ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 303 เรื่องลับในจวนตระกูลเฉิน
บทที่ 303 เรื่องลับในจวนตระกูลเฉิน
จี้หยางพูดยังไม่ทันจบ หลี่เยว่หานก็คิดขึ้นว่านางไม่เคยทราบมาก่อนว่ามีเรื่องที่ชายแดนทางตะวันตกเฉียงเหนืออยู่ด้วย นางคิดเสมอว่าไม่ได้มีอาณาจักรอื่นอยู่ทางนั้น และสถานที่อย่างหมู่บ้านไป๋อวิ๋นและหมู่บ้านเฮยถู่ก็ดูราวกับว่าจะไม่ได้อยู่ที่พรมแดน
แต่เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้าหลังจากฟังคำรายงานของจี้หยาง “สงครามทางตะวันตกเฉียงเหนือนั้นตึงเครียด และกองทหารได้ถอยทัพไปยังหย่งอัน ข่าวของเจ้าแม่นยำมาก ฝ่าบาทและข้าเพิ่งจะได้รับข่าวนี้ในวันนี้เช่นกัน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นจี้หยางก็ตกใจคุกเข่าลงอย่างรวดเร็ว “ข้าน้อยเคยอยู่ที่ป้อมปราการที่ชายแดนและรู้จักกับกองกำลังในหน่วยต่าง ๆ จึงเป็นธรรมดาที่จะได้ยินเรื่องราวมากมาย แต่ข้าน้อยก็ไตร่ตรองอย่างดีว่าเรื่องใดเป็นสิ่งที่สามารถรายงานได้ ทุกข่าวที่ข้าน้อยเลือกรายงานสามารถมั่นใจได้ว่าผ่านการกรองมาแล้ว และหลังจากนี้ขอยืนยันว่าหู ตา ปากและลิ้นของแม่นางทั้งหลายในหอฟ่านเทียนแห่งนี้จะไม่มีทางทรยศต่อใต้เท้าขอรับ”
เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ จากนั้นก็หันไปเอ่ยกับหลี่เยว่หานที่อยู่ข้างกาย “มีข่าวลือใดที่เจ้าต้องการทราบอีกหรือไม่”
หลี่เยว่หานส่ายหน้า
ก่อนที่เมิ่งฉีฮ่วนจะมาที่นี่นางฟังเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยความสนใจอย่างมาก แต่หลังจากที่เขาเข้ามา ทุกสิ่งที่จี้หยางกล่าวล้วนเกี่ยวข้องกับตัวนาง เดิมทีนางวางแผนเอาไว้อย่างดีว่าจะไม่มีทางเปิดเผยตัวตนต่อซิงกั๋วกง แต่นางกลับไม่คาดคิดว่าจี้หยางจะเป็นบุตรชายของพ่อบ้านในจวนซิงกั๋วกงไปได้
นางคิดว่าตนเองคงเหมาะที่จะอยู่ในหมู่บ้านไป๋อวิ๋นมากกว่าเมืองหลวง แต่แล้วก็ได้ทราบว่าชายแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือกำลังตึงเครียด นางไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน เพราะไม่พบเรื่องนี้ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมเลย ทว่าที่จริงแล้วพวกเขาถอยไปอยู่ที่หย่งอัน
เมื่อเรื่องเป็นเช่นนี้นางจึงรู้เรื่องทั้งหมดโดยไม่จำเป็นต้องสืบเลยว่าตระกูลหลิวในหย่งอันและหลี่ต้าเฉิงที่ถูกผลักดันออกไปจะต้องกลับมาในเมืองเพื่อความสงบ
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้นางก็เริ่มโกรธมาก
หลังจากที่กำจัดหลี่ต้าเฉิงและหวังฟางออกไปได้ในที่สุด จู่ ๆ ก็ได้ยินว่าอาจได้พบกับคนเหล่านั้นอีกครั้งที่เมืองหลวง ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกขุ่นเคืองในใจ
ระหว่างนั่งรถม้ากลับไปยังจวนแม่ทัพ หลี่เยว่หานก็ยังจมอยู่กับความรู้สึกคับข้องใจ เมิ่งฉีฮ่วนเห็นนางเป็นเช่นนั้นก็สังเกตอยู่พักหนึ่งและอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “หลี่เยว่หาน เจ้ากำลังคิดอยู่หรือว่าจะทำเช่นไรหากหลี่ต้าเฉิงและหวังเฟิงมาถึงเมืองหลวง”
“อื้ม…” หลี่เยว่หานพยักหน้าอย่างไม่ทันตั้งตัว
เมื่อได้รับคำตอบแล้วเขาก็จับมือนางอย่างปลอบโยน “ไม่ต้องเป็นห่วง หลี่ต้าเฉิงและหวังเฟิงสามารถย้ายมาได้ใกล้ที่สุดก็คือที่เมืองหวาซีเท่านั้น เมืองหลวงอยู่ใกล้สายพระเนตรของฝ่าบาท ไม่ใช่สถานที่ที่ใครจะเข้ามาได้ง่าย ๆ หลี่ต้าเฉิงและหวังเฟิงนั้นหรือ สำหรับพวกเขาแล้วข้าไม่คิดว่ามันจะง่ายดายถึงเพียงนั้น อย่างดีก็ไม่เกินหวาซีแน่นอน”
หลี่เยว่หานถอนหายใจออกมาหลังจากได้ยิน ความกังวลก็คลายลงบ้าง “แต่หากข้าเปิดเผยตัวตนกับซิงกั๋วกง แล้วท่านตาของข้าต้องการพาหลี่ต้าเฉิงเข้ามาเล่า”
“นั่นก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย” เมิ่งฉีฮ่วนอุ้มหลี่เยว่หานขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน “หากซิงกั๋วกงต้องการยอบรับว่าเจ้าเป็นหลานสาวของเขา แต่ยังต้องการพาตัวหลี่ต้าเฉิงมายังเมืองหลวงด้วยเช่นนั้น หวังเฟิงผู้ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จะไม่ได้ประโยชน์ เมื่อหลี่ต้าเฉิงมาที่นี่เพียงลำพัง เขาจะไม่สามารถทำสิ่งใดได้ อันที่จริงข้าคิดว่าตราบใดที่หวังเฟิงที่เป็นตัวปัญหาไม่ได้อยู่ใกล้กับหลี่ต้าเฉิงเราก็ยังสามารถจัดการเรื่องต่าง ๆ ได้อยู่”
นางก็คิดว่านี่เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลเช่นกัน จึงได้ถอนหายใจออกมาอีกครั้งแล้วพยักหน้าตามโน้มตัวเข้าไปในอ้อมแขนของสามีระหว่างที่เขาเดินเข้าไปในจวนแม่ทัพ
หลังจากได้ฟังเรื่องลับมากมายจากหอฟ่านเทียนแล้ว หลี่เยว่หานก็รู้สึกเหนื่อยล้าไปทั้งกาย เมื่ออาบน้ำเสร็จเรียบร้อยก็เอนหลังลงเตียงก่อนจะหลับไป เมิ่งฉีฮ่วนที่จัดการงานราชการในห้องหนังสือเรียบร้อยแล้วก็เข้ามานั่งยอง ๆ ลงข้างเตียงใกล้กับหลี่เยว่หานแล้วเอ่ยขึ้น “เยว่หาน มีเรื่องที่จวนตระกูลเฉิน…”
นางลืมตาขึ้นมองเมิ่งฉีฮ่วนเมื่อได้ยินเช่นนั้น ตามด้วยการถอนหายใจ “หากเจ้าเป็นห่วงจี้ซินเยว่ก็ลองดูสิ”
“ไม่ใช่อย่างนั้น” เมิ่งฉีฮ่วนตกใจเล็กน้อย “ข้าคิดว่าเจ้าไปที่หอฟ่านเทียนเพื่อฟังข่าวลับพวกนั้นจากคนอื่น จึงคิดขึ้นว่าเหตุใดข้าจึงไม่บอกเรื่องที่ตัวเองรู้กับเจ้าบ้าง เพื่อเจ้าจะได้ไม่ต้องเป็นที่สนใจของผู้อื่น”
“เจ้ามีเรื่องเกี่ยวกับจี้ซินเยว่จะบอกข้างั้นหรือ” จู่ ๆ หลี่เยว่หานก็ฟื้นคืนพลังกลับมา ความกังวลเกี่ยวกับหลี่ต้าเฉิงหมดไป และรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที
เมื่อเห็นว่านางสนใจเรื่องลับของจี้ซินเยว่มากเมิ่งฉีฮ่วนก็ถึงกับพูดไม่ออก เขาเอาเก้าอี้ตัวเล็กมานั่งแล้วพูดต่อ “ใช่ ข้ามาที่นี่เพื่อเอาข่าวลือมาเล่าให้เจ้าฟัง”
“รีบพูดมาเร็วเข้า” หลี่เยว่หานกอดผ้าห่มแล้วลุกขึ้นนั่ง
“หลังจากงานเลี้ยงในวังหลวงครั้งที่ผ่านมา จี้ซินเยว่รู้สึกอับอายอย่างมาก นางกลับไปที่จวนและดื่มสุราจนเมามายและยังยั่วยวนเด็กหนุ่มที่เลี้ยงดูไว้ในบ้าน วันนี้มีคนส่งข่าวมาบอกข้าว่าจี้ซินเยว่สังหารเด็กหนุ่มที่เลี้ยงดูเอาไว้ไปแล้ว” หลังพูดจบเมิ่งฉีฮ่วนก็กะพริบตาให้หลี่เยว่หาน
หลี่เยว่หานตกตะลึงไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็คิดอะไรขึ้นมาได้ “จี้ซินเยว่เลี้ยงดูเด็กหนุ่มไว้ในบ้านงั้นหรือ ช้าก่อน ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ที่นางบอกเจ้าว่าตนเองยังบริสุทธิ์ แล้วตลอดหลายปีที่ผ่านมานางอยู่ได้อย่างไร ไม่ได้มีสัมพันธ์กับชายหนุ่มเลยอย่างนั้นหรือ”
“เอ่อ…” เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็น…
“เมื่อจู่ ๆ นางสังหารเด็กหนุ่มที่เลี้ยงดูเอาไว้ นั่นก็หมายความว่านางและเขาได้มีสัมพันธ์กันแล้วจริง ๆ อย่างนั้นหรือ” จู่ ๆ หลี่เยว่หานก็ตื่นเต้นขึ้นอีก “โอ้ ข้าเดาไม่ผิดแน่ จี้ซินเยว่คิดว่าความบริสุทธิ์ของนางจะสามารถดึงดูดให้เจ้าคิดถึงความสัมพันธ์ในอดีตขึ้นมาได้ แต่นางไม่คาดคิดว่าเจ้าจะทำลายไมตรีของนางด้วยมือตัวเองอย่างไร้เยื่อใยเพียงนี้ นางจึงดื่มสุราบรรเทาความเศร้าโศก และได้มอบความบริสุทธิ์ที่เฝ้าปกป้องไว้แก่ชายผู้ครองใจนางมานานหลายปี นี่มัน น่าตื่นเต้นเกินคาดเสียจริง”
เมื่อเห็นท่าทางตื่นเต้นของหลี่เยว่หาน เมิ่งฉีฮ่วนก็คิดว่าการตัดสินใจเล่าเรื่องนี้แก่นางนั้นเป็นสิ่งที่ฉลาดมาก
ก่อนหน้านี้หลี่เยว่หานยังขุ่นเคืองไปด้วยความรู้สึกหวาดระแวงต่อหลี่ต้าเฉิง แต่เวลานี้นางกลับเต็มไปด้วยความกระฉับกระเฉงหลังจากเหี่ยวเฉาไปก่อนหน้า
“เอาล่ะ นี่ดึกแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องเข้านอน” เมิ่งฉีฮ่วนลูบศีรษะของหลี่เยว่หานด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
นางก็เอนตัวลงอย่างเชื่อฟัง กุมมือของสามีเอาไว้แล้วเอ่ยขึ้น “แม้ว่าข้าจะเกลียดจี้ซินเยว่ แต่ก็นึกภาพไม่ออกเลย ว่านางต้องแตกสลายเพียงใด ข้าควรส่งบัตรอวยพรแก่นางในนามจวนแม่ทัพดีหรือไม่”
“ทำเช่นนี้มีแต่จะเติมฟืนให้ไฟโทสะของนางได้” เมิ่งฉีฮ่วนไม่รู้จะทำหน้าอย่างไรดี “ปล่อยจี้ซินเยว่ไปเถิด ส่วนเจ้าก็อย่าก่อเรื่องจะดีกว่า กำลังตั้งครรภ์อยู่แท้ ๆ แต่กลับหาเรื่องออกจากบ้านติดกันสามวันเช่นนี้ได้อย่างไร”
หลี่เยว่หานได้ฟังก็รู้สึกว่ามันสมเหตุสมผล แต่นางก็ยังไม่ปล่อยมือจากเขา “เช่นนั้นเป็นเจ้าก็ได้ แม้ว่าจี้ซินเยว่จะทำเรื่องเหล่านี้อย่างลับ ๆ แต่เนื่องจากเจ้ายังได้ทราบข่าว คนอื่น ๆ ก็คงได้ทราบเช่นกัน ดูเหมือนว่าชีวิตที่ดีของนางจะสิ้นสุดลงแล้ว หากเจ้าเห็นใจนางโปรดบอกข้าก่อน ข้าจะไม่คัดค้าน หากเจ้าต้องการทำดีต่อคนรักเก่า เพียงแต่ต้องเตรียมใจให้พร้อมเท่านั้น”
เมิ่งฉีฮ่วนตกตะลึง “คนรักเก่า ใครกัน เจ้าไม่ได้เข้าใจอดีตทุกอย่างของข้าและจี้ซินเยว่แล้วหรอกหรือ จะบอกว่าข้าเคยมีไมตรีต่อนางได้อย่างไร”
ทันทีที่พูดจบเมิ่งฉีฮ่วนก็เห็นว่าหลี่เยว่หานเริ่มง่วงแล้ว แต่มือเล็ก ๆ ของนางก็ยังกุมมือเขาไว้ไม่ปล่อย เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกถึงความอ่อนยวบในใจและไม่รีบร้อนทำสิ่งใด แค่ค่อย ๆ ทัดผมของหลี่เยว่หานที่ปรกหน้าอยู่ออกแล้วถอนหายใจอย่างเบา ๆ