ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 300 ฟังข่าวลือ
บทที่ 300 ฟังข่าวลือ
ในห้องรับรองใหญ่ จี้หยางกำลังเล่าเรื่องที่เขารู้มาในช่วงนี้ให้หลี่เยว่หานฟังเรื่อย ๆ
เขาไม่แน่ใจว่าหลี่เยว่หานต้องการข้อมูลจำพวกใดบ้าง ดังนั้นจึงมีเรื่องราวมากมายทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็น แต่หลี่เยว่หานก็ยังตั้งใจฟังคำพูดของจี้หยางไปเรื่อย ๆ ส่วนผู้ดูแลร้านอวี้กลับเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเลื่อนลอย ไม่แน่ใจว่ากำลังฟังสิ่งใดอยู่กันแน่
“ในช่วงเหนึ่งเดือนที่ผ่านมาคุณชายหวังชวนอวี่ บุตรชายคนโตของจงชูลิ่ง กับคุณชายเหมาฉางบุตรชายคนโตของช่างชูลิ่งต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงตัวแม่นางเฉินเอิน ในเวลานั้นข้าได้ยินว่าคุณชายหวังชวนอวี่ดูหมิ่นคุณชายเหมาฉางด้วยถ้อยคำบางอย่าง เป็นต้นว่าเขาไม่รู้ว่ามารดาตนเองเป็นใคร”
“ครึ่งเดือนก่อน รองเจ้ากรมกลาโหมมาดื่มสุราที่นี่ และกล่าวกับแม่นางชิงซินที่เข้าปรนนิบัติว่า ขุนนางในราชสำนักทุกวันนี้ล้วนแต่เป็นพวกเก่งแต่ปาก แท้จริงแล้วไม่เอาถ่าน โดยเฉพาะแม่ทัพเมิ่งฉีฮ่วนเจ้ากรมกลาโหม เขายังหมิ่นฮ่องเต้ด้วยว่าพระองค์เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการขึ้นสู่อำนาจของแม่ทัพเมิ่งโดยเอาผลงานของผู้อื่นทั้งหมดมายกเป็นความดีความชอบของแม่ทัพเมิ่งแต่เพียงผู้เดียว”
เรื่องราวลับหลังมากมายมากว่าครึ่งชั่วยาม ในที่สุดก็มีสองเรื่องนี้ที่น่าสนใจสำหรับหลี่เยว่หาน นางจึงขัดจังหวะจี้หยางทันที “หมายความอย่างไรที่ว่าเหมาฉางไม่ทราบว่ามารดาของตนเป็นใคร”
“โอ้ มีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วว่าคุณชายเหมาความจริงแล้วได้เกิดในตระกูลเหมา แต่เป็นบุตรที่ใต้เท้าเหมารับตัวมากจากที่อื่น ว่ากันว่าเขาเป็นบุตรนอกสมรสของอนุนอกบ้าน แต่มารดาเสียชีวิตเมื่อให้กำเนิดคุณชายออกมาแต่เรื่องนี้ยังต้องฟังหูไว้หู เพราะใต้เท้าเหมาไม่แม้แต่จะดื่มสุราด้วยซ้ำ ที่คฤหาสน์ก็มีภรรยาเพียงคนเดียว ไม่ว่าจะสาวใช้อุ่นเตียงหรือนางอนุสักคนก็ไม่เคยมีมาก่อน ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะลอบเลี้ยงดูอนุนอกบ้านได้จริง ๆ”
หลังจากได้ยินคำอธิบายของจี้หยางแล้ว หลี่เยว่หานก็พย้กหน้าแล้วถามต่อ “เกิดอะไรขึ้นกับรองเจ้ากรมกลาโหมงั้นหรือ เขากล้าพูดถึงเจ้ากรมเช่นนั้น ไม่กลัวจะต้องโทษอาญาเลยหรืออย่างไร”
“ทุกคนทราบดีถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ลงรอยกันระหว่างรองเจ้ากรมและเจ้ากรมกลาโหมขอรับ ใต้เท้าชิวเป็นรองเจ้ากรมกลาโหมมานาน ทุกคนต่างรู้ดีว่าถึงเวลาที่เขาจะได้เป็นเจ้ากรมแล้ว ทุกคนก็ต่างหลีกทางให้เขา แต่ใครจะรู้ว่าท้ายที่สุด ขุนพลทหารม้าที่กลับจากสงครามอย่างแม่ทัพเมิ่งจะได้รับพระราชทานความดีความชอบหลังเผด็จศึกสงครามทางเหนือที่ยืดเยื้อกว่าสามปีลงได้ ฝ่าบาททรงรับสั่งว่าใต้เท้าเมิ่งนั้นมีความรู้ทางด้านกลยุทธ์ที่ยอดเยี่ยม ทั้งยังเป็นสหายขององค์ชาย สมควรจะได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้ากรมกลาโหม”
“ใต้เท้าชิวค่อยข้างจะไม่พอใจเพราะเขามีอายุราชการยาวนานกว่า ทว่ากลับต้องมาถอยให้ใต้เท้าเมิ่งที่มีอายุไม่ถึงครึ่งของเขาเสียด้วยซ้ำ เขาจึงโกรธมากที่เป็นเช่นนั้น…” จี้หยางเล่าไปครู่หนึ่งก็คิดบางอย่างขึ้นได้ เขารู้สึกขนลุกอย่างร้อนใจ เขานินทาสามีของฮั่นหรงฟูเหรินต่อหน้านางไปเสียแล้ว…
เมื่อเห็นท่าทางกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของจี้หยาง หลี่เยว่หานก็ยิ้มพลางเอ่ย “ไม่ต้องสนใจเรื่องนั้น เพียงแค่เล่ามาเถิดข้ากำลังฟังอยู่”
“อ้า….” จี้หยางตะลึงไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็พยักหน้าแล้วพูดต่อ “ขุนนางทั้งราชสำนักกลับเห็นดีเห็นงามในการแต่งตั้งแม่ทัพเมิ่งให้เป็นเจ้ากรมกลาโหม เพราะมองว่าแม่ทัพเมิ่งยังหนุ่มยังแน่น น่าจะสามารถจูงใจราษฎรได้ดี แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีแม่ทัพใหญ่ที่ดูแลชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือร่วมกับแม่ทัพเมิ่งซึ่งควรจะได้รับความดีความชอบและรับพระราชทานตำแหน่งก่อนแม่ทัพเมิ่ง”
“น่าเสียดายที่แม่ทัพใหญ่ไม่ต้องการจะย้ายกลับมาที่เมืองหลวง ดังนั้นความดีความชอบครั้งนี้จึงตกเป็นของแม่ทัพเมิ่งแต่เพียงผู้เดียว”
หลังจากได้ยินเช่นนี้ หลี่เยว่หานก็ถามอีก “เมิ่งฉีฮ่วนเคยมาที่หอฟ่านเทียนบ้างหรือไม่”
จี้หยางตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าอย่างว่าง่าย “เคยขอรับ แม้ว่าเวลานั้นข้าจะป่วยอยู่บนเตียง แต่ก็จำได้ว่าใต้เท้าเมิ่งมาที่นี่ครั้งหนึ่ง ดูเหมือนจะมาจับตัวใครบางคน ไม่ได้อยู่ดื่มสุรา หลังได้ตัวคนนั้นแล้วก็เร่งรีบออกไปทันที”
“พอจะรู้บ้างหรือไม่ว่าเป็นใครที่ถูกจับไป”
“ได้ยินว่าเป็นทหารหนีทัพขอรับ เวลานั้นทุกคนก็ต่างประหลาดใจว่าทหารหนีทัพเหตุใดจึงได้หนีเข้ามาในเมืองหลวง แต่เมื่อไตร่ตรองดูแล้วก็พบว่า คนในเมืองหลวงเพิ่งจะทราบข่าวการกลับมาของแม่ทัพเมิ่งหลังจากที่เขาได้รับพระราชทานตำแหน่งเจ้ากรมเท่านั้น แต่ก่อนหน้านั่นท่านแม่ทัพน่าจะกลับมาก่อนอย่างเงียบ ๆ ส่วนทหารหนีทัพผู้นั้นคงจะเป็นคนเมืองหลวง เมื่อกลับมาถึงบ้านก็คิดว่าท่านแม่ทัพไม่อยู่ที่นี่ จึงได้กล้าออกมาเที่ยวเล่นจนถูกแม่ทัพเมิ่งจับได้โดยไม่อาจหลบหนีได้ทันเวลา”
ระหว่างที่คุยกันอยู่นั้นเองเด็กรับใช้ก็เคาะประตู “ฮั่นหรงฟูเหริน อาหารพร้อมแล้วขอรับ ให้ข้าน้อยยกเข้าไปตั้งสำรับเลยหรือไม่ขอรับ”
หลี่เยว่หานโบกมือให้สัญญาณจี้หยางไปซ่อนตัวก่อน จากนั้นก็ให้ผู้ดูแลร้านอวี้ไปเปิดประตู
เด็กรับใช้ตั้งสำรับอย่างรวดเร็วตรงหน้าหลี่เยว่หาน ระหว่างนั้นดวงตาของเขาก็ลอบมองไปในห้องอย่างใคร่รู้
หลี่เยว่หานมองท่าทีเช่นนั้นของเด็กรับใช้อย่างเงียบ ๆ และอดร้อนใจไม่ได้ ก่อนที่เด็กรับใช้จะออกไปนางจึงหยุดเขาไว้ก่อน “ช่วยไปที่จวนแม่ทัพที และให้คนของจวนแจ้งท่านแม่ทัพด้วยว่าข้ารอเขามากินอาหารค่ำด้วยกันที่นี่”
เด็กรับใช้ตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง ระหว่างนั้นหลี่เยว่หานก็หยิบเงินออกมา ดวงตาของเขาเป็นประกายทันทีที่ได้เห็น เขารีบรับเงินมา โค้งคำนับแล้วรับคำอย่างรวดเร็ว “ข้าน้อยจะรีบไปที่จวนท่านแม่ทัพเพื่อแจ้งเรื่องนี้เองขอรับ โปรดรอสักครู่”
ว่าจบเด็กรับใช้ก็จากไป และยังยิ้มกว้างอย่างมีความสุขให้หลี่เยว่หานอีกด้วย
หลังประตูปิดลง จี้หยางก็เดินออกมาจากมุมมืด ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยขึ้น “ฮั่นหรงฟูเหริน เด็กรับใช้ผู้นั่นดูแปลกมาก”
“อื้ม” หลี่เนยว่หานพยักหน้า “ระหว่างทางจากจวนแม่ทัพมาที่นี่มีคนลอบตามข้ามา ข้าต้องหลีกเลี่ยงคนเหล่านั้น จึงเดินทางไปที่ร้านเครื่องประดับก่อน ไม่คิดเช่นกันว่าจะสลัดไม่หลุด จึงได้เข้ามาทางประตูเช่นนี้แทน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จี้หยางก็เข้าใจทุกอย่างแล้วถามต่อ “ฮูหยินได้คิดไว้บ้างหรือไม่ขอรับว่าผู้ที่ติดตามมาคือใครกันแน่”
“ไม่ว่าใครก็ทำเช่นนี้ได้” หลี่เยว่หานกล่าว “คนที่กล้าติดตามข้าอย่างโจ่งแจ้งอาจจะเป็นจี้ซินเยว่จากตระกูลเฉิน”
จี้หยางเป็นชาวเมืองหลวง หลังจากได้ยินชื่อของจี้ซินเยว่ เขาก็คิดถึงเรื่องความสมัพันธ์ระหว่างนางกับเมิ่งฉีฮ่วนขึ้นมาได้ทันที นั่นทำให้เขารู้สึกเศร้าใจขึ้นมาเล็กน้อย “เวลานั้นมีคนกล่าวว่าบุตรสาวคนโตของตระกูลจี้และแม่ทัพเมิ่งเหมาะสมกันราวกับเป็นกิ่งทองใบหยก แต่ต่อมาใครจะทราบได้ว่านางกลับออกเรือนไปกับชายอื่นเสียก่อน แม่ทัพเมิ่งเศร้าใจจนต้องออกจากเมืองหลวงไปยังชายแดนเพื่อสังหารข้าศึก ทุกคนต่างลือว่าเป็นเพราะแม่ทัพเมิ่งยังไม่ลืมเลือนความรักครั้งเก่า แต่ข้ากลับไม่รู้สึกว่าแม่ทัพเมิ่งจะไยดีคุณหนูจากตระกูลจี้ผู้นี้มากนัก”
หลี่เยว่หานอดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วเมื่อได้ยินเช่นนั้น “เหตุใดเจ้าจึงคิดเช่นนั้น”
“ยิ่งมีคนคิดไปทางเดียวกันมากมายเพียงไร ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่ความจริงจะต่างออกไปมากขึ้นเท่านั้นขอรับ” จี้หยางกล่าวต่อ “แม้จะมีข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับคุณหนูจี้และแม่ทัพเมิ่งในเวลานั้น แต่กลับไม่เคยมีใครพบเห็นทั้งคู่อยู่ด้วยกันเลยแม้แต่คนเดียว เรื่องราวของทั้งคู่เป็นที่พูดถึงก็จริง แต่ก็มักจะมีเพียงเรื่องเดิม ๆ ทุกคนพูดไปในทางเดียวกันหมด จากนั้นไม่นานพวกเขากลับถูกเรียกว่าคู่รักที่เหมาะสมที่สุดในเมืองหลวง”
หลังจากฟังคำอธิบายแล้วหลี่เยว่หานก็ดูเหมือนว่าจะสนใจเรื่องนี้ขึ้นมาจริง ๆ “เวลานั้น พวกเขาไม่ได้ใกล้ชิดกันเป็นการส่วนตัวกันเลยงั้นหรือ”
จี้หยางยิ้มขำ “คุณหนูจี้เป็นถึงบุตรสาวคนโตของตระกูลที่มากไปด้วยอำนาจบารมี ในเวลานั้นแม่ทัพเมิ่งเป็นเพียงนายทหารที่ไม่ได้เป็นที่จดจำ เป็นเพียงพระสหายขององค์ชายเท่านั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่ตระกูลจี้จะยอมให้บุตรสาวไปข้องแวะกับชายธรรมดา ๆ เช่นเขามากเกินไป”
“เช่นนั้นแล้ว เหตุใดจี้ซินเยว่จึงปฏิบัติต่อข้าราวกับเป็นศัตรูคู่แค้นมาช้านานด้วยเล่า” หลี่เยว่หานขมวดคิ้ว “นางมีเจตนาซ่อนเร้นอย่างนั้นหรือ”
“นั่นก็เป็นไปได้ขอรับ” จี้หยางมองหลี่เยว่หานอย่างเคร่งขรึม “คุณหนูจี้ผู้นี้เป็นคนมีเบื้องลึกเบื้องหลังซับซ้อน ไม่เป็นอย่างที่แสดงทั้งหมดอย่างแน่นอน”