ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 297 พวกเรารู้เรื่องทั้งหมด
บทที่ 297 พวกเรารู้เรื่องทั้งหมด
“ยังมีอีกประการหนึ่งพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง “เมื่อกระหม่อมเดินทางออกมาจากเกาะถงเชิง เมื่อสิบปีก่อนฝ่าบาทน่าจะทรงจำได้ว่าผู้ที่ช่วยเหลือกระหม่อมออกมาจากเกาะนั้นคือใคร”
สีหน้าของฮ่องเต้เคร่งขรึมขึ้น “เจ้าสงสัยหรูกงกงอย่างนั้นหรือ”
“นี่เป็นเรื่องจริงอย่างไม่ต้องสงสัยพ่ะย่ะค่ะ” เมิ่งฉีฮ่วนกราบทูลต่อไป “หรูกงกงถวายการรับใช้ฝ่าบาทมาเป็นเวลานานแต่เขาก็มีคนสนิทในวังหลวงเช่นกันนั่นก็คือนางข้าหลวงจวิ้นหนิงคนสนิทของกุ้ยเฟย”
“มันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียงเลย หากหรูกงกงที่รับใช้ข้ามาตลอดหลายปีจะกล้าเล่าเรื่องเช่นนี้ให้กับนางข้าหลวงในวังรู้ ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่ได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับเกาะถงเชิงมากนัก รู้แค่วิธีรับคนมาจากที่นั่นแล้วนำตัวมาส่งข้าเท่านั้น” เขากังวล “เมิ่งฉีฮ่วน ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนหลักแหลม แต่นี่มันไม่น่าเป็นไปได้”
“พ่ะย่ะค่ะ” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้า ท่าทางของเขาดูเย็นลงมาก “ตราบใดที่ฝ่าบาทไว้วางพระทัยในตัวเขา กระหม่อมก็จะเชื่อถือด้วยเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ” หลังจากกล่าวเช่นนั้น เขาก็โค้งคำนับแล้วลากลับ “เวลานี้ค่ำมากแล้ว ฝ่าบาททรงพักผ่อนพระวรกายด้วยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมขอกราบทูลลา”
หลังจากนั้นเมิ่งฉีฮ่วนก็ดันมือไปที่ผนังด้านหลังประตูลับอีกบานแล้วเปิดออก ชายหนุ่มเดินออกไปในความมืดโดยไม่หันกลับมา ไม่นานร่างของเขาก็หายไปอย่างรวดเร็ว
“เฮ้อ…” ฝ่าบาททอดพระเนตรร่างของเมิ่งฉีฮ่วนที่เดินจากไป พลางคิดถึงเรื่องที่เขาพูดก็ทำให้รู้สึกไม่สบายพระทัย “ข้าไม่รู้เลยว่านี่ถูกต้องหรือไม่ ราวกับว่าเมิ่งฉีฮ่วนได้ตายไปแล้ว…”
เพื่อออกจากวังหลวงเมิ่งฉีฮ่วนต้องหลบเลี่ยงทหารจำนวนมากและกลับมาที่จวนได้ท่ามกลางค่ำคืนที่มืดมิด
ทันทีที่กลับมาถึงห้องหนังสือ เฮ่อเจิ้งเทียนก็รีบถ่ายทอดคำพูดของหลี่เยว่หานแก่เมิ่งฉีฮ่วนอย่างรวดเร็ว นั่นทำเอาเขาอดหัวเราะออกมาไม่ได้
“สั่งให้เด็กรับใช้เตรียมน้ำไว้ให้ข้าอาบด้วยที” หลังจากกล่าวจบเมิ่งฉีฮ่วนก็หันกลับไปอ่านตำรา
เวลาล่วงเข้าสู่เที่ยงคืนแล้ว แม้ว่าหลี่เยว่หานจะรู้สึกไม่ดี แต่สุดท้ายผล็อยหลับไปด้วยความง่วงงุน
แต่เพราะความวุ่นวายใจทำให้นางนอนหลับไม่สนิท เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนย่องขึ้นมาบนเตียงและดึงนางเข้ามาในอ้อมอก หลี่เยว่หานก็ตื่นขึ้นมาอย่างง่ายดาย
“เจ้าไปไหนมา” หลี่เยว่หานถามพลางถอนหายใจ
นางไม่ได้โง่ และหลังจากที่เรียวิชาแพทย์มาหลายปีจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าเงาที่เห็นนั่นเป็นเพียงหุ่น และเมิ่งฉีฮ่วนใช้หุ่นจำลองทำทีเป็นตัวเขาที่นั่งอ่านตำราอยู่ในห้อง นั่นก็พิสูจน์ได้แล้วว่าสิ่งที่เขาออกไปทำนั้นเป็นเรื่องอันตรายที่ไม่สามารถให้ใครรู้ได้
“เจ้ารู้หรือว่าข้าไปที่อื่นมา” เมิ่งฉีฮ่วนประหลาดใจ “รู้ได้อย่างไรกัน”
“หุ่นที่เจ้าใช้เป็นตัวแทนมักจะทำท่าทางซ้ำ ๆ เปิดหนังสือไปหนึ่งหน้าแล้วก็ย้อนกลับ” หลี่เยว่หานลดเสียงลงและกระซิบ “อย่าลืมว่าข้าก็รู้วิชาแพทย์เช่นกัน คิดว่าจะดูไม่ออกเลยงั้นหรือ”
หลังจากได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฉีฮ่วนก็เม้มริมฝีปากแล้วพูดขึ้น “ข้าไปวังหลวงมา”
“เกิดอะไรขึ้นหรือไม่” หลี่เยว่หานรีบถาม
“เปล่า” เมิ่งฉีฮ่วนกระชับอ้อมแขนกอดหลี่เยว่หาน วางศีรษะซบไหล่นางแล้วก็ถอนหายใจออกมา “ข้าเพิ่งทราบข่าวบางอย่างมา จำเป็นต้องรีบเข้าวังไปกราบทูลฝ่าบาท”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นนางจึงไม่ถามต่ออีกต่อไป เพียงแค่โอบรอบแขนเขาไว้แล้วหลับสนิทในที่สุด
เมื่อลมหายใจของสตรีร่างบางในอ้อมแขนของเขาเข้าออกอย่างสม่ำเสมอแล้วเมิ่งฉีฮ่วนก็ถอนหายใจเบา ๆ แล้วหลับไปหลังจากนั้นไม่นาน
วันต่อมา
กว่าหลี่เยว่หานจะตื่น เมิ่งฉีฮ่วนก็ไปท้องพระโรงแล้ว นางไม่ได้เร่งรีบนัก เริ่มจากเข้าไปที่น้ำพุจิตวิญญาณในลัญจกรหยก เวลานี้นางรู้สึกว่าความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับลัญจกรหยกเริ่มใกล้ชิดกันมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่ไม่แน่ใจนักว่าเป็นเรื่องดีหรือไม่
“ท่านอาสะใภ้” มู่ชวนและหลิงซีดูเหมือนว่าจะเพิ่งตื่น เมื่อเห็นว่าหลี่เยว่หานมาหลิงซีก็กระโดดเข้ามาทันทีแต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าหลี่เยว่หานกำลังตั้งครรภ์จึงไม่ได้พุ่งเข้าไปในอ้อนแขนโดยตรง
“ข้ารู้ว่าที่นี่น่าเบื่อ แต่อดทนเอาไว้ก่อน เพราะที่นี่ปลอดภัยที่สุดในเวลานี้” หลี่เยว่หานคุกเข่าลงบีบแก้มของหลิงซี “มู่ชวน เจอสัตว์ป่าบ้างไหม”
มู่ชวนมองอยู่ข้าง ๆ หลิงซีที่กำลังอ้อนหลี่เยว่หานพลางส่ายหน้าไปมาด้วยรอยยิ้ม “อาจจะเป็นเพราะต้าไป๋อยู่ที่นี่ ทำให้เจอแต่สัตว์ตัวเล็ก ๆ เท่านั้น ยังไม่เจอสัตว์ใหญ่เลย เมื่อวานข้าพบสระน้ำที่อยู่ใกล้ ๆ กับน้ำพุด้วย และที่นั่นก็มีน้ำพุผุดขึ้นจากสระเช่นกัน ที่นั่นดูอุดมสมบูรณ์ขึ้นกว่าเดิมมาก ทำให้พื้นที่หลิงฉวนทั้งหมดมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ
ทุกอย่างเป็นดังที่มู่ชวนเล่า แน่นอนว่าพื้นที่แห่งนี้มีชีวิตชีวามากขึ้นจริง ๆ
ครั้งก่อน ๆ ที่หลี่เยว่หานเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้บรรยากาศรอบ ๆ จะชวนให้รู้สึกหดหู่เล็กน้อย แม้ว่าจะมีสระน้ำอยู่มากมาย แต่ส่วนใหญ่เป็นน้ำนิ่ง เมื่อมีสระหนึ่งเหือดแห้งลงไปก็จะหายไปทันที และแม้ว่าที่นี่จะมีสี่ฤดูกาลไม่ต่างจากภายนอก แต่ทุกอย่างจะเลวร้ายมากกว่าปกติ
ตัวอย่างเช่น ในฤดูร้อน ที่นี่ก็จะร้อนมากกว่าเท่าตัว เมื่อเข้าฤดูหนาวก็มักจะมีพายุหิมะเสมอ มีฝนตกตลอดเวลาในฤดูใบไม้ผลิ ฤดูใบไม่ร่วงก็จะเต็มไปด้วยน้ำค้างแข็ง ทว่าเวลานี้หลี่เยว่หานกลับรู้สึกว่าร่างกายของนางเบาสบายขึ้นเมื่อสูดหายใจเข้าเต็มปอด ไม่ว่าใครก็สามารถรู้สึกได้ว่าพื้นที่หลิงฉวนเปลี่ยนไปมากเพียงใดในเวลานี้
“สองสามวันมานี้หลิงซีไม่สบายบ้างหรือไม่” หลี่เยว่หานถามถึงสุขภาพของเด็กหญิงตัวน้อย
“ไม่เลยขอรับ” มู่ชวนส่ายหน้า “หลิงซียังดูมีสีหน้าที่ดีขึ้นมากอีกด้วย”
หลี่เยว่หานจึงเริ่มสังเกตใบหน้าของหลิงซีอย่างตั้งใจแล้วก็พบว่าเด็กน้อยดูมีเลือดฝาดเป็นสีชมพูกุหลาบอย่างที่มู่ชวนว่า จึงทำให้รู้สึกมีความสุขขึ้นมา “เอาไว้ข้าจะพาเจ้าไปสูดอากาศข้างนอกบ้าง เพื่อให้อาของเจ้าได้เห็นว่าหลิงซีอาการดีขึ้นเพียงใด”
“อาสะใภ้” มู่ชวนดึงแขนเสื้อของหลี่เยว่หาน “เราไม่อยากออกไปขอรับ เราจะอยู่ในหลิงฉวนจนกว่าด้านนอกจะปลอดภัย แม้ว่าท่านอากับอาสะใภ้จะไม่ได้พูดออกมาตามตรง แต่เราสองคนก็คิดว่าจวนแม่ทัพไม่ใช่ที่ที่ปลอดภัยเลย การที่เราออกไปตอนนี้มีแต่จะทำให้ท่านเดือดร้อน”
หลี่เยว่หานได้ฟังก็รู้สึกว่าเด็กคนนี้เป็นเด็กฉลาด นั่นทำให้นางทุกข์ใจขึ้นมา “เด็กดี แม้ว่าจวนแม่ทัพจะไม่ใช่สถานที่ที่ปลอดภัยนัก แต่ก็พอจะมีที่ลับตาคนอยู่บ้าง ข้าจะลองคุยกับอาของพวกเจ้าเพื่อให้ได้ออกไปบ้าง จะได้ไม่รู้สึกเบื่อเกินไป”
“ข้าไม่เบื่อเจ้าค่ะ” หลิงซีกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ที่นี่มีดอกไม้ ต้นไม้ และต้าไป๋กับพี่ชายเป็นเพื่อนเล่น หลิงซีคิดว่าที่นี่วิเศษมาก พี่ชาย ท่านเบื่อหรือไม่เจ้าคะ”
มู่ชวนส่ายหน้า “หากจะต้องรู้สึกกังวลเพราะเป็นห่วงท่านอากับอาสะใภ้และเด็ก ๆ ในครรภ์แล้ว ข้ากับหลิงซียินดีจะอยู่ในนี้มากกว่าขอรับ”
หลี่เยว่หานถอนหายใจหลังได้ยินเช่นนั้น “ข้าส่งเจ้าเข้ามาในนี้เพราะป้องกันไม่ให้เจ้าถูกราชสำนักพาตัวไป แต่ตอนนี้ข้าแน่ใจแล้วว่าพวกเขาไม่ได้ต้องการตัวเจ้า แต่เจ้าก็ยังไม่อยากออกไปงั้นหรือ”
“หึ” จู่ ๆ หลิงซีก็กำหมัดแน่น “ข้ารู้ทุกอย่างแล้ว พี่ชายบอกข้าว่าเป็นเสด็จปู่ที่ต้องการจับเราสองคนไป และยังมีเสด็จอาและคนอื่น ๆ ด้วย”
หลี่เยว่หานตกตะลึงหันหน้าไปมองมู่ชวน ตอนนี้เด็กชายก้มหน้าอย่างรู้สึกผิด ไม่กล้ามองหน้าหลี่เยว่หาน
“มู่ชวน เจ้าอธิบายเรื่องนี้ได้หรือไม่” หลี่เยว่หานถาม “เจ้ารู้เรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร”
“เป็นการคาดเดาของข้าขอรับ” มู่ชวนเตะหินก้อนเล็กที่อยู่ใกล้เท้าออกไป “ล่าสุดเมื่อท่านอาพาเราไปอยู่ที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋น ก็เพื่อซ่อนตัวจากเสด็จปู่และเสด็จอา”
หลี่เยว่หานอดไม่ได้ที่จะอยากตำหนิมู่ชวนที่นำเรื่องเช่นนี้มาเล่าให้น้องสาวฟัง จากนั้นก็ปลอบหลิงซีอยู่พักหนึ่งก่อนออกมาจากมิติ
เมื่อนางออกมาก็เป็นเวลาที่เมิ่งฉีฮ่วนผลักประตูเข้ามาพอดี
“ข้าคิดว่าเจ้าจะยังไม่ตื่นเสียอีก” เมิ่งฉีฮ่วนเปิดประตูด้วยรอยยิ้มแล้วตรงเข้ามาหาหลี่เยว่หาน “เจ้าหิวหรือไม่”