ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 296 เส้นทางลับสู่วังหลวง
บทที่ 296 เส้นทางลับสู่วังหลวง
เมิ่งฉีฮ่วนขมวดคิ้วให้กับสิ่งที่ได้ยิน สัญชาติญาณบอกเขาว่าฝ่าบาทอาจทรงเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
ชายหนุ่มมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างลังเลใจ
เขาได้รับพระบัญชาให้ออกจากเกาะถงเชิงเพื่อเข้าหาจงเจิ้งเสียน ในบรรดาราชวงศ์ทั้งหมด มีเพียงพระองค์เดียวที่มีสิทธิ์รับรู้เรื่องเกาะถงเชิงนั่นคือผู้ครองบัลลังก์มังกร
ช่วงเวลาที่องค์ชายรองจงเจิ้งหลีเริ่มสะสมกำลังพลส่วนตัวนั้น จะเป็นช่วงที่เขาออกจากเกาะพอดิบพอดีได้อย่างไร ไม่เป็นเรื่องบังเอิญเกินไปอย่างนั้นหรือ
“คุณชาย ขุนนางและราษฎรกว่าครึ่งในเวลานี้อยู่ฝ่ายเดียวกับองค์ชายรองและองค์ชายสามแล้ว มีคนจำนวนน้อยที่ยังถวายความภักดีต่อฝ่าบาทอย่างแท่จริง” กัวอี้กล่าวเสริม “ข้าน้อยขอบังอาจคาดเดาว่าความลับเรื่องเกาะถงเชิงคงจะรั่วไหลไปแล้ว เป็นไปได้สูงว่าองค์ชายรองและองค์ชายสามจะรู้ตัวตนที่แท้จริงของคุณชาย หากท่านยังอยู่ในเมืองหลวงต่อไป จะต้องมีปัญหาตามมาไม่ช้าก็เร็วขอรับ”
เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้าตามคำกล่าวนั้นแล้วเอ่ยตอบ “ข้าเข้าใจแล้ว ช่วงที่ผ่านมาเจ้าทำงานหนักมาก ไปพักผ่อนเถอะ”
กัวอี้ดูเหมือนจะต้องการพูดอะไรบางอย่างขึ้นมาอีก แต่ถูกเมิ่งฉีฮ่วนปรามไว้ และส่งสัญญาณให้เขาออกไปก่อน จากนั้นก็ทรุดตัวนั่งลงที่โต๊ะอ่านหนังสืออยู่พักหนึ่ง ในช่วงดึก ก็มีร่างหนึ่งออกไปจากจวนแม่ทัพเงียบ ๆ และเร้นกายหลบหลีกสายตาของผู้คนมากมายเข้าไปในวังหลวง
กลางดึกสงัด
หลี่เยว่หานนอนพลิกตัวไปมาเท่าไรก็หลับไม่ลง นางรู้สึกวูบโหวงอยู่ในอก วันนี้เป็นวันเทศกาลโคมไฟ เมิ่งฉีฮ่วนรับปากกับนางว่าจะพาไปเดินชมโคมไฟด้วยกัน แต่เพราะมีเรื่องให้ต้องเข้าวังหลวง แผนการทั้งหมดจึงถูกลืมไป
เวลานี้เขาก็น่าจะหลับไปแล้ว
เมื่อคิดเช่นนั้น อะไรบางอย่างในใจก็ทำให้หลี่เยว่หานลุกจากที่นอน เปิดประตูห้องเงียบ ๆ มองไปทางห้องหนังสือ
ยังคงมีแสงเทียนลอดออกมาจากห้องนั้น เงาของเมิ่งฉีฮ่วนก็ทอดออกมาจากหน้าต่าง เขายังนั่งอยู่ในนั้น พลิกหนังสือเป็นครั้งคราวและหลังเหยียดตรง เป็นอิริยาบถที่ดูผ่อนคลายแต่ก็น่ามองมาก
ทั้งที่เห็นว่าเขาสบายดี แต่หลี่เยว่หานกลับไม่สบายใจเอาเสียเลย
นางสวมเสื้อคลุมแล้วเดินตรงไปที่ห้องหนังสือ เมื่อเข้าใกล้ประตูกลับถูกใครบางคนมาขวางเอาไว้
“ฮูหยินขอรับ วันนี้ท่านแม่ทัพมีงานราชการยุ่งมาก ฮูหยินโปรดกลับไปพักผ่อนจะดีกว่าขอรับ” คนที่มาห้ามนางไว้เอ่ยขึ้น
“แค่ไปดูสักหน่อยก็ไม่ได้เชียวหรือ” หลี่เยว่หานใจเสีย
“ฮูหยิน โปรดอย่าให้ข้าน้อยต้องลำบากใจเลยขอรับ” คนที่เข้ามาขวางนางคือทหารที่เมิ่งฉีฮ่วนมักพาไปไหนมาไหนด้วยเสมอ ชื่อของเขาก็คือเฮ่อเจิ้งเทียน แม้ว่าจะยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มและอายุไม่มากเท่าหลี่เยว่หาน แต่ว่ากันว่าฝีมือการต่อสู้ของเขาในจวนนี้ก็เก่งกาจเป็นรองเพียงเมิ่งฉีฮ่วนเท่านั้น
หลี่เยว่หานไม่อยากสร้างความวุ่นวาย แต่ก็รู้สึกราวกับมีหนามตำอยู่ในอก นางกระวนกระวายใจอย่างไม่ทราบสาเหตุ หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยขึ้น “เช่นนั้นรอให้ท่านแม่ทัพของเจ้าว่างก่อน จากนั้นก็บอกเขาทีว่าในห้องนอนว่างเกินไป”
ว่าจบหลี่เยว่หานก็กลับเข้าไปในห้องนอน
แม้ว่าเฮ่อเจิ้งเทียนจะไม่เขาใจว่าสาเหตุที่นางขอให้เขารายงานประโยคดังกล่าว แต่เขาก็ยังเดินเข้าไปในห้องหนังสือ
หลี่เยว่หานพยายามมองลอดช่องประตูในจังหวะนี้
เงาของเฮ่อเจิ้งเทียนค่อย ๆ ปรากฏที่หน้าต่าง เขาโค้งคำนับแล้วจึงเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่เงาของเมิ่งฉีฮ่วนกลับไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น เพียงพยักหน้ารับเล็กน้อยและยังคงพลิกหน้าตำราต่อไป
จากนั้นเฮ่อเจิ้งเทียนจึงออกมายืนเฝ้าหน้าห้องเช่นเดิม
หลี่เยว่หานรู้สึกว่ามีบางสิ่งไม่ชอบมาพากล
เงาของเมิ่งฉีฮ่วนพลิกหน้ากระดาษบ่อยเกินไป แม้ว่าจะเห็นเขาหันไปทางอื่นเป็นครั้งคราว แต่เมื่อสังเกตดูแล้วจะพบว่าเขาพลิกกลับไปกลับมาอยู่เช่นนั้น
และท่านั่งเช่นนั้น หากนั่งไปนาน ๆ จะต้องปวดคอแน่นอน เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยามแล้วนับตั้งแต่หลี่เยว่หานลุกจากที่นอน แต่เมิ่งฉีฮ่วนไม่เงยหน้าขึ้นมาเลย
เขาไม่ปวดเมื่อยบ้างเลยหรือ
หรือความจริงแล้วเมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้อยู่ในนั้น
เยว่หานขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้ เหตุใดเขาจึงต้องพยายามสร้างภาพด้วยเงาว่าตนเองอยู่ในนั้น เป็นไปได้หรือไม่ว่ามีแผนการอะไรบางอย่าง
หลี่เยว่หานเป็นคนมีเหตุผล แม้จะรู้สึกสงสัย แต่ก็ไม่คิดจะเปิดโปงเขาในเวลานี้ด้วยการเข้าไปในห้องหนังสือ
หลังจากนั่งสังเกตเงาแปลก ๆ อยู่พักใหญ่นางก็ถอนหายใจยาว ปิดประตูห้อง ล้มตัวลงนอนบนเตียง
ภายในวังหลวง
เมิ่งฉีฮ่วนใช้เส้นทางลักลอบเข้ามาในวังหลวง และเข้าไปในห้องทรงพระอักษร ฝ่าบาททรงอ่านฎีกาอยู่ที่นั่น เมื่อเขาพบฝ่าบาทก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
“ภรรยาตัวน้อยของเจ้าอารมณ์แปรปรวนอีกแล้วงั้นหรือ” ฮ่องเต้ชราเอ่ยขึ้นอย่างเรียบ ๆ
“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ” เมิ่งฉีฮ่วนส่ายหน้า “ฝ่าบาท กระหม่อมทราบข่าวมาว่ามีความเป็นไปได้ที่เรื่องเกาะถงเชิงจะรั่วไหล”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฮ่องเต้ก็ทรงเลิกล้อเล่นแล้ววางฎีกาในพระหัตถ์ลง ครุ่นคิดครู่หนึ่งจากนั้นก็ทรงลุกขึ้นไปจับเครื่องประดับด้านหลังห้อง ไม่นานนักประตูลับบานหนึ่งก็เปิดออกมา พร้อมกับหุ่นไม้ในชุดฉลองพระองค์ก็ขึ้นมานั่งแทนที่ที่ประทับของฝ่าบาทที่ว่างเปล่า จับพู่กันไว้ในมือ ท่าทางการนั่งงามสง่า
เมื่อเห็นเช่นนั่น เมิ่งฉีฮ่วนก็ก้มตัวลองต่ำ ไถลตัวตามพื้นไปยังประตูบ้านนั้น หลังจากที่ฝ่าบาททรงเดินเข้ามาแล้วประตูลับก็ปิดลงเงียบ ๆ
“เมื่อครู่เจ้าหมายความว่าอย่างไร” ฮ่องเต้ตรัสถามขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อประตูห้องลับปิดลง
“องค์ชายรองเริ่มสั่งสมกองกำลังตั้งแต่กระหม่อมได้รับพระบัญชาให้ออกจากเกาะถงเชิง” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวอย่างรวดเร็ว “แม้จะไม่ได้ทราบวันที่อย่างชัดเจน แต่ก็เป็นช่วงเวลาไล่เลี่ยกันมาก สถานการณ์เช่นนี้บังเอิญเกินไป ดังนั้นกระหม่อมจึงสงสัยว่าข้อมูลเกี่ยวกับเกาะถงเชิงต้องรั่วไหลออกไปแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ขมวดคิ้วทันทีที่ทรงได้ยินเช่นนั้น “เพียงเท่านี้ก็สามารถยืนยันได้ว่าองค์ชายรองรู้เรื่องเกาะถงเชิงอย่างนั้นหรือ หากเขารู้เรื่องนั้นจริง ๆ เขาอาจจะไม่ปล่อยให้พี่ชายได้ขึ้นเป็นองค์รัชทายาท และอาจไม่นิ่งนอนใจรอเวลามาถึงตอนนี้ก็ได้”
“กระหม่อมเข้าใจที่ฝ่าบาททรงรับสั่งพ่ะย่ะค่ะ” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้า “แต่กระหม่อมได้ข่าวมาว่ากองกำลังขององค์ชายรองมีจำนวนกว่าสองแสนนายและเงินครึ่งหนึ่งที่ใช้บำรุงกองกำลังเหล่านั้นก็ถูกนำออกไปจากท้องพระคลัง”
พระองค์อาจไม่ทรงคาดคิด ว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะเอาเรื่องนี้มากราบทูล ฮ่องเต้จึงตกพระทัยขึ้นมา “เป็นได้หรือไม่ว่าที่กรมคลัง…ไม่สิ เจ้ากรมคลังก็มีการเปลี่ยนอยู่หลายครั้งตลอดเวลาที่ผ่านมา หากองค์ชายรองและเจ้ากรมคลังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันจะต้องถูกสกัดกั้นได้อย่างแน่นอน เพราะเวลานี้เจ้ากรมคลังก็ยังไม่ได้ฝักใฝ่ฝ่ายใด องค์ชายรองและองค์ชายสามก็ไม่ได้เป็นคนไร้ปัญญา ไม่มีทางกล้าเข้าไปพยายามติดสินบนเจ้ากรมคลังผู้นี้อย่างแน่นอน”
“ฝ่าบาท บางทีเรื่องนี้อาจไม่ได้มาจากกรมคลัง” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวด้วยเสียงเบา “องค์ชายรองมักถูกมองว่าไม่ได้สนใจเรื่องบ้านเมือง และมีความเป็นพ่อค้ามากกว่า นอกจากนี้กุ้ยเฟยเหนียงเหนียงที่เป็นมารดาบุญธรรมขององค์ชายรองยังมีฐานะมั่งคั่งมีทรัพย์สินมหาศาลนอกวังหลวง เมื่อหลายปีก่อนพระสนมได้มอบหมายให้กรมคลังเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินเหล่านี้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นฝ่าบาทก็ทรงพยักหน้า “เช่นนี้ชุยกุ้ยเฟยก็จะสามารถส่งเงินไปสนับสนุนกองทัพได้อย่างไม่ต้องหลบซ่อน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้แม้ว่าชุยกุ้ยเฟยจะใช้จ่ายเงินออกไปสู่ภายนอกแต่ก็ไม่ได้ถูกกระทำในนามของนาง ยังให้ตระกูลเดินของนางเป็นผู้จัดการ เช่นนี้องค์ชายรองก็จะสามารถติดต่อกับตระกูลชุยได้ง่ายกว่า”