ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 299 ท่านแม่ทัพช่างเอาใจใส่ฮูหยินมากจริง ๆ
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 299 ท่านแม่ทัพช่างเอาใจใส่ฮูหยินมากจริง ๆ
บทที่ 299 ท่านแม่ทัพช่างเอาใจใส่ฮูหยินมากจริง ๆ
“ท่านอาสะใภ้ เราไม่ได้ตกลงกันว่าจะไม่ออกมาหรอกหรือขอรับ” มู่ชวนมองหลี่เยว่หานอย่างลังเลและกล่าวเสียงเบา “หากมีคนรู้เข้าจะไม่เป็นไรหรือขอรับ”
หลี่เยว่หานมองไปทางมู่ชวนพลางยิ้มเอ็นดู
เมิ่งฉีฮ่วนเป็นฝ่ายอธิบายขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “เจ้าไม่ต้องกังวล จะไม่มีใครรู้เรื่องนี้อาสะใภ้เป็นห่วงเจ้าสองพี่น้องกลัวว่าจะอยู่ไม่สบายในนั้น จึงต้องการจะให้พวกเจ้าออกมาบ่อย ๆ เพื่อให้ได้กินอาหารดี ๆ บ้าง”
“แต่ว่า…” มู่ชวนทำท่าจะพูดอะไรบางอย่างออกมา แต่หลี่เยว่หานก็จับให้เขานั่งลงบนเก้าอี้
จากนั้นนางก็เอาตะเกียบให้มู่ชวนและหลิงซี “ไม่มีอะไรให้ต้องกังวล พวกเจ้ายังเด็ก เด็ก ๆ ควรเชื่อฟังคำของผู้ใหญ่ พวกเจ้าเติบโตมาในพื้นที่หลิงฉวนไม่ต่างอะไรกับการอยู่บนอากาศ อาหารก็ไม่ได้ดีนัก มีแต่ผลเสียกับร่างกาย”
หลี่เยว่หานตักโจ๊กปลาแสนอร่อยให้มู่ชวนและหลิงซีแล้ว แต่เด็กหญิงยังไม่ยอมลงจากอ้อมแขนของเมิ่งฉีฮ่วน หลี่เยว่หานก็ไม่ได้บังคับอะไรนางและปล่อยให้เด็กน้อยออดอ้อนเขาต่อไปเพราะโล่งใจที่รู้ว่าหูตาในจวนถูกจัดการไปหมดแล้วก็ไม่ต้องกังวลอะไรมากนัก
หลังอาหารเย็น หลี่เยว่หานที่เล่นกับสองพี่น้องอยู่สักพักก็เริ่มรู้สึกง่วงและต้องการเข้านอน
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มจะไม่สะดวกแล้ว มู่ชวนก็บอกน้องสาวว่าถึงเวลาต้องกลับเข้าไปในมิติแล้ว แม้จะดูอิดออดเล็กน้อยแต่พวกเขาก็ยอมกลับไปพร้อมกับต้าไป๋
ทันทีที่หลิงฉวนถูกปิดแล้ว หลี่เยว่หานก็นอนหลับไป
เมิ่งฉีฮ่วนคิดขึ้นได้ว่าน้ำพุแห่งจิตวิญญาณจะต้องใช้พลังวิญญาณของนางในการหล่อเลี้ยง เวลานี้ภรรยาของเขากำลังตั้งครรภ์เขาจึงไม่อยากให้นางต้องลำบากเช่นนี้อีก
หลังจากที่ช้อนตัวหลี่เยว่หานขึ้นอุ้มในท่าเจ้าสาวแล้ว เขาก็พานางไปนอนที่เตียงอย่างช้า ๆ ยกผ้าห่มขึ้นคลุมตัวอย่างดีก่อนจะออกไปเปิดประตู ขอให้หมิงจูไปเรียกคนมาช่วยกันเก็บอาหารออกไป จากนั้นเขาก็เปิดหน้าต่างเพื่อให้อากาศถ่ายเทและลดกลิ่นอาหารในห้อง จากนั้นเมิ่งฉีฮ่วนก็ปิดประตูลงอีกครั้ง
เขาออกจากห้องไปที่ห้องหนังสือ
กว่าหลี่เยว่หานจะตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็ล่วงเข้าเวลาบ่ายแล้ว
“ในที่สุดฮูหยินก็ตื่นแล้ว” หมิงจูพูดอย่างโล่งอก “ท่านแม่ทัพเข้ามาหาฮูหยินหลายครั้ง แต่ฮูหยินยังไม่ตื่น ท่านแม่ทัพไม่กล้าปลุกฮูหยิน เพียงเข้ามามองดูแล้วก็กลับไปที่ห้องหนังสือ กลับไปกลับมาเช่นนี้แล้วก็ออกไปข้างนอกเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินสิ่งที่สาวใช้เล่านางก็รีบถามต่อ “เขาออกไปแล้วหรือ ไปที่ใดกัน”
“ท่านแม่ทัพสัญญาจะพาฮูหยินไปงานเทศกาลโคมไฟเมื่อวานนี้แต่ว่าไม่ได้ไป เดิมทีต้องการพาฮูหยินไปวันนี้ แต่เพราะฮูหยินต้องการพักผ่อน ท่านแม่ทัพไม่อยากจะรบกวน จึงออกไปซื้อโคมมาประดับที่เรือนแทนเจ้าค่ะ”
หมิงจูพูดอย่างอิจฉา “ท่านแม่ทัพนั้นช่างเอาใจใส่ฮูหยินมากจริง ๆ เจ้าค่ะ”
แน่นอนว่าหลี่เยว่หานมีความสุขมาก แต่ก็รู้ด้วยเช่นกันว่าเขาคงมีบางอย่างต้องออกไปทำข้างนอกอย่างลับ ๆ เวลานี้ล่วงเข้าช่วงบ่ายแก่จะเย็นแล้ว นางจึงลุกจากที่นอนแล้วเอ่ยกับหมิงจู “หมิงจู บอกให้คนไปเตรียมรถม้าที ข้าต้องการออกไปข้างนอกเสียหน่อย”
“ฮูหยินตั้งครรภ์แฝด หากเป็นไปได้มีธุระต้องออกไปข้างนอกโปรดเรียกใช้บ่าวไพร่จะดีกว่านะเจ้าคะ อย่าได้ต้องลำบากเลย” หมิงจูเข้ามาห้ามอย่างรวดเร็ว
“ไปทำตามที่บอกเร็วเข้า” หลี่เยว่หานรู้ว่าหมิงจูห้ามด้วยความเป็นห่วง แต่นางมีเรื่องจำเป็นจะต้องจัดการด้วยตัวเองอยู่ จึงไม่ได้อธิบายอะไรเพียงเร่งให้สาวใช้รีบไปทำตามคำสั่ง
หลังเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว หลี่เยว่หานพร้อมด้วยหมิงจูก็ออกไปยังเรือนหลังเดิมที่นางเคยอาศัยอยู่ก่อนหน้านี้ จากนั้นก็สั่งให้หมิงจูรอที่นั่น ก่อนที่จะเดินทางไปที่หอฟ่านเทียนพร้อมกับผู้ดูแลร้าน
นางยังไม่ลืมจุดประสงค์เดิมของตัวเองหลังจากที่ยึดครองหอฟ่านเทียนได้สำเร็จ เพียงแต่หลี่เยว่หานยังไม่ทราบว่าจี้หยางเป็นอย่างไรในช่วงเวลานี้
มีร้านเครื่องประดับตั้งอยู่ไม่ห่างจากหอฟ่านเทียนนัก หลี่เยว่หานลงจากรถที่นั่นแล้วเดินเข้าประตูหลังของหอฟ่านเทียนโดยมีผู้ดูแลร้านอวี้ออกมาต้อนรับ
“ฮูหยิน มีคนติดตามเรามาขอรับ” ผู้ดูแลร้านอวี้กระซิบขณะที่เดินตามอยู่ด้านหลังหลี่เยว่หาน
“ไม่ต้องสนใจ ปล่อยให้ตามไป” หลี่เยว่หานรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะกำจัดคนเหล่านั้นได้จึงเลี้ยวเข้าไปในตรอกเล็กก่อนจะเข้าไปในหอฟ่านเทียนอย่างไม่ปกปิด
“ฮูหยิน หอฟ่านเทียนเป็นกิจการสำหรับลูกค้าบุรุษ ไม่ใช่ที่ที่สตรีจะเข้ามาได้เจ้าค่ะ” แม่เล้าประจำหอฟ่านเทียนขวางหลี่เยว่หานที่หน้าประตู
ผู้ดูแลร้านอวี้ที่ติดตามมาด้วยรีบเอาเงินใส่มือแม่เล้าทันที “นี่คือสินน้ำใจ ฮูหยินของข้าเป็นฮั่นหรงฟูเหริน และไม่ได้มาที่นี่เพื่อสร้างปัญหา”
เมื่อมองเงินในมือแล้วแม่เล้าก็เหลือบมองหลี่เยว่หานแล้วพูดต่อ “ข้าน้อยได้ยินมานานแล้วว่ามีฮั่นหรงฟูเหรินถูกแต่งตั้งขึ้นใหม่ในเมืองหลวง ฮูหยินท่านนี้เป็นคนชั้นสูงนี่เอง ข้าน้อยเชื่อแล้วว่าฮูหยินคงไม่สร้างปัญหาให้แก่หอฟ่านเทียนของเรา เพียงแต่ฮูหยินอาจจะต้องระมัดระวังในการเดินทางเข้าออกที่เช่นนี้ ไม่เช่นนั้นอาจจะเสื่อมเสียถึงฮูหยิน และหอฟ่านเทียนก็จะถูกปิดได้เจ้าค่ะ”
“ไม่ต้องห่วง ข้าจะระวังตนเองให้เหมาะสมแน่นอน” แม้ว่าหลี่เยว่หานจะไม่อยากพูดกับแม่เล้า แต่ก็ยังอดไม่ได้เมื่อได้ยินน้ำเสียงกระทบกระเทียบของนาง
เมื่อเห็นว่าหลี่เยว่หานไม่ได้มีความเกรงกลัว แม่เล้าก็เพียงแค่ถอนหายใจแล้วไม่พูดอะไรออกมาอีก
หลี่เยว่หานไม่สนใจผู้หญิงคนนั้นอีกต่อไป เดินนำผู้ดูแลร้านอวี้เข้าไปด้านในห้องรับรองส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดของที่นี่
หญิงสาวในหอฟ่านเทียนต่างพางุนงง มีสตรีเดินเข้ามาที่นี่แล้วต้องการให้พวกนางปรนนิบัติงั้นหรือ เป็นไปได้หรือไม่ว่าฮั่นหรงฟูเหรินมีความชอบที่ไม่เหมือนสตรีทั่วไป
“ลูกค้าในห้องเทียนจื้อได้เรียกนางคณิกาไปปรินบัติหรือไม่” วันนี้ไม่ได้มีลูกค้ามาที่หอฟ่านเทียนมากนัก นางคณิกาส่วนใหญ่จึงไม่ได้ถูกเรียกไปทำงาน เมื่อเห็นว่าเด็กรับใช้เดินออกมาจากห้องเทียนจื้อพวกนางจึงรีบเข้าไปถาม
เด็กรับใช้ถูกเหล่าสาว ๆ เข้ามาขวางทางก็อดไม่ได้ที่จะทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย “พวกเจ้าถามเช่นนี้เพื่ออะไรเล่า เพียงแค่รับแขกบุรุษในเวลาปกติยังไม่เพียงพอ ต้องการรับแขกสตรีด้วยอย่างนั้นหรือ”
“เช่นนั้นฮั่นหรงฟูเหรินมาที่หอฟ่านเทียนเพื่อสิ่งใด” สาวน้อยคนหนึ่งถามด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ
“เอาล่ะ ๆ แม่นางทั้งหลาย ข้าต้องไปที่ครัวก่อน จากนั้นจะมาอธิบายทุกอย่างกับพวกเจ้าเอง” ว่าจบเด็กรับใช้ก็รีบฝ่าวงล้อมของเหล่านางคณิกาเพื่อไปที่ห้องครัวในเวลาเพียงชั่วอึดใจ
นางมองตามแผ่นหลังของเขาอย่างเต็มไปด้วยความใคร่รู้ “คนอย่างฮั่นหรงฟูเหรินจะมาเพียงเพื่อกินอาหารที่นี่อย่างนั้นหรือ”
หลังจากได้ยินคำถามนั้นทุกคนก็ต่างเงียบลง
ลูกค้าที่มาหอฟ่านเทียนส่วนใหญ่เป็นคนชั้นสูง อาหารเครื่องดื่มที่นี่จึงเลิศรสและปรุงอย่างประณีต แต่จะมีใครสนใจเรื่องอาหารของที่นี่เพียงนั้น ยิ่งเป็นคนอย่างฮั่นหรงฟูเหรินที่เป็นสตรีชั้นสูงด้วยแล้ว
ใครก็ต่างเข้ามาที่นี่เพื่อลิ้มรสสุราเคล้านารีในหอคณิกามากกว่ามิใช่หรือ
ในเมืองหลวงแห่งนี้มีร้านอาหารชั้นเลิศอีกมากมายที่ดีกว่าการมาที่หอคณิกาแน่นอน เรื่องนี้มีแต่จะเป็นที่สนใจของชาวบ้านไปทั่ว
แม่นางทั้งหลายต่างตกอยู่ในห้วงความคิดของตนเอง และในเวลานั้นก็ไม่ได้มีใครหันไปสนใจที่ห้องรับรองใหญ่นั่นอีกต่อไป