ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 302 นับญาติดีหรือไม่
บทที่ 302 นับญาติดีหรือไม่
“ท่านแม่ทัพโปรดชี้แนะแก่ข้าด้วย” จี้หยางโค้งคำนับ
“แม้ว่าโดยสายเลือดแล้วสนมเหลียงจะเป็นพระมารดาขององค์ชายรอง ทว่านางก็ล้มป่วยตั้งแต่ให้กำเนิดองค์ชายรอง ไม่มีทางเลยที่จะมีกำลังไปทำสิ่งต่าง ๆ นอกวัง ทันทีที่ประสูติ องค์ชายรองก็ถูกพาตัวไป โดยที่มีนางข้าหลวงเป็นผู้เลี้ยงดู เมื่อชันษาได้สิบปี สนมเหลียงก็ถูกส่งเข้าตำหนักเย็นเนื่องจากมีเรื่องความสัมพันธ์กับแพทย์หลวง เรื่องทั้งหมดจึงไม่เกี่ยวข้องกับสนมเหลียงเลย” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวพลางเงยหน้ามองหลี่เยว่หาน
หลี่เยว่หานตื่นเต้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น “เจ้าอย่ามองข้าสิ เล่าต่อไป ข้าค่อนข้างชอบเรื่องราวในวังหลวงเหล่านี้”
“หากมีคนอื่นรู้ว่าเจ้ามาที่นี่เพื่อคุยเรื่องลับในวังหลวง เจ้าอาจถูกจับไปประหารได้” เมิ่งฉีฮ่วนพูดแล้วใช้นิ้วแตะหน้าผากของหลี่เยว่หาน “เจ้าจำท่านตาของเจ้าไม่ได้หรือ ซิงกั๋วกง”
จี้หยางไตร่ตรองเกี่ยวกับคำพูดนั้นของเมิ่งฉีฮ่วน เมื่อได้ยินประโยคนั้น แววตาของเขาก็สว่างวาบขึ้นมาทันที เขามองไปที่หลี่เหยว่หานจากนั้นก็มองไปที่เมิ่งฉีฮ่วนราวกับตกใจกับอะไรบางอย่างขึ้นมาฉับพลัน
“ฮองเฮาทรงเตือนข้าอย่างอ้อม ๆ แล้วว่าอย่าไปพบกับซิงกั๋วกง และข้าคิดว่าเขาไม่ใช่คนที่จะสามารถเข้าถึงได้ง่าย หากเขาทราบว่าบุตรสาวคนโตแต่งงานกับชายชาวบ้านจริง ๆ บางทีเขาอาจจะต้องการสังหารข้าเพื่อลบล้างความอับอายหรือไม่” หลี่เยว่หานแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา “สำหรับตระกูลชั้นสูงเหล่านี้ การต้องอับอายเสียหน้านับว่าเป็นเรื่องแย่ที่สุดไม่ใช่หรือ”
หลังจากได้ยินสิ่งนี้ เมิ่งฉีฮ่วนกำลังจะพูดปลอบใจหลี่เยว่หานสักสองสามคำ แต่กลับไม่คาดคิดว่าจี้หยางจะคุกเข่าทันที “คุณหนู โปรดกลับเข้าสู่ตระกูลที่แท้จริงเถิดขอรับ”
หลี่เยว่หาน “??”
“ไม่แน่ใจนักว่าคุณหนูได้ตรวจสอบความเป็นมาภูมิหลังของข้าน้อยเมื่อยึดครองหอฟ่านเทียนแห่งนี้หรือไม่” จี้หยางไม่ได้เงยหน้าขึ้น ท่าทางของเขาดูนอบน้อมกว่าก่อนหน้านี้มาก “พ่อของข้าน้อยคือพ่อบ้านของจวนซิงกั๋วกง และข้าน้อยเองก็เติบโตมาในจวนซิงกั๋วกงขอรับ เมื่อย้ายเข้าสู่เมืองหลวงพร้อมกับนายท่าน บิดาของข้าน้อยได้รับความกรุณาอย่างมากจากท่านซิงกั๋วกงให้ออกมาจากฐานะข้ารับใช้ที่จวนและแยกบ้านออกมาเองได้”
“แต่ท่านซิงกั๋วกงก็เมตตาข้าน้อยอย่างมาก กลัวว่าจะต้องลำบากหลังออกมาจากจวนแล้ว นายท่านจึงซื้อหอฟ่านเทียนอย่างลับ ๆ และมอบที่นี่ให้ข้าน้อย และยังให้ข้าน้อยเปลี่ยนสกุลเป็นหลานชายของเจ้าของเดิมของหอฟ่านเทียน เพื่อไม่ให้ต้องมีความสัมพันธ์กับจวนซิงกั๋วกงอีก”
“หลายปีที่ผ่านมาซิงกั๋วกงได้เดินทางมาที่หอฟ่านเทียนทุกเดือน และสอบถามข่าวคุณหนูใหญ่อยู่เป็นประจำ ข้าน้อยรู้สึกละอายใจเหลือเกินที่แม้ว่าจะมีข้อมูลมากมายแต่ก็ยังไม่มีข่าวคราวใดไปให้ท่านซิงกั๋วกงเลย สุขภาพของข้าน้อยทรุดโทรมลงก่อนที่จะได้พบกับคุณหนู ทำให้ไม่สามารถช่วยสอบถามข่าวคุณหนูใหญ่ได้อีกค่อไป ในคราวแรกซิงกั๋วกง มักส่งคนไปสอบถามท่านหมอเพื่อช่วยข้าน้อยและยังไปหาข่าวเกี่ยวกับคุณหนูอยู่บ่อย ๆ ก่อนที่จะเริ่มท้อใจไปอย่างช้า ๆ แต่ถึงอย่างนั้น ข้าน้อยก็ทราบดีขอรับว่าท่านซิงกั๋วกงรอคอยคุณหนูใหญ่อยู่เสมอและไม่มีทางรู้สึกอับอายเมื่อได้ทราบความจริงทั้งหมดอย่างแน่นอน”
เมื่อได้ยินสิ่งที่จี้หยางพูดแล้ว หลี่เยว่หานก็ตกตะลึง
“ดูผลของสิ่งที่เจ้าทำสิ” เมิ่งฉีฮ่วนยิ้ม “หากจี้หยางไม่ได้ป่วยหนักจนทำให้ไม่ได้ติดต่อสอบถามข่าวคราวไปนาน การที่เขาเคยเป็นคนจากจวนซิงกั๋วกงน่าจะทำให้ข้าได้ข่าวอย่างรวดเร็ว”
“…” หลี่เยว่หานไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไรในเวลานี้ แค่รู้สึกว่าโชคชะตากำลังเล่นตลกกับผู้คนมากเกินไป หลังจากบอกให้จี้หยางเลิกคุกเข่าก็เริ่มถามด้วยความสงสัย “ซิงกั๋วกงไม่ได้เอาภาพคุณหนูใหญ่ให้เจ้าดูงั้นหรือ”
“ข้าน้อยได้ดูแล้วขอรับ” จี้หยางค่อมศีรษะ “หากไม่ใช่เพราะคุณหนูและคุณหนูใหญ่ดูคล้ายคลึงกัน แม้ว่าคุณหนูจะช่วยรักษาอาการของข้าน้อยแล้วก็คงไม่สามารถยกหอฟ่านเทียนให้คุณหนูได้ ว่าไปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างคล้ายว่าจะถูกเตรียมการไว้ก่อนแล้ว”
หลี่เยว่หานพูดไม่ออก
เมิ่งฉีฮ่วนมองดูท่าทางหดหู่ของนาง จับมือนางเบา ๆ แล้วเอ่ยขึ้นว่า “มันไม่สำคัญเลย หากเจ้าไม่ต้องการนับญาติกับพวกเขา ที่ต้องทำก็เพียงแค่ให้จี้หยางเก็บเรื่องนี้เป็นความลับเท่านั้น เวลานี้เจ้าเป็นเจ้านายเขาแล้ว เขาจะต้องฟังคำสั่งเจ้า”
“หากคุณหนูไม่ต้องการกลับไป จี้หยางจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับขอรับ” จี้หยางเอ่ยอย่างรวดเร็ว
หลี่เยว่หานมองจี้หยางแล้วมองที่เมิ่งฉีฮ่วน นางไม่คาดมาก่อนว่าเขาจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องต่าง ๆ มากถึงเพียงนี้ ในส่วนของการเปิดเผยตัวตนนั้น นางยังอยู่ในอาการสับสนและยังหาทางออกที่ดีไม่ได้ อาจจะต้องใช้เวลาไตร่ตรองเรื่องนี้ให้ดีก่อน
“ถ้าเช่นนั้น จี้หยาง เจ้าช่วยตรวจสอบซิงกั๋วกงให้ข้าดูก่อน หากซิงกั๋วกงรู้สึกว่าทั้งหมดเป็นเรื่องน่าอับอายและดูหมิ่นที่คุณหนูมาจากตระกูลชาวบ้าน เยว่หานก็ไม่อาจยอมรับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับนางได้ เพื่อเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาในอนาคต” เมิ่งฉีฮ่วนเห็นว่าหลี่เยว่หานไม่สบายใจจึงเริ่มเสนอแนวทางขึ้นมา
หลังจากได้ยินสิ่งที่เขาพูด จี้หยางก็พยักหน้า จากนั้นเขาก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยกับหลี่เยว่หาน “ไม่ว่าคุณหนูจะต้องการกลับคืนสู่ตระกูลหรือไม่แต่ข้าน้อยก็มีเรื่องที่จะต้องแจ้งแก่คุณหนูขอรับ”
“พูดมาสิ” หลี่เยว่หานพยักหน้า
“ข้าน้อยคิดว่าแม้คุณหนูจะต้องการเปิดเผยตัวตนต่อซิงกั๋วกง แต่เรื่องทั้งหมดนี้ควรจะปิดเป็นความลับจากทุกฝ่ายในเมืองหลวงเสียก่อน ไม่เช่นนั้น หากการกลับสู่ตระกูลล้มเหลวจะทำให้เกิดปัญหากับคุณหนูและซิงกั๋วกงได้” จี้หยางกล่าวอย่างระมัดระวัง
หลังจากได้ยินสิ่งนี้เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้า “ซิงกั๋วกงสร้างความขุ่นเคืองให้แก่ผู้มีอำนาจมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้เพื่อตามหาธิดาคนโต หากความสัมพันธ์ของเจ้าและเขาถูกเปิดเผยแล้ว มารดาผู้ล่วงลับของเจ้าจะต้องถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีซิงกั๋วกงอย่างแน่นอน ดังนั้นสิ่งที่จี้หยางพูดนั้นถูกต้อง แม้ว่าเจ้าจะต้องการนับญาติกับเขาก็ยังต้องทำอย่างเงียบ ๆ”
“เหตุใดจึงกลายเป็นเครื่องมือโจมตีได้” หลี่เยว่หานไม่เข้าใจอย่างมาก “มีความลับอะไรซ่อนอยู่อย่างนั้นหรือ
“เด็กโง่” เมิ่งฉีฮ่วนเคาะหน้าผากหลี่เยว่หานเบา ๆ “ลองคิดถึงตัวตนของพ่อและแม่ของเจ้าสิ หากทุกคนรู้ว่าแม่ของเจ้าอยู่กินกับชาวนาไม่รู้หนังสือ จากนั้นขุนนางที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามจะขอให้ตาของเจ้าพาพ่อเจ้ามาในเมืองหลวงเพื่อทำความรู้จัก เมื่อถึงเวลานั้นตาของเจ้าจะยอมได้หรือไม่ หากตาเจ้าไม่ยินยอมจะเป็นเจ้าเองที่เดือดร้อน และหากตาของเจ้าเห็นด้วย หลี่ต้าเฉิงก็จะเหมือนได้โบยบินขึ้นไปเกาะกิ่งไม้จริง ๆ”
“หลี่ต้าเฉิงอยู่ไกลไปทางตะวันตกเฉียงเหนือกับหวังเฟิง ไม่น่าจะถูกพบตัวได้ง่าย ๆ” หลี่เยว่หานยังไม่รู้สึกอะไร
“ช่วงแรกเขาอาจจะไม่ถูกพบตัว แต่เมื่อทุกคนรู้ว่าเจ้ามาจากไหน ในเวลาเพียงไม่กี่วันคนเหล่านั้นจะตามตัวหลี่ต้าเฉิงมาได้อย่างแน่นอน” เมิ่งฉีฮ่วนเล่าพลางลูบผมภรรยาอย่างปลอบโยน “หากหลี่ต้าเฉิงและหวังเฟิงถูกพบและพามาเมืองหลวงจะสร้างความเดือดร้อนแก่ตาของเจ้าแน่นอน”
หลังจากเขาพูดจบ ในที่สุดหลี่เยว่หานก็จัดการกับความสับสนในใจตนเองลงได้แล้วพยักหน้า “เข้าใจแล้ว เมื่อถึงเวลานั้นก็ให้คนของซิงกั๋วกง สังหารหลี่ต้าเฉิงและหวังเฟิงอย่างเงียบ ๆ ก่อนที่เรื่องจะไปกันใหญ่”
“ต้องเป็นเช่นนั้น” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้า
จี้หยางที่อยู่ข้าง ๆ ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “คุณหนู ใต้เท้า มีข่าวมาถึงเมืองหลวงเร็ว ๆ ว่าชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือเวลานี้ไม่มั่นคงและมีคนจำนวนไม่น้อยหนีมาเมืองหลวง ข้าไม่แน่ใจว่า…”