ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 291 มีบุญคุณต่อราชวงศ์
บทที่ 291 มีบุญคุณต่อราชวงศ์
“แต่หากทุกคนต้องการจะทราบความจริง ข้าก็สามารถพูดสิ่งที่ฮูหยินเฉินพูดกับข้าให้ฟังได้” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวพลางยิ้มจาง ๆ และในตอนนี้เขาก็ไม่ได้เพียงแค่มองไปทางหลี่เยว่หานเท่านั้น แต่ยังมองไปรอบ ๆ โดยที่มีฝ่าบาทและฮองเฮาอยู่บนที่ประทับและรับฟังอย่างเงียบ ๆ
“อะแฮ่ม” ฝ่าบาทกระแอมในลำคอก่อนจะตรัสขึ้น “ในเมื่อเป็นเรื่องที่ยากจะพูดออกมาก็ไม่ต้องพูดจะดีกว่า”
“จะปล่อยไว้เช่นนั้นได้หรือเพคะฝ่าบาท จะเป็นอย่างไรหากนี่เป็นการกล่าวหาฮูหยินเฉินอย่างผิด ๆ ของฮั่นหรงฟูเหริน หม่อมฉันคิดว่าไม่ว่าอย่างไรก็น่าจะทรงทำให้เรื่องนี้เป็นที่กระจ่างแก่ทุกคน ไม่ควรปล่อยไว้ให้คุมเครือ เพื่อความยุติธรรมนะเพคะ” ฮองเฮาตรัสอย่างแน่วแน่ คำกล่าวเช่นนั้นฟังดูเหมือนจะอยู่ฝ่ายจี้ซินเยว่
“โปรดให้ความเป็นธรรมแก่หม่อมฉันด้วยเพคะ” จี้ซินเยว่ต้องรีบกราบทูลอย่างเสียไม่ได้ “หม่อมฉันเพียงคิดว่าไม่ได้พบกับใต้เท้าเมิ่งมาหลายปีแล้ว จึงได้เข้าไปทักทายเพียงไม่กี่คำเท่านั้น จากนั้นฮั่งหรงฟูเหรินก็รีบตรงเข้ามาทำร้ายหม่อมฉันด้วยการตบ และยังลากตัวหม่อมฉันเข้ามากล่าวหาต่อหน้าผู้คนเช่นนี้ทั้งที่หม่อมฉันไม่ได้ทำสิ่งใดเสื่อมเสียเลยแม่แต่น้อย”
หลี่เยว่หานกลอกตาอย่างอดไม่ได้เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น
“หมายความว่าเจ้าจะไม่ยอมรับว่าเจ้าพูดกับสามีข้าว่าตนเองยังบริสุทธิ์รักษาพรหมจรรย์ไว้รอ และยังมีสามีข้าอยู่ในใจเจ้าเสมออย่างนั้นหรือ ถ้าอย่างนั้น เรื่องที่เจ้าคร่ำครวญใส่เขาว่าที่ยอมแต่งงานเข้าตระกูลเฉินก็เพื่อช่วยให้ตระกูลจี้ปลอดภัยจากคดีอาญาเล่า ยอมรับหรือไม่”
“นี่เจ้า…” จี้ซินเยว่พูดไม่ออกไปชั่วขณะหนึ่ง นางไม่อาจปฏิเสธได้ว่าท้ายที่สุดตนเองก็เป็นเพียงสตรีคนหนึ่งที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวเดิม หรือแม้เวลานี้ครอบครัวสามีก็ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อนาง ที่ยังสามารถมีทุกวันนี้ก็เพราะมีราชวงศ์ช่วยค้ำชูด้วยพระเมตตา นั่นทำให้นางไม่กล้าตอบโต้หลี่เยว่หานอย่างเต็มที่เพราะกลัวจะทำให้เกิดความขุ่นเคืองพระทัยได้
ใช่แล้ว นางไม่กล้าทำเช่นนั้น
จี้ซินเยว่ทรุดลงทันที ใคร ๆ ต่างก็ดูออก ว่านางเป็นสตรีที่เหมาะสมกับเมิ่งฉีฮ่วนที่สุดแล้วในแผ่นดินนี้ แต่เหตุใดโอกาสนั้นจึงตกไปเป็นของเด็กสาวชนบทคนนั้นได้เล่า
“หากเจ้าไม่ได้พูดกับสามีข้าเช่นนั้นก็ปฏิเสธออกมา แต่หากเจ้าพูดเช่นนั้นจริง ๆ ก็รีบยอมรับเสียเถอะ” หลี่เยว่หานอารมณ์เสียอย่างมาก “หรือถ้าไม่อยากพูดก็ให้นางข้าหลวงมาตรวจร่างกายดูดีหรือไม่…”
“ซินเยว่ของแม่!” ฮูหยินจี้รู้จักบุตรสาวตนเองดี เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางของจี้ซินเยว่ก็สามารถคาดเดาสถานการณ์ทั้งหมดได้ จึงรีบร้องไห้ออกมาแล้วตรงเข้ามาหาจี้ซินเยว่ ก่อนจะสวมกอดร่างบางของลูกสาวไว้ในอ้อมแขน ร้องไห้เสียงดังขึ้นอีก “ยอมรับไปเถอะลูก พูดยอมรับไปเช่นนั้นก็ได้ หากเจ้าต้องถูกตรวจจริง ๆ ต่อไปจะอยู่ได้อย่างไร เรื่องนี้สำคัญที่สุดสำหรับสตรีอย่างเรานะ ฮั่นหรงฟูเหริน ข้ายอมรับเอง ยอมรับแทนลูกสาวคนนี้เองในฐานะมารดา ข้าไม่ได้อบรมสั่งสอนนางให้ดีและทำให้เจ้าต้องเดือดร้อน เป็นความผิดข้าเอง”
เมื่อฟังเสียงร้องไห้คร่ำครวญของฮูหยินจี้ หลี่เยว่หานก็อึดอัดใจขึ้นมา
นางไม่มีความสุขเลยนับตั้งแต่มาถึงเมืองหลวง เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเมิ่งฉีฮ่วนและจี้ซินเยว่กลายเป็นเรื่องสนทนาสนุกปากในโรงน้ำชาและโรงเตี๊ยมและมันก็มาถึงหูหลี่เยว่หานหลายครั้ง
ใช่ว่านางจะไม่เชื่อสามีอย่างเมิ่งฉีฮ่วน แต่นางแค่ไม่แน่ใจว่าความสัมพันธ์ครั้งนี้ของตนเองและสามี จะแน่นแฟ้นมีน้ำหนักในใจเขามากกว่าความรักวัยเด็กระหว่างเขากับผู้หญิงคนนี้หรือไม่
นี่เป็นเรื่องที่อยู่ในใจนางมานาน และไม่ว่าจะข่มกลั้นและพยายามเลี่ยงที่จะคิดถึงอย่างไรก็ยังยากที่จะกำจัดความขุ่นเคืองออกไปได้
สาเหตุที่นางกล้าหาเรื่องจี้ซินเยว่โดยไม่สนใจใครหน้าไหน หรือหน้าตาตนเองก็เพราะอดทนเอาไว้ไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว
โดยเฉพาะเมื่อนางเห็นว่าเมิ่งฉีฮ่วนออกมาคุยกับจี้ซินเยว่เพียงลำพัง หัวใจของนางก็ยังบีบรัดจนอกแทบแตกเมื่อได้ยินสิ่งที่ทั้งสองพูดคุยกันกับหูตัวเอง หลี่เยว่หานไม่สามารถข่มกลั้นอารมณ์ที่อยากจะจัดการจี้ซินเยว่เอาไว้ได้อีกต่อไป
ยามนี้เมื่อเห็นว่าฮูหยินจี้พยายามเข้ามาปกป้องบุตรสาวอย่างเต็มกำลัง หลี่เยว่หานก็เริ่มใจอ่อนลง
นางเสียแม่ไปตั้งแต่เด็ก และมักจะคอยมองคนอื่นด้วยความอิจฉาที่ได้รับความรักจากแม่อย่างเต็มที่ เพราะอย่างนั้นนางจึงไม่สามารถเอาความอะไรได้เมื่อเห็นหญิงชราพยายามปกป้องลูกสาวด้วยความรัก
“เยว่หาน เยว่หาน?” เมิ่งฉีฮ่วนที่อยู่ข้างกายนางเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างของภรรยาจึงได้เอ่ยเรียกชื่ออย่างเป็นห่วง
หลี่เยว่หานถอนสายตาจากฮูหยินจี้ที่กำลังกอดจี้ซินเยว่และร้องไห้อยู่เพื่อมองมาทางเมิ่งฉีฮ่วน ระหว่างที่นางกำลังจะอ้าปากพูด จู่ ๆ ก็รู้สึกถึงรสชาติคาว ๆ ในลำคอราวจะมีเลือดไหลออกมาเต็มปาก มันล้นทะลักจนกระอักออกมาใส่หน้าอกของเมิ่งฉีฮ่วน ก่อนที่จะทรุดตัวล้มลงอย่างไร้เรี่ยวแรง
ตำหนักจิ่งอู่ตกอยู่ในความสับสนวุ่นวาย แม้แต่ฮูหยินจี้เองก็ตกใจจนน้ำตาแห้งเหือด ส่งเสียงกรีดร้องออกมาพร้อมกับจี้ซินเยว่ที่อยู่ในอ้อมแขน มองไปทางหลี่เยว่หานที่ก็กระอักเลือดออกมาอย่างรุนเรงจนน่ากลัวแล้วหมดสติไปโดยไม่ได้ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา
“ฝ่าบาท เหนียงเหนียงเพคะ” คังโหรวที่อยู่ด้านหลังหลี่เยว่หานคุกเข่าลงแล้วร้องไห้กราบทูล “ทุกสิ่งที่ฮูหยินของหม่อมฉันพูดเป็นเรื่องจริงทั้งหมดเพคะ ฮูหยินเฉินประพฤติตัวไม่เหมาะสมและมีเจตนายั่วยวนท่านแม่ทัพ ทั้งหมดไม่ได้เป็นการใส่ความฮูหยินเฉินเลยแม้แต่น้อย ฮูหยินของข้าพูดความจริง ฝ่าบาท เหนียงเหนียงเพคะ ได้โปรดให้ความยุติธรรมแก่ฮูหยินของหม่อมฉันด้วยเพคะ”
“สารเลว ใช่ที่ที่คนอย่างเจ้าจะพูดอะไรออกมาได้หรือไม่” เมื่อฮูหยินจี้และจี้ซินเยว่ที่อยู่ในอาการสับสนได้ยินคำพูดของคัวโหรวก็หันกลับมาตบนางสาวใช้คนนี้ทันที
“จี้ซินเยว่!” เมิ่งฉีฮ่วนจ้องมองไปทางจี้ซินเยว่อย่างเชือดเฉือน “นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจ้าทำตัวไร้ยางอายเช่นนี้ ข้าบอกเจ้าชัดเจนทุกครั้งว่าให้เลิกจมอยู่กับอดีตได้แล้ว และตอนนี้ข้ามีเพียงภรรยาของข้าเท่านั้น ข้ามีความสุขที่จะอยู่กับนางฉันสามีภรรยา แต่เจ้าก็ยังมากล่าววาจาเช่นนั้นต่อข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า เวลานี้ยังทำให้ภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ของข้าโกรธจนกระอักเลือดเป็นลมต่อหน้าพระพักตร์ แล้วยังกล้าตบสาวใช้ของภรรยาต่อหน้าข้าอีกด้วย แล้วต่อไปจะไม่มาทำร้ายภรรยาข้ากับมือเลยอย่างนั้นหรือ”
จี้ซินเยว่ตระหนักได้ว่าคราวนี้ตนเองทำให้เมิ่งฉีฮ่วนโกรธแล้วจริง ๆ นางรีบส่ายหน้ามองเขาอย่างตื่นตระหนกทันที “ไม่…ข้าไม่ได้…เหวินจั๋ว…ฟังจ้าก่อน…”
“หุบปาก!” ความโกรธของเมิ่งฉีฮ่วนทะลุถึงขีดสุด เขาอุ้มร่างของหลี่เยว่หานที่หมดสติไปเพราะความโกรธขึ้นแนบอก มองไปทางฮ่องเต้และฮองเฮา “ฝ่าบาท เหนียงเหนียง โปรดมอบความยุติธรรมแก่ภรรยากระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่ต้องห่วง ข้าต้องให้ความยุติธรรมกับฮั่นหรงฟูเหรินแน่นอน เพราะฮั่นหรงฟูเหรินก็มีบุญคุณต่อราชวงศ์เรา ข้าจะมองข้ามเรื่องเช่นนี้ไปได้อย่างไร” ในที่สุดฮ่องเต้ก็โบกพระหัตถ์ “ข้ารู้ว่าหมอของเจ้ามีความสามารถยิ่งกว่าหมอหลวงเพราะงั้นก็พาฮูหยินของเจ้ากลับไปดูอาการเสียก่อนเถอะ”
“ขอบพระทัยฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ” หลังจากที่เมิ่งฉีฮ่วนพูดจบ เขาก็พาภรรยาออกไปทันที
ทุกคนต่างประหลาดใจกับสิ่งที่ได้ยิน
หลี่เยว่หานคนนั้นหรือที่ฝ่าบาททรงรับสั่งว่าเป็นผู้มีบุญคุณต่อราชวงศ์
บุญคุณอย่างไรกัน เป็นเรื่องใหญ่หรือไม่
“ใครเข้ามาทีสิ พาสาวใช้ของฮั่นหรงฟูเหรินไปที่สำนักแพทย์หลวง นางเพิ่งถูกทำร้าย พานางไปตรวจดูอาการให้แน่ใจว่ามีปัญหาอื่น ๆ กับร่างกายหรือไม่ รักษาแล้วก็ส่งกลับไปที่จวนอย่างปลอดภัยด้วย”
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”
เวลานี้ไม่เพียงแค่ขุนนางและคนที่ดูเหตุการณ์อยู่นั้นที่สับสน แม้แต่ฮองเฮาเองก็มองฮ่องเต้อย่างครุ่นคิดเช่นกัน
สองแม่ลูกตระกูลจี้เหงื่อแตกพลั่กจนเห็นได้ที่หน้าผาก ทั้งสองคุกเข่านิ่งไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงเพื่อรอรับสั่งจากฝ่าบาท