ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 298 คังโหรวกลายเป็นหมิงจู
บทที่ 298 คังโหรวกลายเป็นหมิงจู
หลี่เยว่หานส่ายหน้า ดึงเมิ่งฉีฮ่วนให้นั่งลง กระซิบเบา ๆ ว่า “พาข้าออกไปข้างนอกที ข้าอยากไปที่หอฟ่านเทียน”
“ไปทำอะไรที่นั่น?” เมิ่งฉีฮ่วนถามด้วยความสงสัย
“จวนแม่ทัพไม่ใช่สถานที่ที่ปลอดภัย เห็นหรือไม่ว่าจะพูดกันเองในที่ส่วนตัวเช่นนี้ยังต้องพูดกันเบา ๆ เช่นนี้ ข้าอยากไปที่หอฟ่านเทียน ที่นั่นมีคนพลุกพล่าน ยิ่งมีคนมากเท่าไรยิ่งปลอดภัยสำหรับเรา” หลี่เยว่หานอธิบายต่อ “มูชวนและหลิงซีอยู่ในมิติมานาน พวกเขาได้กินเพียงอาหารที่ข้าปรุงไว้ให้ก่อนหน้านี้ มันไม่ดีนักสำหรับเด็ก ๆ พวกเขากำลังเติบโต ข้าจึงอยากจะออกไปข้างนอกเรื่อย ๆ เพื่อที่จะได้พาพวกเขาออกมากินของดี ๆ บ้าง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นคนเป็นสามีก็หัวเราะออกมา “เจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าเจ้าเป็นสตรี เข้า ๆ ออก ๆ หอคณิกาเช่นนั้นมันเป็นการดึงดูดความสนใจจากผู้คน ในเมื่อตั้งใจจะดูแลที่นั่นอยู่เบื้องหลังแล้วเหตุใดจึงกล้าออกหน้าไปที่นั่นบ่อย ๆ อย่างไม่ไตร่ตรองให้ดีก่อนเล่า”
“แล้วจะทำอย่างไร? คงไม่ให้เด็ก ๆ อยู่ในนั้นตลอดเวลาได้หรอกนะ” หลี่เยว่หานเริ่มร้อนรน
“เรื่องนี้ไม่ยาก” เมิ่งฉีฮ่วนลูบหัวนางแล้วปลอบประโลม “แม้ที่นี่จะมีสายตาของศัตรูอยู่มาก แต่การจะกำจัดพวกมันก็ไม่ใช่เรื่องยาก เจ้าไปล้างหน้าล้างตัวก่อน ข้าจะสั่งให้คนเตรียมอาหาร รอจนอาหารเสร็จ เรือนของเราจะว่างลงเอง ข้าจะจัดการให้คนทั้งหมดออกไป”
“แบบนั้นมันไม่ใช่การตีตนไปก่อนไข้หรือไง?” หลี่เยว่หานโต้แย้ง “เจ้าบอกเองว่าการที่ข้าเข้าออกหอฟ่านเทียนบ่อย ๆ มันดูน่าสงสัย การที่เจ้าไล่สายตาพวกนั้นออกไปก็ไม่ต่างกัน มันจะยิ่งทำให้คนจับตาดูเรามากขึ้น”
“ข้ามีแผน” เมื่อเห็นว่าหลี่เยว่หานเริ่มกังวล เมิ่งฉีฮ่วนก็รีบปลอบนาง “ไม่ต้องห่วง ที่ข้าปล่อยให้พวกมันอยู่ที่นี่มาตลอดก็เพราะข้าไม่อยากทำอะไรที่มันดูน่าสงสัยเกินไป ตอนนี้ถึงเวลาจัดการพวกมันแล้ว ข้าจะจัดการให้เรียบร้อยเอง”
แม้จะยังไม่เข้าใจความหมายของแผนการที่เมิ่งฉีฮ่วนพูดถึง แต่หลี่เยว่หานก็พอจะเดาออกว่ามันคงไม่ใช่วิธีการที่อ่อนโยนนัก นางจึงเอ่ยอย่างลังเล “เจ้าจะไม่ฆ่าพวกมันใช่ไหม?”
“ข้ารับประกันได้ว่าสายสืบเหล่านั้นจะกลับออกไปจากจวนอย่างไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน” เมิ่งฉีฮ่วนให้คำมั่น แต่จะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาหลังกลับไปพบนายตนเองนั้น เขาไม่จำเป็นต้องบอกนาง
หลี่เยว่หานเองก็รู้ดี แต่ก็จนใจจะพูดอะไรต่อไป
เมื่อรับคำเห็นด้วยกับเขาแล้วเมิ่งฉีฮ่วนก็ลุกขึ้นออกไปจากห้อง ไม่นานนักคังโหรวก็มาพร้อมกับอ่างใส่น้ำล้างหน้าและเอ่ยว่าจะช่วยหลี่เยว่หานล้างเนื้อล้างตัวในครั้งนี้เอง
หลี่เยว่หายมองดูรอบมือจาง ๆ ที่ใบหน้าของสาวใช้แล้วก็ถอนหายใจออกมา “เมื่อวานข้าทำเจ้าเดือดร้อน”
“ฮูหยินอย่าพูดเช่นนั้นเลยเจ้าค่ะ คังโหรวเป็นสาวใช้ของฮูหยิน ต้องร่วมทุกข์และสุขกับฮูหยินผู้เป็นนายจึงจะถูกต้องเจ้าค่ะ” คัวโหรวตอบเสียงเบาพลางส่งผ้าเช็ดหน้าสะอาดให้หลี่เยว่หานเอาไปเช็ดหน้าเช็ดตา จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนที่ด้านหลังเพื่อช่วยแต่งตัว
“ที่ข้ากล่าวไปว่าทำให้เจ้าเดือดร้อนเมื่อวานนี้” หลี่เยว่หานซับหน้าตนเองแล้วเอ่ยอย่างใจเย็น “ข้ามารู้ภายหลังว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ได้ยินคนพูดกันหลังได้สติกลับมาเมื่อวานนี้ เจ้าไม่ได้กลับมาพร้อมข้า แต่เป็นแม่ทัพที่พาเจ้ากลับมาอย่างนั้นหรือ”
“เจ้าค่ะฮูหยิน เมื่อวานหลังจากที่ฮูหยินกระอักเลือดแล้วหมดสติไป ท่านแม่ทัพก็โกรธมากและเป็นอุ้มฮูหยินกลับมาจากวังหลวงด้วยตนเอง ส่วนฝ่าบาทก็ทรงมีพระเมตตากับข้าน้อยมาก เมื่อเห็นว่าข้าน้อยถูกทิ้งไว้ก็ทรงรับสั่งให้กงกงในวังไปส่งข้าน้อยที่สำนักแพทย์หลวงเพื่อขอยารักษาใบหน้า แต่เมื่อกลับมาถึงจวนข้าน้อยได้ยินว่าฮูหยินหลับพักผ่อนอยู่ จึงไม่กล้าเข้ามารบกวนเจ้าค่ะ”
หลี่เยว่หานพยักหน้าตามแล้วมองคังโหรวด้วยสายตาห่วงใยอยู่อีกสองสามครั้ง และเลิกถามเรื่องเมื่อวาน นั่นทำให้คังโหรวรู้สึกโล่งใจ แต่ไม่ได้รู้เลยว่าหลี่เยว่หานตัดสินใจบางอย่างไปแล้วในเวลานี้…
หลังจากจัดแต่งทรงผม สวนเสื้อผ้าลำลองแล้วสาวใช้ก็มาเคาะประตูเพื่อลำเลียงอาหารจำนวนมากเข้ามาในห้องของหลี่เยว่หาน
“จะให้ฮูหยินทานอาหารในห้องเช่นนี้หรือ พวกเจ้าไม่รู้เรื่องเอาเสียเลย” คังโหรวขมวดคิ้ว “รีบไปตั้งสำรับที่โถงบุปผาสิ”
“พี่คังโหรว นี่เป็นคำสั่งของท่านแม่ทัพเจ้าค่ะ โปรดอย่าทำให้พวกเราต้องลำบากเลย” เด็กรับใช้มองคังโหรวอย่างลำบากใจ จากนั้นนางจึงหันไปทางหลี่เยว่หานที่อยู่ข้าง ๆ “ฮูหยิน หากฮูหยินไม่ต้องการจะทานในห้องข้าน้อยจะพาฮูหยินออกไปเองเจ้าค่ะ”
“อาหารก็ยกเข้ามาหมดแล้ว จะต้องออกไปข้างนอกเพื่ออะไรเล่า” หลี่เยว่หานขมวดคิ้วสีหน้ามีแววขุ่นเคือง “คังโหรว เจ้าต้องคิดแทนข้าด้วยอย่างนั้นหรือ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สาวใช้คนสนิทจึงรีบคุกเข่าลงทันที “ฮูหยินได้โปรดอย่าเข้าใจผิดเจ้าค่ะ คังโหรวเพียงเห็นว่าฮูหยินไม่เคยตั้งสำหรับในห้องนอนเช่นนี้มาก่อน อีกอย่างหากทำเช่นนี้ห้องนอนจะเต็มไปด้วยกลิ่นอาหาร ข้าน้อยเป็นห่วงว่าฮูหยินจะนอนไม่สบายหากได้กลิ่น จึงได้รีบบอกให้เอาอาหารออกไป”
“ฮึ่ม ข้าคิดว่าเจ้าจะมาใช้อำนาจแทนข้าเสียอีก” ความจริงแล้วหลี่เยว่หานคิดว่าสิ่งที่คังโหรวพูดนั้นไม่ผิดไปจากความจริงเลย นางกำลังตั้งครรภ์ แม้จะผ่านช่วงแพ้ท้องมาแล้ว แต่ก็ยังอ่อนไหวต่อกลิ่นอาหารอยู่จริง ๆ
เพียงแต่เพราะนางรู้ว่าคังโหรวเป็นคนของฝ่าบาท นางจึงไม่ต้องการให้สาวใช้ผู้นี้อยู่ใกล้ตัวอีกต่อไป จึงต้องรีบหาข้ออ้างในการผลักอีกฝ่ายให้ห่างออกไปให้ได้
“คังโหรวไม่บังอาจเจ้าค่ะฮูหยิน ได้โปรดอภัยให้ข้าน้อยด้วย” คังโหรวรีบขอความเมตตา
“เจ้าออกไปเสีย” หลี่เยว่หานส่ายหน้าอย่างมาสนใจคังโหรว “ต่อไปนี้งานของเจ้าทั้งหมดให้หมิงจูมาทำแทน ส่วนเจ้าก็ไปทำงานของหมิงจูก็แล้วกัน”
หมิงจูเป็นสาวใช้ที่ถูกซื้อตัวมาพร้อมคังโหรวซึ่งต่อมาเมิ่งฉีฮ่วนมอบหมายหน้าที่ให้คังโหรวมาดูแลนาง ส่วนหมิงจูดูแลงานต่าง ๆ ในจวนชั้นนอกร่วมกับสาวใช้คนอื่น ๆ
หลี่เยว่หานเองก็ไม่ได้วางใจพวกนางเลยสักคน แต่ก็ไม่สามารถสั่งให้พวกนางทั้งหมดออกไปจากจวนพร้อมกันได้ ประการแรกเพราะนางไม่ทราบว่าเรื่องจะวุ่นวายใหญ่โตกว่านี้หรือไม่หากทำเช่นนั้น ประการที่สองมันอาจทำให้ฝ่าบาททรงระแวงพระทัยต่อนางได้
เมื่อเห็นว่าผู้เป็นนายไม่มีแววจะเปลี่ยนใจ คังโหรวก็ไม่คร่ำครวญต่อ เพียงแค่ช่วยคนอื่น ๆ เตรียมสำรับเงียบ ๆ แล้วออกไปจากห้องพร้อมคนอื่น ๆ ไม่นานนักหมิงจูก็เข้ามาแทน
“ไม่ต้องมารอเฝ้าข้า เจ้าออกไปเรียกท่านแม่ทัพมากินข้าวกับข้าที่นี่”
“เจ้าค่ะ” หมิงจูเป็นสาวใช้ที่ดูสะอาดสะอ้านและทำสิ่งต่าง ๆ รอบคอบเรียบร้อย หลังจากได้ยินคำสั่งนางก็รีบออกไปอย่างรู้ว่าควรทำสิ่งใด
จากนั้นไม่นานเมิ่งฉีฮ่วนก็กลับมา และหมิงจูก็ปิดประตูอย่างรู้งาน
ก่อนประตูจะปิดลง หลี่เยว่หานเห็นว่าสาวใช้ด้านนอกล้วนเป็นคนที่ไม่เคยเห็นหน้า จึงอดไม่ได้ที่จะชื่นชมในความรวดเร็วของเขา
“หูตาพวกนั้นถูกชำระล้างแล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนนั่งลงด้วยรอยยิ้ม มองที่หลี่เยว่หานแล้วกล่าวต่อ “เรียกเด็ก ๆ ออกมาเถอะ”
“ดีเลย” หลี่เยว่หานพยักหน้า เอาลัญจกรหยกออกมาวางมันลงที่โต๊ะ ก่อนที่มู่ชวน หลิงซี ต้าเป่าจะปรากฏตัวขึ้นมากลางอากาศข้าง ๆ โต๊ะ
“ท่านอา” หลิงซีตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อได้พบเมิ่งฉีฮ่วน จากนั้นก็รีบกระโดดเข้าไปในอ้อมแขนของเขาทันที