ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 304 เจ้าและลูกย้ายออกจากเมืองหลวงดีหรือไม่
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 304 เจ้าและลูกย้ายออกจากเมืองหลวงดีหรือไม่
บทที่ 304 เจ้าและลูกย้ายออกจากเมืองหลวงดีหรือไม่
วันรุ่งขึ้นเมื่อหลี่เยว่หานตื่นขึ้นมา เมิ่งฉีฮ่วนยังไม่ออกไปที่สำนักงาน นางกินอาหารเช้าง่าย ๆ จากนั้นก็ไปที่หอฟ่านเทียนด้วยรถม้าของจวนแม่ทัพ
ยังคงเป็นห้องรับรองใหญ่หมายเลขหนึ่งเช่นเดิมที่ถูกใช้รับแขก และหลังจากสั่งอาหารไปจนเต็มโต๊ะแล้วจี้หยางก็ออกมาจากมุมห้องและเริ่มการเล่าเรื่องลับในเมืองหลวงให้หลี่เยว่หานฟัง
“เมื่อวานนี้มีข่าวจากจวนตระกูลเฉิน ข้าน้อยสงสัยว่าคุณหนูทราบเรื่องนี้แล้วหรือไม่ขอรับ” จี้หยางรู้ว่าหลี่เยว่หานกังวลมากที่สุดเมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับเมิ่งฉีฮ่วนและจี้ซินเยว่ดังนั้นจึงเริ่มถาม
“ข้าได้ยินเรื่องนั้นแล้ว ข่าวนี้แพร่กระจายเร็วเพียงนั้นเชียวหรือ” หลี่เยว่หานไม่มีท่าทีประหลาดใจแม้แต่น้อย
“คุณหนูจี้ใช้กรรไกรแทงเด็กหนุ่มที่เลี้ยงดูไว้ในจวนจนตาย เด็กหนุ่มคนนั้นร้องด้วยความตื่นตระหนก เรื่องนี้ยากที่จะปิดบัง จวนตระกูลเฉินเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เดิมทีเรื่องที่คุณหนูจี้เลี้ยงดูเด็กหนุ่มไว้ก็ดำเนินไปอย่างเงียบ ๆ แม้ว่าทุกคนจะรู้เรื่องนี้ แต่ก็ไม่มีใครยุ่มย่าม อย่างไรเสียก็ไม่มีใครต้องการจะล่วงเกินสตรีม่ายผู้มีโชคชะตาโดดเด่นเช่นนาง”
“แต่เด็กที่คุณหนูจี้เลี้ยงดูหลายคนถูกบังคับพาตัวออกมาจากบ้าน เมื่อข่าวการฆาตกรรมแพร่งพรายออกไป คนอื่น ๆ ในตระกูลเฉินก็พากันแตกตื่น รวมทั้งคนที่เป็นครอบครัวของเด็กหนุ่มที่ถูกพาตัวไปเหล่านั้นด้วย ผ่านไปเพียงครึ่งวันจวนตระกูลเฉินก็เต็มไปด้วยผู้คนที่มาเรียกร้องความยุติธรรม”
หลังจากฟังคำพูดของจี้หยางแล้วหลี่เยว่หานก็อดสงสัยขึ้นมาไม่ได้ “ทางการไม่สนใจเรื่องนี้เลยหรือ แม้แต่ฝ่าบาทก็ไม่สนพระทัยได้อย่างไร”
“เป็นเรื่องที่พวกเขาไม่สามารถเข้ามาจัดการได้” จี้หยางกล่าว “จริง ๆ แล้วเด็กหนุ่มเหล่านั้นก็มีบางคนที่จงใจติดตามรับใช้คุณหนูจี้ด้วยความสมัครใจ ใครก็ตามที่ดูน่าสนใจจะมีคนช่วยพาไปแนะนำตัวแก่คุณหนูจี้ ว่ากันตามตรงแล้วเรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นตัวแทนของเหล่าแม่ทัพทั้งสิ้น หากมีปัญหาใหญ่ขึ้นตามมา ก็นับว่าเป็นปัญหาของคุณหนูจี้คนเดียว หากฝ่าบาททรงเข้ามาแทรกแซงเรื่องนี้ก็ยังต้องทรงคิดถึงแม่ทัพเหล่านี้ด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ผู้คนที่มีเรื่องกับตระกูลเฉินล้วนเป็นชาวบ้านทั่วไป เมื่อไม่ผิดอาญาก็ถือว่าทางการไม่สามารถเข้ามาเกี่ยวข้องได้จริง ๆ”
คำพุดของจี้หยางทำให้หลี่เยว่หานเลิกคิ้ว “คราวนี้จี้ซินเยว่เจอเรื่องใหญ่มาก…”
“อีกเรื่องหนึ่ง” จี้หยางเสริมอีก “เมื่อวานหลังจากที่คุณหนูกลับไปแล้ว ซิงกั๋วกงมาพบข้าน้อย ข้าน้อยพยายามสังเกตท่าทีของท่านแล้วก็พบว่าท่านรู้สึกเศร้าใจอย่างมากและหลั่งน้ำตาเมื่อคิดถึงคุณหนูใหญ่ และท่านยังกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่ได้สนใจเลยว่าบุตรสาวจะเติบโตมาอย่างชาวบ้านทั่วไป เพียงแค่รู้ว่านางยังมีชีวิตอยู่ทุกสิ่งล้วนไม่สำคัญเลยขอรับ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็ส่ายหน้า “แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่เมื่อความจริงเปิดเผยขึ้นมาตรงหน้า ท่านอาจจะไม่สามารถยอมรับได้ ยิ่งไปกว่านั้นมารดาข้ายังป่วยหนักและเสียชีวิตไปเมื่อห้าปีที่แล้ว ช่างไร้วาสนาไม่มีโชคชะตาที่จะได้พบกับซิงกั๋วกง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นจี้หยางก็อ้าปากออกมาราวกับต้องการจะเอ่ยเกลี้ยกล่อมหลี่เยว่หานไม่ให้มีความคิดเช่นนั้น แต่เขาก็กลืนคำพูดเหล่านั้นกลับไป และเปลี่ยนเรื่องสนทนากับนางเป็นการเล่าเรื่องอื่นให้ฟัง
ใช่ว่าหลี่เยว่หานไม่ได้ทำอะไรเลย ช่วงนี้นางต้องใช้ชีวิตไปวัน ๆ โดยขึ้นอยู่กับเมิ่งฉีฮ่วนเพียงคนเดียว ดังนั้นแม้เมื่อนางมาถึงจวนแม่ทัพแล้วนางก็ขอให้ผู้ดูแลร้านอวี้เข้ามาพบเป็นการส่วนตัว
หลังจากได้ทำความร่วมมือกับเวินเทียนเหล่ยแล้ว หลี่เยว่หานก็ได้ครอบครองโรงเตี๊ยมเยวี่ยไหลในเมืองหลวงช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา และเปลี่ยนชื่อเป็นภัตตาคารปาเซียน วางแผนจะขายหม้อไฟในฤดูหนาว และยังเปิดขายเนื้อตุ๋นพร้อมกับติดป้ายเขียนว่า ‘ถานไคว่’ อย่างยิ่งใหญ่ แน่นอนว่าถานไคว่ของหลี่เยว่หานยังมีราคาสูงอยู่เช่นเดิม แต่คนที่เคยได้ลิ้มลองก็ต่างไม่สามารถกลับไปกินของแบบเดิมให้อร่อยได้อีกต่อไป
พริบตาเดียวนางก็อยู่ที่นี่ได้สองเดือนแล้ว การค้าของหลี่เยว่หานค่อย ๆ ขยายตัวขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นเวินเทียนเหล่ยยังส่งองุ่นจำนวนหนึ่งมาให้เมื่อไม่นานมานี้ หลี่เยว่หานเลือกองุ่นที่ที่ดีที่สุดมาใช้ทำสุราในภัตตาคารปาเซียน และยังทำลูกเกดจำนวนมาก ภัตตาคารปาเซียนใช้เวลาปรับปรุงหนึ่งเดือนก่อนจะกลับมาเปิดอีกครั้ง มีสินค้าใหม่ ๆ มาวางขายมากมาย มีขนมหวานที่ทำจากลูกเกด และราคาก็ไม่ได้สูงเท่ากับโรงเตี๊ยมเยวี่ยไหลเดิมที่รับเพียงแขกชั้นสูงเท่านั้น
เพียงไม่นาน ภัตตาคารปาเซียนก็คึกคักไปด้วยผู้คน อาหารทั้งหมดได้รับกันพัฒนาปรับปรุงโดยหลี่เยว่หาน ทำให้มีรสชาติดีขึ้นกว่าเดิม สำหรับพ่อครัวที่เตรียมอาหาร ผู้ดูแลร้านอวี้เป็นผู้รับผิดชอบและพวกเขาทั้งหมดได้ทำสัญญาปกปิดความลับแล้ว ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าพวกเขาจะขโมยสูตรไปสร้างร้านใหม่เพื่อแข่งขัน
แผนการค้าเหล่านี้ดำเนินการอย่างลับ ๆ ผู้ดูแลร้านอวี้ทำงานอย่างซื่อสัตย์มาก ทุกคนรู้ว่าโรงเตี๊ยมเยวี่ยไหลเปลี่ยนชื่อและเจ้าของใหม่แล้ว แต่ไม่ได้รู้ว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังภัตตาคารแห่งนี้ หากมองในแง่ดี หลี่เยว่หานเป็นฮั่นหรงฟูเหริน มีร้านขายเครื่องเทศในเมืองหลวงที่ชื่อว่าเหวินเซียงเก๋อเพียงแห่งเดียวที่ใช้ชื่อของนาง นอกจากเรื่องที่เครื่องเทศส่วนใหญ่ในร้านเป็นเครื่องเทศจากฟานปังและปัวซือก็ไม่มีอะไรพิเศษนัก
ช่วงใกล้เที่ยง เมิ่งฉีฮ่วนก็เข้ามา พอดีกับที่จี้หยางแทบไม่มีเสียงจะพูดอีกต่อไป หลังจากโค้งให้เมิ่งฉีฮ่วนแล้วเขาก็ออกจากห้องรับรองผ่านประตูลับ
อาหารและเครื่องดื่มที่หอฟ่านเทียนต้องยอมรับว่าอร่อยมาก แม้แต่คนที่จุกจิกเรื่องอาหารอย่างหลี่เยว่หานก็ยังอดไม่ได้ที่จะชื่นชม
หลังจากที่จี้หยางออกไปแล้ว หลี่เยว่หานและเมิ่งฉีฮ่วนก็ให้หมิงจูและเฮ่อเจิ้งเทียนที่ติดตามมาให้ไปรอที่หน้าประตู แล้วพามู่ชวนกับหลิงซีออกมากินอาหารอร่อย ๆ ด้วยกันสี่คน
เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนเห็นหลี่เยว่หานวางตะเกียบลงแล้วจึงเอ่ยขึ้นว่า “เยว่หาน ข้าคิดเรื่องนี้เมื่อคืน เจ้ากับลูก ๆ ออกไปนอกเมืองหลวงดีหรือไม่”
หลังจากได้ยินเช่นนี้หลี่เยว่หานก็ขมวดคิ้วอย่างขุ่นเคือง “ทำไมเล่า ข้าก็คิดว่าเมืองหลวงก็ค่อนข้างดีและเมื่อมีเจ้าอยู่เคียงข้างข้า ข้าก็ปลอดภัยจากอันตรายทั้งหมดแน่นอน”
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ข้าก็ไม่สามารถอยู่เคียงข้างเจ้าตลอดเวลาได้” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวอย่างใจเย็น “เวลานี้เจ้าเป็นที่สนใจจากผู้คนมากมายในเมืองหลวง ระหว่างทางมายังหอฟ่านเทียนเมื่อครู่นี้ข้าก็เห็นว่ามีคนจำนวนมากจ้องมองมาทางนี้ เมื่อก่อนที่นี่ไม่เคยได้รับความสนใจถึงเพียงนี้”
หลี่เยว่หานเอาแตงกวาขึ้นมากัดอย่างตั้งใจแล้วยัดทั้งหมดเข้าปากอย่างเงียบ ๆ
มู่ชวนและหลิงซีเองก็กินอาหารเงียบ ๆ ไม่ได้คิดจะเข้าร่วมบทสนทนาระหว่างทั้งคู่
“เจ้ามีเรื่องกับจี้ซินเยว่อย่างเปิดเผย คนตระกูลเฉินจึงจับตามองเจ้าอยู่ ฝ่าบาททรงทราบเรื่องที่เจ้าเป็นผู้ครอบครองลัญจกรหยก ดังนั้นองค์ชายรองก็ต้องทราบด้วย และยังมีคนอื่น ๆ ที่ต้องการแย่งชิงมันไปอีกด้วย เจ้าไม่ปลอดภัยจริง ๆ ในเวลานี้”
เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนพูดจบ หลี่เยว่หานก็เอาลัญจกรหยกออกมาแล้วพูดขึ้นบ้าง “เช่นนั้นก็หาโอกาสเหมาะ ๆ ในการถวายมันคืนฝ่าบาทต่อหน้าทุกคนดีไม่ใช่หรือ เพียงเท่านั้นข้าก็จะปลอดภัย ข้าไม่เชื่อว่าจี้ซินเยว่จะทำอะไรข้าได้ ตระกูลเฉินยังตกอยู่ในความวุ่นวายอีกด้วย ไม่น่าจะมีเวลามาก่อความวุ่นวายได้”
เมิ่งฉีฮ่วนได้แต่ถอนหายใจออกมา “ฝ่าบาททรงพระราชทานลัญจกรหยกให้เจ้าเก็บรักษาก็เพราะมันเลือกเจ้าเป็นผู้ครอบครอง และฝ่าบาทยังทรงต้องการถ่วงอำนาจด้วยเช่นนั้นแม้ว่าเจ้าจะถวายมันคืนต่อหน้าทุกคน พระองค์ก็ทรงพระราชทานมันกลับคืนแก่เจ้าอยู่ดี”
หลังจากเมิ่งฉีฮ่วนว่าจบ หลี่เยว่หานก็เหลือบตามอง “ข้าเข้าใจล่ะ เมิ่งฉีฮ่วน เจ้าเป็นแพะที่น่าสงสาร ต้องรับบาปแทนฝ่าบาทเมื่อเกิดการแย่งชิงอำนาจสินะ”