารยาท แต่ก็รู้ดีว่าเมื่อแต่งงานเป็นภรรยาใครแล้วต้องเชื่อฟังสามี และเมื่อสามีเสียชีวิตก็ต้องเชื่อฟังลูก ๆ เนื่องจากฮูหยินเฉินไม่มีบุตรก็ควรเคารพเชื่อฟังผู้อาวุโส ควรหรือไม่ที่จะกล่าววาจาเช่นนั้นต่อสามีของผู้อื่น”
ว่าจบหลี่เยว่หานก็คุกเข่าลง “หม่อมฉันรู้ว่าฮูหยินเฉินมีมิตรไมตรีที่ดีกับสามีของหม่อมฉันในฐานะมิตรสหายตั้งแต่ก่อนที่นางจะแต่งงานออกเรือน แต่หลายปีที่ผ่านมานี้หม่อมฉันและสามีก็สร้างสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาต่อกันแล้วเช่นกัน การที่ฮูหยินเฉินทำเช่นนี้ ไม่ต่างจากการยั่วยวนบุรุษที่แต่งงานมีภรรยาแล้ว นอกจากนี้ฮูหยินเฉินก็ยังเป็นฮูหยินหลวง เช่นนี้เป็นฮูหยินเฉินต่างหากที่ทำเรื่องเสื่อมเสียหาใช่หม่อมฉัน”
หลี่เยว่หานพูดโดยที่น้ำเสียงไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป แต่กลายเป็นว่าทุกคนในห้องโถงอยู่ในอาการสับสน
สิ่งที่นางกล่าวทั้งหมดยิ่งฟังก็ยิ่งสมเหตุสมผลมาก
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่สมเหตุสมผลที่จะทำกับฮูหยินเฉินถึงขนาดนี้เช่นเดียวกัน…
ทว่าการที่ไปบอกเมิ่งฉีฮ่วนด้วยตนเอง ว่ายังบริสุทธิ์อยู่เช่นนั้นก็เป็นเรื่องที่ไร้ยางอายมากจริง ๆ…
“หลี่เยว่หาน ข้าหรือที่ยั่วยุเจ้า เจ้าต่างหากที่จงใจจะทำลายชื่อเสียงข้าให้เสื่อมเสีย” จี้ซินเยว่แทบคุมตัวเองไม่อยู่ นางไม่คาดคิดว่าหลี่เยว่หานจะกล้าพูดเช่นนี้ต่อหน้าพระพักตร์
นางเห็นว่าหลี่เยว่หานแอบฟังอยู่ จึงได้ตั้งใจพูดเช่นนั้นกับเมิ่งฉีฮ่วนให้อีกฝ่ายได้ยินด้วย เพราะเจตนาจะให้คู่สามีภรรยาทะเลาะกันเอง จะได้เข้าใกล้การหย่าร้างมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้คำพูดที่นางเลือกใช้ยังเป็นคำพูดที่คิดมาดีแล้วว่าสตรีที่ไหนก็คงไม่กล้าเอาออกมาพูดต่อหน้าผู้คน จี้ซินเยว่ไตร่ตรองมาแล้วว่าแม้หลี่เยว่หานจะโวยวายไม่พอใจก็คงไม่มีทางพูดเรื่องน่าอายเช่นนี้ออกมาต่อหน้าพระพักตร์
แต่ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะเต็มใจเปิดเผยเรื่องนี้ออกมาอย่างไม่อายแม้แต่น้อย…
“เจ้าไม่ได้ยั่วยุข้า แต่เจ้ายั่วยวนสามีข้า กล้าปฏิเสธหรือ” หลี่เยว่หานกล่าวพลางจ้องไปทางจี้ซินเยว่เขม็ง “แม้ข้าจะไม่เข้าใจเรื่องมารยาทชั้นสูงของเมืองหลวง แต่ข้าก็เข้าใจว่าสิ่งที่เจ้าพูดออกมาไม่ใช่เรื่องที่หญิงม่ายควรจะมาพูดกับสามีของคนอื่นอย่างแน่นอน”
“เจ้าพูดจาไร้สาระ ข้าไม่เคยพูดคำเหล่านั้น” จี้ซินเยว่ไม่มีแรงจะไปคิดถึงเมิ่งฉีฮ่วนอีกต่อไป เวลานี้ต้องคิดเรื่องการรักษาชื่อเสียงของตนเองเอาไว้ให้ได้
นางคิดมาก่อนว่าหากหลี่เยว่หานจะถึงกับลากตนเองมาประจานต่อหน้าพระพักตร์ว่านางยั่วยวนเมิ่งฉีฮ่วนก็เพียงแค่จะร้องไห้และกล่าวว่าเพียงแค่ทักทายกันสองสามคำอย่างมิตรสหายเท่านั้น แต่ไม่คาดคิดว่าหลี่เยว่หานจะมาไม้นี้
หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ นางไม่เพียงจะเสื่อมเสียชื่อเสียงที่สู้อุส่าห์รักษาไว้ตลอดมาไป แต่ยังจะต้องถูกมองเป็นคนหยาบคายที่อิจฉาคนอย่างหลี่เยว่หานอีกด้วย
ไม่คาดคิดเลยจริง ๆ ว่าหลี่เยว่หานจะเอาสิ่งที่นางพูดออกมากล่าวต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้
“ฝ่าบาท เหนียงเหนียงเพคะ” หลี่เยว่หานอยู่ในอาการสงบนิ่ง ต่างจากจี้ซินเยว่ที่กำลังจะบ้าคลั่งอยู่ข้าง ๆ อย่างสิ้นเชิง “สิ่งที่ฮูหยินเฉินกล่าวจะเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ ก็เพียงแค่ให้นางข้าหลวงจากตำหนักฉู่ซิ่วกงมาตรวจสอบเท่านั้นก็จะกระจ่างได้เพคะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นทุกคนก็ต่างพากันกระซิบกระซาบ
แม้แต่ฮูหยินคนหนึ่งที่ค่อนข้างสนิทสนมกับจี้ซินเยว่ยังแอบเอ่ยขึ้นว่าหลี่เยว่หานนั้นช่างกล้าหาญทำเอามารดาของจี้ซินเยว่โกรธจนตัวสั่น นางชี้ไปทางหลี่เยว่หานและเริ่มสาปแช่งขึ้นมา “เจ้า ช่างไร้มารยาท ไร้การอบรมสั่งสอน บอกมาเดี๋ยวนี้ว่าใครใช้ให้มาทำลายชื่อเสียงบุตรสาวข้าถึงในพระตำหนักจิ่งอู่ ต่อหน้าพระพัตร์เช่นนี้กล้าถามเรื่องส่วนตัวขึ้นมาอย่างไร้ยางอายตามใจชอบได้งั้นหรือ”
“ฮูหยิน สตรียั่วยวนบุรุษที่แต่งงานแล้วต่างหากที่ไร้ยางอายไม่ใช่ข้าเสียหน่อย” หลี่เยว่หานกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ฝ่าบาท เหนียงเหนียงเพคะ โปรดให้มีการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของฮูหยินเฉินด้วยเพคะ”
พิสูจน์งั้นหรือ นี่มันเรื่องไร้สาระแบบใดกัน หากทดสอบว่าจี้ซินเยว่ไม่ได้บริสุทธิ์อีกต่อไปแล้ว เช่นนั้นจะได้เอาผิดหลี่เยว่หานว่าใส่ความนางอย่างนั้นหรือ
แล้วจะตรวจสอบเรื่องนั้นได้หรือ
“คำพูดของฮั่นหรงฟูเหรินทำให้ข้าสับสนมาก” มีคนบ่นขึ้นมาแล้วเริ่มสาปแช่ง “ฮูหยินเฉินเป็นม่ายมาหลายปีหลังจากที่ใต้เท้าเฉินเสียไปแล้ว เป็นที่รู้กันว่านางแทบไม่ออกไปไหนและไม่คิดเป็นอื่น เรื่องยั่วยวนผู้อื่นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร กล้าใส่ความผู้อื่นโดยไม่มีมูลเช่นนี้ ไม่รู้จักตำแหน่งของตนเองเลยสักนิด”
“ตำแหน่งของข้างั้นหรือ” หลี่เยว่หานพูดด้วยเสียงเย็นชา “ข้าคือฮูหยินจวนแม่ทัพและยังได้รับบรรดาศักดิ์จากฝ่าบาทให้เป็นฮั่นหรงฟูเหริน ข้าทำสิ่งใดไม่เหมาะสมงั้นหรือ เรื่องนี้ไม่ได้สำคัญที่ข้ามีชาติกำเนิดต่ำต้อยหรือเป็นเพียงสาวชาวบ้าน แม้เป็นเพียงไพร่จากชนบทก็ยังรู้ตัวว่าสิ่งใดไม่สมควรพูด เวลานี้ข้าอยู่ในหมู่ชนชั้นสูงเสียอีกด้วย ทุกคนควรจะเข้าใจว่าสตรีแต่งงานแล้ว แม้จะเป็นม่ายสูญเสียสามีไปแล้วก็ไม่ควรทำเช่นนั้นเลย”
“อย่างน้อยข้าก็สามารถพูดได้ว่าหากวันหนึ่งสามีข้าต้องพลีชีพเพื่อแผ่นดินไปแล้ว ข้าก็จะไม่มีวันไปพูดจายั่วยวนสามีคนอื่นแน่นอน”
เมิ่งฉีฮ่วนเพิ่งตามเข้ามาหลังจากความวุ่นวายเกิดขึ้นแล้ว เขาบังเอิญมาถึงเมื่อนางพูดเรื่องนี้อยู่พอดี ทำเอาเขาทำอะไรไม่ถูกไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบเอ่ยขึ้น “ฮูหยิน เจ้ากล่าวเช่นนั้นได้อย่างไร กำลังตั้งครรภ์อยู่อย่าคุกเข่าบนพื้นเย็น ๆ เช่นนั้นเลย”
หลังพูดจบก็เข้ามาพยุงหลี่เยว่หานขึ้นจากพื้น
“ข้าคิดว่าเจ้าจะอยู่ตรงนั้นไปจนวันสิ้นโลกเสียแล้ว” หลี่เยว่หานพูดด้วยใบหน้าเรียบนิ่งเย็นชา และดูไม่ได้พอใจเมิ่งฉีฮ่วนเช่นกัน
“ข้ารีบตามเจ้ามาแล้ว แต่มีคนขวางไว้ก่อน ทำให้เข้ามาถึงช้าไปครู่หนึ่ง” เมิ่งฉีฮ่วนอธิบายอย่างรวดเร็ว
“ใต้เท้าเมิ่ง ฮูหยินของท่านเหิมเกริมมากเมื่อครู่นี้” มารดาของจี้ซินเยว่ขึ้นเสียงทันทีที่เห็นเมิ่งฉีฮ่วน “บอกมาตรามตรงเถิด ว่าลูกสาวข้าใช้วาจายั่วยวนใต้เท้าจริงหรือ เรื่องนี้มันไร้สาระสิ้นดี ตอนนี้บุตรสาวข้าอยู่ในฐานะอะไร เหตุใดจะต้องมายั่วยวนใต้เท้าด้วย”
หลังจากได้ยินเรื่องนี้ ทุกสายตาก็ต่างจ้องมองไปที่เมิ่งฉีฮ่วนอย่างแทบจะกลั้นหายใจ ตั้งใจฟังคำตอบของเมิ่งฉีฮ่วนเกี่ยวกับเรื่องราวทั้งหมด แม้แต่ฝ่าบาทและฮองเฮาก็ยังทรงนิ่งเงียบฟังคำตอบด้วยเช่นกัน
หลี่เยว่หานเป็นคนเดียวที่ไม่ได้มองไปทางเมิ่งฉีฮ่วน
ทว่าดวงตาของเมิ่งฉีฮ่วนกลับจ้องไปทางหลี่เยว่หานเพียงคนเดียวเท่านั้น
“เมื่อครู่นี้ ฮูหยินเฉินได้ใช้วาจาไม่สมควรต่อข้าจริง ๆ เรื่องราวมันเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ยากจะเอ่ยออกมาได้”