ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 292 ไม่รู้ว่ากำลังฝันเรื่องเพ้อเจ้ออะไรอยู่
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 292 ไม่รู้ว่ากำลังฝันเรื่องเพ้อเจ้ออะไรอยู่
บทที่ 292 ไม่รู้ว่ากำลังฝันเรื่องเพ้อเจ้ออะไรอยู่
หลี่เยว่หานไม่ได้หมดสติ แต่เพราะนางกระอักเลือดออกมาจนร่างกายอ่อนเพลียทำให้ต้องเอาแต่ซบอกสามีหลับตาแสร้งทำเป็นไม่รับรู้อะไรอยู่เช่นนั้น
ผู้ติดตามของเมิ่งฉีฮ่วนบังคับรถม้าด้วยความเร็วเพื่อกลับจวนแม่ทัพ ทันทีที่มาถึง เมิ่งฉีฮ่วนก็รีบอุ้มหลี่เยว่หานออกจากรถม้าอย่างเร่งรีบด้วยความระมัดระวังเพื่อตรงเข้าไปภายในห้องโดยไม่ได้สนใจเสียงของคนในบ้านที่กำลังอุทานด้วยความตกใจ
เมื่อเข้ามาถึงเรือนหลักเมิ่งฉีฮ่วนก็ให้คนไปตามท่านหมอกู้มาจากสำนักแพทย์ จากนั้นก็ปิดประตูให้แน่นหนาแล้วนำน้ำพุจิตวิญญาณจากในลัญจกรหยกออกมาให้หลี่เยว่หานดื่ม ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
แม้เขาจะไม่รู้ว่าน้ำพุจิตวิญญาณจะช่วยให้ร่างกายของหลี่เยว่หานดีขึ้นได้หรือไม่ แต่เมิ่งฉีฮ่วนก็รู้ว่าน้ำพุจิตวิญญาณนี้ทรงพลังมากอย่างไม่อาจหาสิ่งใดเปรียบได้
เขาอยู่ห่างจากลัญจกรหยกมานานเกินไปจนไม่สามารถเชื่อมต่อกับมันเหมือนเมื่อก่อน ดังนั้น คราวนี้เมื่อเขารับน้ำพุจิตวิญญาณ ชายหนุ่มจึงเข้าสู่มิติไปทั้งร่าง แล้วได้พบกับสองพี่น้องมู่ชวนและหลิงซี
แต่เพราะเขากำลังเป็นห่วงหลี่เยว่หานจึงพูดคุยกับสองพี่น้องเพียงครู่เดียวแล้วรีบออกมาจากมิติ ปล่อยให้เด็กทั้งสองมองหน้ากันเองอย่างงุนงง
“ท่านพี่เราอยู่ที่นี่มานานแล้ว” หลิงซีที่หน้าซีดเซียวเพราะได้รับพิษมาตั้งแต่เด็กเริ่มจะมีใบหน้าสดใสขึ้นมาเพราะได้รับการบำรุงด้วยน้ำพุจิตวิญญาณทุกวันตลอดช่วงเวลาที่อยู่ที่นี่
“ข้าเกรงว่าจะมีเรื่องไม่ดีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นด้านนอก อาสะใภ้จึงส่งเรามาอยู่ในมิตินี้อย่างไม่มีทางเลือก” มู่ชวนใจเย็นกว่าหลิงซีมาก “ถ้าหากเจ้ารู้สึกเบื่อ พี่ชายก็จะส่งเจ้าออกไป”
“ไม่ไปเจ้าค่ะ” หลิงซีส่ายหน้าแล้วกอดแขนมู่ชวนเอาไว้ “หลิงซีจะอยู่กับท่านพี่ ไม่ว่าท่านพี่จะอยู่ที่ไหนหลิงซีก็อยู่ที่นั่นด้วย ท่านอาสะใภ้สบายดี ท่านอาเพิ่งเป็นคนบอกอย่างนั้นไม่ใช่หรือ น้องคนเล็กในท้องท่านอาสะใภ้ก็สบายดีเช่นกัน”
“ถ้าอย่างนั้นเราก็จะไม่ออกจากที่นี่และหยุดคิดเรื่องข้างนอกกันไปก่อนเถอะนะ” มู่ชวนเกลี้ยกล่อมหลิงซีอย่างใจเย็น
ไม่ว่าอย่างไร หลิงซีก็ยังเป็นเพียงเด็กหญิงอายุสี่ขวบเท่านั้น นางเป็นน้องสาวตัวน้อยของเขา จึงไม่ยากสำหรับมู่ชวนนักในการเกลี้ยกล่อมนาง
น้ำพุจิตวิญญาณที่ปลอดภัยแห่งนี้เป็นสถานที่ที่หลี่เยว่หานสร้างขึ้นมา นางสร้างบ้านที่เต็มไปด้วยอาหารและส่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับชีวิตประจำวัน สำหรับนางที่นี่คือบ้านที่แสนปลอดภัยสำหรับสองพี่น้องที่จะอาศัยอยู่ด้วยกัน
ก่อนหน้านี้หลิงซีไม่สามารถอยู่ที่น้ำพุจิตวิญญาณได้นานนัก แต่เนื่องจากหลี่เยว่หายและลัญจกรหยกมีความสัมพันธ์ต่อกันมากยิ่งขึ้น หลิงซีจึงสามารถอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ได้อย่างสบาย ๆ นางสามารถเติบโตขึ้นได้อย่างดีอีกด้วย
มู่ชวนกล่อมน้องสาวอยู่พักหนึ่งจนในที่สุดนางก็ผล็อยหลับไป จากนั้นมู่ชวนก็เรียกต้าไป๋ออกมา สั่งให้มันอยู่ปกป้องหลิงซีที่นี่ ก่อนที่จะออกจากน้ำพุจิตวิญญาณอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่ออกมาข้างนอก มู่ชวนก็พบว่ามีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้น
นอกจากท่านอาและอาสะใภ้แล้วยังมีคนแปลกหน้าอยู่ในบ้านด้วย
ท่านอาสะใภ้นอนหลับตาอยู่บนเตียง ส่วนท่านอาและคนแปลกน่ากำลังนั่งมองเขาปรากฏตัวออกมากลางอากาศอยู่บนที่นั่ง
“ท่านอา” มู่ชวนเขินอายเล็กน้อย และกระแอมสองครั้งก่อนเอ่ยทักทาย
“อื้อ” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้าแล้วมองไปทางท่านหมอกู้
หมอกู้ตกตะลึงแล้วหลับตาลงก่อนส่ายหัวไปมา “วันนี้ข้าคงดื่มมากเกินไปไม่รู้ว่ากำลังฝันเรื่องเพ้อเจ้ออะไรอยู่ มีเด็กผู้ชายปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศ ภาพหลอน นี่มันภาพหลอน”
มู่ชวนอาศัยช่วงชุลมุนย่อตัวหลบด้านหลังของที่นั่งอย่างรวดเร็วเพื่อซ่อนตัวชั่วคราว
เมิ่งฉีฮ่วนเอาคำพูดของหมอกู้กลับมาเอ่ย “ท่านหมอ เหตุใดจึงดื่มสุราก่อนมาทำงาน เช่นนี้จะรักษาภรรยาข้าได้อย่างไรหากเมาอยู่”
“พูดเป็นเล่นน่า ข้ามั่นใจในทักษะการแพทย์ของตนเองมาก เห็นชัดว่าฮูหยินโกรธท่านมากจึงล้มป่วย แล้วมาตำหนิข้าเช่นนี้ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นหรอก”
หมอกู้พูดด้วยเสียงประหลาดที่หากคนอื่นมาได้ยินเข้าก็คงเข้าใจว่าเขากำลังเมาจริง ๆ
คนในเมืองหลวงต่างรู้กันดีถึงความเป็นนักร่ำสุราของหมอกู้ ดังนั้น แม้ว่าจะมีคนสนใจและได้ยินเรื่องนี้ก็คงไม่เอะใจสงสัยขึ้นมาแน่นอน
ระหว่างที่หมอกู้กำลังโต้เถียงกับเมิ่งฉีฮ่วน เขาก็เอาเข็มสองสามเล่มฝังไปที่แขนของหลี่เยว่หานเป็นที่เรียบร้อยด้วยความรวดเร็ว
น่าแปลกที่หลังจากฝังเข็มไปได้เพียงครู่เดียว หลี่เยว่หานก็รู้ว่าอาการหายใจไม่ทั่วท้องก่อนหน้านี้ได้จางหายไป ปรากฏว่านางกลั้นหายใจอยู่นานเกินไป จึงทำให้รู้สึกอึกอัดไม่สบายตัว และตอนนี้ก็หายเป็นปลิดทิ้งแล้ว
หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึก ๆ เฮือกใหญ่ก่อนจะลืมตาขึ้นมา
“เยว่หาน เจ้าเป็นยังไงบ้าง” เมื่อเห็นหลี่เยว่หานลืมตาขึ้นมา เมิ่งฉีฮ่วนก็รีบจับมือนางแล้วเอ่ยถามอย่างกังวล “หากเจ้ารู้สึกไม่สบายตรงไหนต้องรีบบอกข้า หมอกู้มีทักษะในการรักษาอย่างมาก เขาจะช่วยฟื้นฟูร่างกายให้เจ้าโดยเร็ว”
เมื่อเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงของเมิ่งฉีฮ่วน หลี่เยว่หานก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกไม่ดี “อย่ามาให้ข้าเห็นหน้า ข้าจะได้ไม่รู้สึกอึดอัด”
เมิ่งฉีฮ่วนรู้ว่าภรรยาพูดเช่นนั้นด้วยความโกรธ แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ “เยว่หาน อย่าโกรธอีกเลย มันจะส่งผลต่อร่างกายเจ้าและข้าเองก็รู้สึกเศร้าเช่นกัน”
นางดึงมือตนเองออกจากการเกาะกุมของเขาแล้วตอบโต้อย่างเย็นชา “เจ้าควรจะไปใส่ใจคู่รักวัยเด็กของเจ้าให้มากกว่านี้ ไม่ต้องห่วง ข้าคลอดลูกให้เจ้าเมื่อไรก็จะไม่ขวางหูขวางตาเจ้าทั้งสองอีกต่อไป”
“…” เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกว่านี่ไม่ใช่เวลาที่เขาจะมาปะทะคารมกับนาง จึงเพียงแค่ถอนหายใจออกมาแล้วปล่อยผ่านไป
หมอกู้รู้สึกว่าการได้เห็นคู่รักทะเลาะกันเช่นนี้เป็นเรื่องน่าสนใจมากสำหรับเขา และก่อนจะกลับก็ยังเอ่ยกับหลี่เยว่หานอย่างอดไม่ได้ “ฮูหยิน ถ้าต้องการชีวิตคู่ที่ราบรื่น ก็ไม่มีเหตุผลที่จะผลักไสสามีออกไปเช่นนี้ นอกจากนี้คนรักในวัยเด็กก็เป็นได้เพียงแค่เรื่องในอดีตเท่านั้น และไม่จำเป็นเลยที่จะต้องขุ่นเคืองกับเรื่องเก่า ๆ ฮูหยินยังต้องดูแลตัวเองให้ดี เด็กในครรภ์เป็นลูกแฝด หากใจของมารดาหดหู่ ลูก ๆ ก็จะไม่ปลอดภัย…”
ว่าจบเขาก็เก็บกล่องยาแล้วลุกขึ้นส่ายหน้าไปมา
หลี่เยว่หานมองเมิ่งฉีฮ่วนอย่างตกใจเมื่อได้ยินสิ่งที่หมอกู้แจ้ง
เด็กแฝดงั้นหรือ
ฝาแฝด?
นี่นางกำลังตั้งครรภ์เด็กสองคนอยู่หรือ
“อย่างไรก็ตาม แม่ทัพเมิ่ง อารมณ์และจิตใจของสตรีมีครรภ์มักไม่คงที่ อย่าให้ฮูหยินต้องรู้สึกเสียใจหรือรู้เห็นว่าเจ้าอยู่กับคนสตรีคนอื่นอีกเลย…โอ๊ย ไม่ได้ ข้าไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ แต่เรื่องชีวิตคู่ไม่ได้มีเพียงแค่คนสองคนอีกแล้ว ยังมีลูกที่เป็นของทั้งสองคนอีกด้วย เอาเป็นว่าถ้าไม่เห็นด้วยก็แค่แกล้งทำเป็นลืม ๆ คำพูดของข้าไปเสียก็ได้ ข้าไม่ยุ่งด้วยแล้ว ขอตัวก่อน”
หลังกล่าวจบท่านหมอกู้ก็เปิดประตูออกไป ปล่อยให้เมิ่งฉีฮ่วนนั่งงงงวยอยู่อย่างนั้น