ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 293 เรื่องราวชีวิตของเมิ่งฉีฮ่วน
บทที่ 293 เรื่องราวชีวิตของเมิ่งฉีฮ่วน
หลี่เยว่หานยกเท้าขึ้นเตะเมิ่งฉีฮ่วน “ปิดประตูสิ มันหนาวนะ”
เมื่อฉีฮ่วนได้สติก็รีบไปปิดประตูปิดกั้นสายตาจากผู้คนด้านนอกที่พยายามมองเข้าไปในเรือนหลักของจวนแม่ทัพ
นั่นทำให้มู่ชวนสามารถออกมาจากที่ซ่อนได้ เขาโค้งตัวให้เมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานพลางเอ่ยเสียงเบา “ท่านหมอคนเมื่อครู่นี้…”
“ไม่เป็นไร” เมื่อฉีฮ่วนโบกมือ “หมอกู้มาจากสำนักแพทย์ และที่นั่นจะไม่มีอำนาจอื่น ๆ มาแทรกแซงได้”
หลังจากได้ยินเช่นนั้นหลี่เยว่หานก็มองไปทางเมิ่งฉีฮ่วน “เจ้าไม่ได้บอกเองหรือว่าจวนแม่ทัพเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยแน่นหนามากหรอกหรือ เหตุใดจึงไม่ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดเล่า”
“ไม่มีทางที่จะมีใครเข้ามาได้โดยที่ข้าไม่ยินยอม” เมิ่งฉีฮ่วนเริ่มทำตัวไม่ถูก “เยว่หาน เจ้าไม่เชื่อใจข้าหรือ”
“แล้วจะให้ข้าเชื่อถือได้อย่างไร” หลี่เยว่หานเริ่มก้าวร้าวขึ้นมา “เชื่อว่าเจ้าและจี้ซินเยว่ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน แต่ก็ลอบปลีกตัวไปคุยกันสองต่อสอง ตั้งแต่กลับมาเมืองหลวงหลายเดือนที่ผ่านมาเจ้าไม่ได้ลอบติดต่อกับนางไปแล้วหรือ ข้าจะเชื่อได้อย่างไรว่าในใจเจ้าไม่ได้หลงเหลืออะไรเกี่ยวกับนางอยู่เลยแม้แต่น้อย”
หลังจากพูดจบสีหน้าของหลี่เยว่หานก็เย็นชา “หากเจ้าต้องการความเชื่อใจจากข้า ก็ตบหน้าข้าไปเรื่อย ๆ เถอะ ต่อให้ตีจนตาย ข้าก็ไม่มีทางเชื่อเจ้า”
“วันนี้ที่ข้าคุยกับจี้ซินเยว่มันเป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิดเท่านั้น” เมิ่งฉีฮ่วนจับมือหลี่เยว่หาน “เสนาบดีฝ่ายขวาบอกข้าว่าในงานค่อนข้างน่าอึดอัด จึงได้ชวนข้าออกไปคุยข้างนอก ข้าก็ตามเขาไป แต่เมื่ออกไปแล้วจู่ ๆ เขาก็บอกว่าปวดท้องแล้วขอตัวไป ระหว่างที่ข้ากำลังจะเดินกลับเข้าไปก็พบว่าจี้ซินเยว่มาดักรออยู่แล้ว”
“ข้าไม่รู้เลยว่าตัวเองจะได้คุยกับจี้ซินเยว่ และไม่รู้ด้วยเช่นกันว่าเจ้าอยู่ตรงนั้น ในเมื่อเจ้าเองก็ได้ยินทุกอย่างที่ข้าคุยกับนาง ก็น่าจะรู้ว่าข้าไม่ได้มีความเห็นอกเห็นใจใด ๆ ต่อนางเลย หัวใจข้ามีแต่เจ้า และไม่ได้หลงเหลืออะไรให้จี้ซินเยว่อีกแล้ว”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็สับสน แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เรื่องจะบังเอิญเพียงนั้นได้หรือ
นางออกมาสูดอากาศ และเมิ่งฉีฮ่วนก็ถูกเรียกให้ออกไปคุยข้างนอก และบังเอิญว่าจี้ซินเยว่ก็เข้ามาพูดคุยกับเขาโดยที่นางได้ยินพอดีงั้นหรือ
“สาวใช้คังโหรวที่ติดตามข้าไปด้วยอยู่ที่ไหน” หลี่เยว่หานขมวดคิ้วทันที “ว่าไปแล้ววันนี้มีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้น ข้าออกไปรับลมข้างนอก และเป็นนางเองที่ชวนให้ข้าออกไป และอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานานกว่าจะได้กลับ ระหว่างนั้นเดินไปเพียงสองสามก้าวก็ได้เห็นว่าเจ้ากับจี้ซินเยว่อยู่ด้วยกัน เจ้าช่วยตรวจสอบภูมิหลังของคังโหรวก่อนที่จะนำนางมาทำงานหรือแล้วหรือยัง”
เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่เยว่หาน เมิ่งฉีฮ่วนก็ขมวดคิ้ว “ภูมิหลังของนางใสสะอาด ไม่อย่างนั้นก็คงมาทำงานที่นี่ไม่ได้ ข้าไม่มีทางปล่อยให้ใครที่ไหนไม่ทราบที่มาตามรับใช้เจ้าแน่นอน”
“น่าแปลกเกินไป มีเรื่องบังเอิญขนาดนี้เกิดขึ้นได้จริงหรือ” หลี่เยว่หานไม่ได้เป็นคนซับซ้อนมากแผนการ นางได้ยินเมิ่งฉีฮ่วนตอบโต้จี้ซินเยว่อย่างไม่ปรานีจริง ๆ แต่ฝ่ายจี้ซินเยว่กลับพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่ายังรักเขา เมื่อสองคนนั้นอยู่ด้วยกัน ก็ดูออกได้ทันทีว่าเมิ่งฉีฮ่วนหมดใจจากนางไปแล้ว
“งานเลี้ยงในวังวันนี้ หลังจากที่เจ้าหมดสติไป ระหว่างที่ข้าพาเจ้ากลับมาก็ได้ยินว่าฝ่าบาทรับสั่งให้คังโหรวไปที่สำนักแพทย์หลวงเพื่อตรวจรักษาแผลด้วย” ในตอนนั้นเองเมิ่งฉีฮ่วนก็เอ่ยขึ้น “ดูเหมือนว่านางจะยอมเจ็บตัวเพื่อเจ้า แต่เมื่อได้ยินเจ้าพูดเช่นนี้ก็อดสงสัยตามไปด้วยไม่ได้”
“นอกจากฮ่องเต้แล้วก็ไม่มีใครที่สามารถลบล้างตัวตนของตัวเองได้อย่างหมดจดไร้ข้อบกพร่อง” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยแล้วถอนหายใจออกมา “ดังคำที่ว่าอยู่ใกล้ฮ่องเต้ก็คล้ายกับการเลี้ยงลูกเสือ ไม่สามารถไว้ใจได้เลยจริง ๆ ข้าคิดว่าพระองค์น่าจะทรงเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ความรู้สึกมันบอกเช่นนั้น”
“เจ้าอยู่ฝ่ายใดในเวลานี้” หลี่เยว่หานรู้สึกว่าข้อสันนิษฐานนั้นสมเหตุสมผล นางไม่ได้โกรธเขาอีกแต่เริ่มเป็นห่วงขึ้นมา “หากเจ้าเป็นปรปักษ์กับฮ่องเต้ พระองค์จะทรงไม่พอพระทัยหรือไม่ แล้วเจ้าจะสูญสิ้นทุกอย่างไหม”
เมื่อได้ยินอย่างนั้นเมิ่งฉีฮ่วนก็อดไม่ไหวที่จะยกมือขึ้นบีบแก้มภรรยา “เวลานี้เจ้าคงหายโกรธแล้วใช่หรือไม่ เจ้าห่วงใยข้างั้นหรือ”
“นี่ข้าจริงจังอยู่นะ” หลี่เยว่หานปัดมือเขาออกไปอย่างขุ่นเคือง “รีบตอบมาเสียที”
“ข้าอยู่ฝ่ายเดียวกับฝ่าบาท” เมิ่งฉีฮ่วนตอบทันที จากนั้นก็ชี้ไปทางมู่ชวนที่นั่งอยู่ข้างเตียงหลี่เยว่หานเงียบ ๆ และมีสีหน้าเคร่งขรึม ก่อนจะเอ่ยขึ้น “หากไม่เชื่อข้าสามารถถามมู่ชวนได้”
หลี่เยว่หาน “???”
“อาสะใภ้ขอรับ ข้าสามารถพิสูจน์ได้ว่าท่านอาอยู่ฝ่ายเสด็จปู่จริง ๆ” มู่ชวนเอ่ยช้า ๆ
หลี่เยว่หานรู้สึกว่ามีคำถามมากมายวนเวียนอยู่ในหัวนาง
“ข้ารู้ว่าเจ้าคงสับสนว่าเหตุใดข้าจึงต้องซ่อนตัวให้ไกลจากหมู่บ้านไป๋อวิ๋นในเมื่อข้าอยู่ฝ่ายเดียวกับฝ่าบาทใช่หรือไม่” เมื่อฉีฮ่วนประคองหลี่เยว่หานแล้วถอนหายใจออกมา “ความจริงแล้วแม้แต่พ่อของมู่ชวนและข้าเองก็เป็นเช่นนั้นด้วย เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราอยู่ฝ่ายเดียวกับฮ่องเต้”
หลี่เยว่หานยิ่งสับสนมากกว่าเดิม เป็นไปได้ไหมว่าเมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้เป็นพี่น้องร่วมสาบานของจงเจิ้งจริง ๆ
“มู่ชวน เจ้ากลับไปในมิติก่อน อาสะใภ้และข้ามีเรื่องต้องคุยกัน” เมิ่งฉีฮ่วนไม่รีบร้อนอธิบายกับหลี่เยว่หาน แต่หันไปคุยกับมู่ชวนก่อน
แม้มู่ชวนจะไม่เต็มใจแต่ก็กลับไปที่น้ำพุจิตวิญญาณอย่างว่าง่าย เหตุผลที่เขาออกมาในตอนนี้เพราะเป็นห่วง อยากจะดูว่าหลี่เยว่หานสบายดีหรือไม่ ตอนนี้เขารู้ว่าหลี่เยว่หานไม่เป็นไรแล้วจึงสามารถกลับไปได้อย่างสบายใจ
“ข้าเป็นเด็กกำพร้า” หลังจากที่มู่ชวนไปแล้ว หลี่เยว่หานก็ปิดผนึกลัญจกรหยกหลังจากที่มู่ชวนกลับเข้าไป “ตั้งแต่จำความได้ เมื่อข้ายังเด็กก็เป็นเด็กกำพร้าเร่ร่อนไปตามที่ต่าง ๆ ไม่รู้ประสีประสา จนอายุได้สามสี่ปีก็มีผู้อาวุโสท่านหนึ่งที่ให้ความช่วยเหลือเอาไว้ และผู้อาวุโสท่านนั้นปรากฏว่าแท้จริงแล้วคือฮ่องเต้ ข้าถูกพาไปอาศัยอยู่ที่เกาะแห่งหนึ่งชื่อว่าถงเชิง ที่นั่นมีเด็กกำพร้าจำนวนนับร้อยอาศัยอยู่ด้วยเช่นกัน”
“ข้าอาศัยอยู่ที่นั่นเป็นเวลานาน ความจริงแล้วการอยู่ที่นั่นคือการฝึกฝนให้เป็นทหารลับของฝ่าบาท ทุก ๆ วันที่ใช้ชีวิตบนเกาะแห่งนั้น นอกจากเวลากลางคืนที่ใช้สำหรับศึกษาตำราก็มักจะหมดไปกับการป้องกันตนเองจากเด็กคนอื่น ๆ เพื่อเอาตัวรอดจากการถูกสังหาร และความจริงแล้วข้าเองก็พยายามจะฆ่าเด็กคนอื่นให้มากที่สุดเพื่อเอาตัวรอดด้วยเช่นกัน”
“ข้าก็ไม่แน่ใจนนักว่าตนเองอายุเท่าไรในวันที่ฮ่องเต้ทรงขึ้นครองบัลลังก์” เมิ่งฉีฮ่วนตกอยู่ในห้วงของความทรงจำ ทว่าเป็นความทรงจำที่ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดไม่น้อย “จนกระทั่งวันหนึ่ง ข้าก็ได้รับคำสั่งให้แสร้งปลอมตัวเป็นบัณฑิตไร้ทางไป และได้พบกับองค์รัชทยาทจงเจิ้งเสียน จนได้รับความไว้วางพระทัยจากพระองค์”
“ในปีนั้นข้าอายุพียงสิบสี่ เป็นครั้งแรกที่ได้ออกจากเกาะถงเชิง ทำตามแผนการทุกอย่าง ได้พบกับอดีตองค์รัชทายาท เราเข้ากันได้ดีมาก และได้กลายเป็นพี่น้องร่วมสาบาน สหายร่วมศึกษา ก่อนจะกลายเป็นข้าในวันนี้จริง ๆ”
“ว่ากันตามตรงแล้ว หากไม่ได้รับพระราชโองการลับจากฮ่องเต้ในเวลานั้น ข้าคิดว่าตนเองคงจะกลายเป็นพระสหายขององค์ชายอย่างแท้จริง และหนีไปพร้อมกับลูก ๆ ของเขาทางตะวันตกเฉียงเหนือ และซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านไป๋อวิ๋นตั้งแต่หลายปีก่อนแล้ว”