ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 294 เวลานี้เจ้ามีครอบครัวแล้ว
บทที่ 294 เวลานี้เจ้ามีครอบครัวแล้ว
เมื่อได้ยินสิ่งที่เมิ่งฉีฮ่วนเล่า หลี่เยว่หานก็ไม่สามารถพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมาได้
จริงอยู่ที่นางรู้สึกแย่ แต่ที่สำคัญกว่าคือ นางรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมสำหรับเขาเลย
เขาเป็นคนมีความสามารถในการทำงานรับใช้แผ่นดิน แต่นั่นแลกมาด้วยการที่เขาต้องไปอาศัยอยู่ที่เกาะถงเชิงตั้งแต่ยังเด็ก และใช้ชีวิตเติบโตมาอย่างมืดมน ใช้เวลาทั้งชีวิตที่ผ่านมาในฐานะข้ารับใช้ของราชสำนักซึ่งไม่ต่างอะไรจากหุ่นเชิดไร้ชีวิต ไม่ต่างอะไรจากหน่วยกล้าตายที่เป็นเบี้ยบนกระดานเท่านั้น
“มันน่าตลกมากที่จะบอกว่าก่อนเกิดเรื่องกับจงเจิ้งเสียน ข้ารู้อยู่แล้วว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ในเวลานั้นข้าใช้ข้ออ้างเรื่องที่ตนเองเสียใจจากการที่จี้ซินเยว่ไปแต่งงานกับคนอื่นเพื่อการปลีกตัวออกไปจากเมืองหลวง เมื่อข้าได้รับการติดต่อจากครอบครัวของจงเจิ้งเสียนว่ามีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น ก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือเข้าไปให้ความช่วยเหลือ”
“คนที่ข้าต้องการหลบหนีไม่ใช่องค์ชายสามที่กำลังไล่ล่าจงเจิ้งเสียน คนที่ข้าต้องหลบคือฮ่องเต้ องค์จักรพรรดิแห่งแผ่นดินนี้”
เมิ่งฉีฮ่วนพูดด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย “เยว่หาน มันอาจจะฟังดูเหลือเชื่อ ความจริงแล้วข้าต้องการจะจับมู่ชวนและหลิงซีเป็นตัวประกันในคราแรก และต้องการจะเอาชีวิตของพวกเขามาแลกเปลี่ยนกับอิสระภาพของข้า เพราะอย่างนั้นจึงไม่ได้ปกปิดร่องรอยของตนเองอย่าสิ้นเชิง เพื่อให้ถูกไล่ตามมาได้ ข้าไม่ได้เปลี่ยนชื่อให้สองพี่น้องด้วยซ้ำ เพื่อให้ฮ้องเต้ได้ทรงทราบว่าข้านี่แหละที่จับพระนัดดาเป็นตัวประกัน หากพระองค์ไม่ยอมปล่อยข้าไป ข้าก็จะไม่ส่งพวกเขากลับไปให้ราชสำนัก ข้ายังมีความคิดจะส่งพวกเขาไปที่หมู่บ้านไป๋อวิ้นเพื่อใช้ประโยชน์ในการคุกคามราชวงศ์ และนั่นจะเป็นหนทางที่ข้าจะได้รับอิสรภาพมา”
“แต่หลังจากที่ข้าได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกับเด็กสองคนนั้นแล้วก็พบว่าโทสะที่อยู่ภายในกลับค่อย ๆ สงบลง คนขององค์ชายสามพบตัวสองพี่น้องเร็วมาก แต่ฮ่องเต้ก็เร็วกว่าพวกเขาเสียอีก องค์ชายสามมาพบเราก่อนหน้านี้ แต่ก็ไม่กล้ากระทำการใดอย่างโจ่งแจ้ง องค์ชายไม่ได้รู้ตัวตนที่แท้จริงของข้าที่เป็นคนของฝ่าบาท เขารู้เพียงแค่ว่าข้ามีลัญจกรหยกที่จงเจิ้งเสียนมอบให้ องค์ชายคิดว่าคนที่ฮ่องเต้ทรงส่งมาอยู่ฝ่ายเดียวกันกับข้า พวกเขาทั้งหมดมาที่นี่เพื่อคุ้มกันพระราชนัดดา”
“กองกำลังทั้งสองฝ่ายที่ส่งคนมาสอดแนมดูลาดเลาต่างต่อสู้กันเอง นั่นทำให้ข้าอยู่อย่างสบายมาได้เป็นเวลาหลายปี องค์ชายไม่กล้าจะเข้ามายุ่งกับลัญจกรหยกเพราะกลัวว่าคนของฮ่องเต้จะลงมือเช่นกัน และคนของฝ่าบาทก็มาเพื่อแย่งชิงลัญจกรหยกแต่ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามเพราะกลัวว่าคนขององค์ชายสามจะรู้ตัว ทำได้เพียงแสร้งเป็นคอยปกป้องพระราชนัดดาอยู่ลับ ๆ ทั้งที่ความจริงกำลังปกป้องลัญจกรหยก”
“แต่เมื่อเวลาผ่านไป สมดุลที่ข้ารักษาไว้กลับมีรอยร้าวจากการที่จินเสวี่ยเอ๋อร์ปรากฏตัวขึ้น โชคดีที่เจ้าเลือกจะหลบหนี ไม่อย่างนั้น แม้แต่ลัญจกรหยกก็คงถูกชิงไปได้ มู่ชวนและหลิงซีเองก็คงจะถูกพาตัวไปโดยมือสังหารเช่นกัน”
“เรื่องมันน่าเหลือเชื่อ แม้แต่ข้าก็ไม่อยากจะเชื่อเช่นกัน” เมิ่งฉีฮ่วนยิ้มอย่างขมขื่น เป็นสีหน้าที่ดูเศร้ายิ่งกว่าร้องไห้ออกมาเสียอีก “ข้ากลับเมืองหลวง และกราบทูลกับฝ่าบาทว่าจะคืนลัญจกรหยกพร้อมกับตัวพระราชนัดดาให้ และยังช่วยพระองค์จัดการองค์ชายรองอีกด้วย”
หลังจากได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็มองเมิ่งฉีฮ่วนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสน “เหตุใดจึงเป็นองค์ชายรองเล่า เจ้าไม่ได้เป็นคนบอกเองหรือว่าเป็นองค์ชายสามที่ต้องการนำลัญจกรหยกไป แล้วเรื่องที่เกิดขึ้นกับจงเจิ้งเสียนก็เป็นฝีมือองค์ชายสามไม่ใช่หรือ”
“จริงอยู่ที่เวลานี้องค์ชายสามเป็นองค์รัชทายาทแล้ว และองค์ชายรองก็ไม่ได้ต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจมาเป็นเวลานานดูเหมือนจะไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ แต่ความจริงเขาได้แผ่อำนาจไปในหมู่ราษฎรแล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้า “องค์ชายรองนั้นโหดเหี้ยมกว่าองค์ชายสามเสียอีก ไม่มีใครเทียบได้เลย องค์ชายสามนั้นดูเหมือนจะอยู่เบื้องหลังโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับจงเจิ้งเสียน แต่ทั้งหมดเป็นเพราะองค์ชายรอง เขาเป็นคนเติมเชื้อไฟอยู่เบื้องหลัง”
“ฮ่องเต้ต้องการให้เจ้าไปช่วยเหลือองค์ชายสามงั้นหรือ พระองค์ต้องการยกบัลลังก์ให้เขางั้นหรือ” หลี่เยว่หานรู้สึกงุนงง
“ฮ่องเต้ทรงเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนระงับความโศกเศร้าทั้งหมดกลับไปในอกแล้วจับมือหลี่เยว่หาน “ข้าตั้งคำสัตย์ไว้ว่า ก่อนที่จะหมดเวลาของพระองค์ ข้าจะมีหน้าที่ในการรักษาอำนาจให้มั่นคง กำจัดองค์ชายรอง และช่วยให้องค์ชายสามให้ได้ขึ้นครองบัลลังก์ จากนั้นก็นำลัญจกรหยกและพระราชนัดดาทั้งสองคืนสู่ราชสำนัก แล้วเราก็จะมีลูกสร้างครอบครัวของเราด้วยกัน”
หลังจากได้ยินสิ่งนี้ หลี่เยว่หานก็รู้สึกถึงอารมณ์หลากหลายในใจตนเอง
“แน่นอนว่าหากเจ้าไม่ต้องการ เราจะไม่คืนลัญจกรหยกให้ราชสำนัก เมื่อถึงเวลาที่ฝ่าบาทสิ้นพระชนม์ องค์ชายสามก็จะไม่ได้รับการยอมรับจากลัญจกรหยก เขาไม่มีทางรู้หากเรามอบของปลอมไปให้และไม่มีทางจะพิสูจน์ได้” แม้หลี่เยว่หานจะไม่ได้เอ่ยอะไรตอบกลับไป แต่เมิ่งฉีฮ่วนก็รู้ดีว่านางคงไม่เต็มใจจะคืนลัญจกรหยกจึงรีบพูดออกมาเช่นนั้น
หลี่เยว่หานได้สติกลับมาอีกครั้ง นางจับมือของเมิ่งฉีฮ่วนและจ้องดวงตาของเขาอย่างจริงจัง “ฟังนะเมิ่งฉีฮ่วน ข้าไม่รู้ว่าชีวิตเจ้าเป็นเช่นไรก่อนหน้านี้ แต่เวลานี้เจ้าเป็นสามีข้าแล้ว เป็นบิดาของลูกข้าด้วย และยังเป็นขุนพลทหารม้าของกลาโหม ดังนั้นข้าจะไม่ยอมให้เจ้าถูกใครมาพรากไปได้ ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะพยายามครอบงำเจ้าด้วยสิ่งใดก็ตาม”
“นี่เจ้า หมายความว่า…จะก่อกบฏงั้นหรือ” เมิ่งฉีฮ่วนตกตะลึง
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของเมิ่งฉีฮ่วน หลี่เยว่หานก็ทั้งฉุนและขำขึ้นมาพร้อมกัน “จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร เจ้าอยากเป็นฮ่องเต้หรือ ข้าไม่ต้องการเป็นฮองเฮาหรอกนะ หากเป็นเช่นนั้นจริงทั้งนางสนมของเจ้าจะไม่มาทำให้ข้าอกแตกตายอย่างนั้นหรือ ข้าไม่ใช่คนซับซ้อน ไม่เก่งเรื่องวางแผนต่อสู้กับสตรีอื่นและไม่คิดจะแบ่งปันสามีกับผู้ใดทั้งสิ้น ที่ข้าหมายถึงคือ เจ้าสามารถเลือกที่จะไม่ทำตามพระบัญชาได้ แม้จะบรรลุข้อตกลงกับฝ่าบาทไปแล้วก็ตาม”
“หา?” เมิ่งฉีฮ่วนแทบไม่ได้สนใจเรื่องอื่น ๆ ที่นางพูดถึงเลย หลังจากที่ได้ยินนางพูดว่า ‘ไม่ต้องการแบ่งสามีกับผู้ใดทั้งสิ้น’ ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นกับหลี่เยว่หานแล้วพยักหน้าหงึกหงักไม่เอ่ยอะไรออกมามากกว่ารับคำ “ข้าจะฟังเจ้า”
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้น หลี่เยว่หายก็ผลักสามีด้วยความหมั่นไส้ “เจ้าจะฟังอะไรข้า”
“ไม่ว่าเจ้าจะพูดอะไร ข้าจะเชื่อฟังเจ้าทุกอย่าง” เมิ่งฉีฮ่วนมองไปที่หลี่เยว่หาน ยกยิ้มแล้วกอดนางเอาไว้ “ข้าไม่สนใจอะไรในโลกนี้อีกแล้ว เพียงแค่ต้องการอิสระที่จะอยู่กับเจ้าเท่านั้น”
หลังจากได้ยินเขาพูดเช่นนั้นนางก็เศร้าใจขึ้นมา
ไม่นานมานี้หลังจากที่นางรู้ว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะต้องกลับเมืองหลวง นางก็คิดกับตัวเองว่าต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถเข้ากับครอบครัวของเขาได้ เมื่อมาถึงจวนแม่ทัพครั้งแรก หลี่เยว่หานก็ทำเป็นพูดอย่างไม่จงใจเพื่อจะถามเขาเรื่องผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ในครอบครัว และเขาก็ยังทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้และเฉไฉไปเรื่อย
เมื่อคิดย้อนไปแล้วก็รู้สึกว่าตอนนั้นเขาเองก็คงจะเสียใจไม่น้อย
เพราะความจริงแล้วเขาไม่มีครอบครัวคนอื่นเลย…
คิดเช่นนี้แล้วหลี่เยว่หานจึงยกมือขึ้นลูบหลังของเมิ่งฉีฮ่วน พลางเอ่ยกับเขา “เจ้ามีครอบครัวแล้ว ข้าเป็นภรรยาเจ้า และข้ายังอุ้มท้องลูกของเรา ไม่สามารถเอาชีวิตไปเสี่ยงตายได้อีกต่อไปแล้ว เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นให้คิดถึงข้าและลูก ๆ ของเราให้มาก และต้องคิดถึงความปลอดภัยของชีวิตตนเองเสมอเข้าใจหรือไม่”
หลี่เยว่หานรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา เมื่อคิดว่าเมิ่งฉีฮ่วนลักพาตัวพระราชนัดดาและยังยึดเอาของสำคัญมาไว้กับตัวเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นอิสระภาพของตนเองเช่นนั้น
หากว่าเขาไม่ได้มาจากเกาะถงเชิง และองค์ชายสามกำลังก่อปัญหา ราชสำนักคงจัดการเขาไปนานแล้ว อย่างไรเสีย ไม่ว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะเป็นคนที่ทรงพลังมากเพียงใด เขาก็ยังเป็นเพียงท่านเก้าหัวหน้าพรรคในอำเภอหย่งอันเท่านั้น จะเทียบได้กับอำนาจล้นเหลือของฮ่องเต้ได้อย่างไร
“ไม่ต้องห่วงไปเลย เวลานี้ข้ารู้แล้วว่าสิ่งใดควรไม่ควร จะไม่เสี่ยงชีวิตอย่างไม่ไตร่ตรองอย่างแน่นอน” เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกอบอุ่นในใจขึ้นมา “ข้าเล่าเรื่องทั้งหมดให้เจ้ารู้เช่นนี้แล้ว หวังว่าเจ้าจะไม่เข้าใจข้าผิดอีกต่อไป ระหว่างข้ากับจี้ซินเยว่ไม่ได้มีอะไรเลย ในเวลานั้นทุกอย่างเป็นเพียงการแฝงตัวของข้า หัวใจข้ามีเพียงเจ้าผู้เดียวมาตลอด”